กานดา นาคน้อย: ข้าว เหล้า ไวน์

ช่วงนี้รัฐบาลโดนโจมตีว่านโยบายจำนำข้าวสร้างภาระทางการคลังมากมายมหาศาล   ยังไม่ชัดเจนว่ามหาศาลเท่าการขาดทุนขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.)หรือเท่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐประหารปี 2549หรือไม่?    บ้างก็เสนอว่านโยบายประกันราคาข้าวดีกว่านโยบายจำนำข้าว     ที่จริงแล้วมีนโยบายช่วยชาวนาที่ดีกว่าการแทรกแซงราคาข้าวแต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนสนใจทำ  อาทิ  การจัดตั้งโรงสีในรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดอำนาจตลาดของโรงสีเอกชน   เปิดเสรีธุรกิจสุราเพื่อส่งเสริมการแปรรูปข้าว   ฯลฯ 

ไทยเปิดเสรีสุราแล้วตั้งแต่พศ. 2546แล้วไม่ใช่หรือ?

แม้ว่าในยุครัฐบาลทักษิณ 1 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรทำสุรากลั่นชุมชนของประชาชนในท้องถิ่น   การส่งเสริมดังกล่าวมีข้อจำกัดมากจนเกินกว่าจะเรียกได้ว่าไทยเปิดเสรีสุราแล้ว   ข้อจำกัดที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

1.    อนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนได้ทั้ง“สุรากลั่น”และ “สุราแช่”แต่ไม่ให้ผลิต “สุราแช่ประเภทเบียร์”  และกำหนดว่าสุรากลั่นชุมชนต้องมีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรีแต่ไม่เกิน 40 ดีกรี  ส่วนสุราแช่ต้องไม่เกิน 15 ดีกรี

สุราแช่อาศัยการหมักซึ่งให้สุราที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าสุรากลั่น   สุราแช่มีแอลกอฮอล์ระหว่าง 4-23 ดีกรี (อาทิ ไวน์คูลเลอร์  เบียร์ ไวน์  พอร์ต)  ประเด็นสำคัญคือมติครม.สงวนสุราแช่ประเภทเบียร์ไว้ให้ผู้ผลิตรายใหญ่   หมายความว่ารัฐบาลยินยอมให้ผู้ผลิตเบียร์ไม่กี่รายเป็นอภิมหาเศรษฐีโดยไม่แบ่งกำไรให้ผู้ผลิตชุมชน   การจำกัดไม่ให้ผลิตไวน์ทีสูงกว่า 15 ดีกรีเป็นการสงวนไว้ให้กับผู้ผลิตรายใหญ่และไวน์นำเข้าจากต่างประเทศ   ประชาชนที่ถือศีล 5 อาจจะหวาดกลัวว่าการเปิดเสรีจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น   ขอแนะนำให้ศึกษากรณีของญี่ปุ่น   ญี่ปุ่นอนุญาตให้รายย่อยผลิตสุราแช่ได้สารพัดจนนับไม่ถ้วน   แต่ญี่ปุ่นมีอาชญากรรมน้อยติดอันดับโลก  

2.    กำหนดว่าสุรากลั่นชุมชนต้องติดฉลากว่า“สุราขาว”

การจำกัดฉลากว่าสุราขาวหรือที่เรียกกันว่า “เหล้าขาว”ทำให้มีภาพพจน์ว่าสุราชุมชนเป็นสินค้าคุณภาพต่ำทั้งๆที่สุรากลั่นในต่างประเทศมีคุณภาพหลากหลายและมีชื่อเรียกสารพัดแล้วแต่ว่าใช้วัตถุดิบอะไร   ที่จริงแล้วสุรากลั่นที่ตีตลาดโลกจนขายดีทีสุดในโลกคือสุรากลั่นเกาหลีใต้ที่ทำจากข้าว(เดี๋ยวนี้ใช้แป้งชนิดต่างๆรวมทั้งแป้งมันสำปะหลังด้วย)    รัฐบาลควรยกเลิกการจำกัดฉลากสุราชุมชนด้วยคำว่า “สุราขาว”และตั้งชื่อใหม่ตามแต่วัตถุดิบเพื่อยกระดับภาพพจน์ของสุรากลั่นในลักษณะเดียวกับสุราแช่ที่ผลิตจากผลไม้และข้าว   ถ้าสุรากลั่นชุมชนสามารถติดฉลากในลักษณะเดียวกับ “ไวน์คูลเลอร์”หรือ “ไวน์”    ก็จะช่วยขยายตลาดข้าว(และสินค้าเกษตรต่างๆ)ให้กว้างขึ้น

3.    อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนหรือไม่ยังอ้างอิงพรบ.สุราพศ. 2493 ที่กีดกันการแข่งขัน

สาระสำคัญของพรบ.ดังกล่าวคือการส่งเสริมการผูกขาดการผลิตและจำหน่ายสุราโดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล   การกีดกันด้วยอัตราภาษีนำเข้าทำให้ผู้ผลิตในประเทศไม่กี่รายที่รัฐบาลคุ้มครองอยู่ขายสุราด้วยราคาแพงได้    พรบ.สุราพศ.2493โดนแก้มาหลายครั้งโดยเฉพาะทีเกี่ยวข้องกับอัตราภาษีแต่ยังไม่ยกเลิก  ที่สำคัญ  อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราหรือนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง   พรบ.นี้เก่าแก่ล้าหลังและสนับสนุนการผูกขาดยิ่งกว่าพรบ.การธนาคารพาณิชย์   

ก้าวไปให้พ้นการจำนำข้าว

การเปิดเสรีสุราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างการตลาดเพื่อช่วยชาวนาและเกษตรกรโดยรวมในระยะยาวได้   การเปิดเสรีสุราเป็นนโยบายทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว   ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  สหรัฐฯ  หรือประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปตะวันตก   การเปิดเสรีไม่ได้หมายความว่าใครก็ลุกขึ้นมาผลิตสุราขายได้เหมือนขายเสื้อ   แต่หมายความว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตโปร่งใสและตรวจสอบได้กว่ากระบวนการของไทย   และกฎหมายสนับสนุนการแข่งขันไม่ใช่ส่งเสริมการผูกขาด     การเปิดเสรีสุราดีกว่าการจำนำข้าวที่มีผลระยะสั้น    ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกผันผวนมากดังนั้นรัฐบาลควรเลิกยึดติดกับสถานะ“ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ในตลาดโลก”   การเปิดเสรีสุราจะช่วยขยายตลาดในประเทศให้แก่ข้าวและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ    

ว่าแต่ว่านักการเมืองที่โจมตีการจำนำข้าวจะผลักดันการเปิดเสรีสุราไหม?   หรือว่าขี่หลังสิงห์หลังช้างแล้วลงไม่ได้? 

 

หมายเหตุ

แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเวลา 14.42 น. วันที่ 24 มิ.ย. 2556

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai