Prachatai Eyes View: เกาหลีใต้ ในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน

Prachatai Eyes View: เกาหลีใต้ ในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน

กระแสเกาหลีฟีเวอร์ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีกันเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งมีทัวร์ตามรอยตัวละครในหนังซีรีย์ที่สุดแสนโรแมนติก หรือบ้างก็เพื่อตามไปชมการแสดงของวงดนตรีหรือนักร้องคนโปรด เท่าที่ไถ่ถามเพื่อนฝูงและคนที่รู้จักรอบตัวในรอบ 3-4 ปีมานี้ ส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าเคยไปเยือนเกาหลีกันมาคนละครั้งหรือหลายครั้งแล้วทั้งสิ้น

แม้จะเป็นการเยือนเกาหลีครั้งแรกและไม่อยู่ในช่วงเกาหลีฟีเวอร์อินไทยแลนด์แบบขาขึ้นก็ตาม หรือพูดง่ายๆ ว่าไปช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเขามาก อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพวก ‘เอ้าท์’ หรือไม่อินเทรนด์ก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ประเทศเกาหลีก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่หนีไปไหน เพียงแต่รอให้เราพร้อมและเดินทางไปเยือนเท่านั้นเอง

ความรู้สึกเมื่อแรกเยือน

เกาหลีในเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย ไม่หนาว ท้องฟ้าโปร่ง แดดจัด และอากาศร้อนบ้างในบางช่วงของวัน สลับกับวันที่มีเมฆหมอกปกคลุมทั่วท้องฟ้าและมีละอองฝนโปรยปราย อันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝน

หากจะเอ่ยถึงความรู้สึกต่อเกาหลีเมื่อครั้งแรกเยือน กล่าวได้ว่าช่างแตกต่างจากความรับรู้เกี่ยวกับเกาหลีเมื่อตอนอยู่เมืองไทยค่อนข้างมาก เพราะเกาหลีไม่ได้มีดีแค่นักร้อง นักแสดงหล่อๆ สวยๆ ไม่ได้มีแค่เพลงแดนซ์กระจาย ไม่ได้มีแค่ละครซีรีย์เรียกน้ำตา หรือไม่ได้มีแค่สมาร์ทโฟนยี่ห้อดัง หรือกระทั่งรถยนต์ยี่ห้อเกีย ฮุนได แต่กลับมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นเยอะ

‘อินซาดอง’ ถนนศิลปะและแหล่งชอปปิ้งสุดฮิป

อินซาดอง เป็นจุดหมายหนึ่งที่คู่มือหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวเกาหลีมักแนะนำให้ต้องไปเยือน เมื่อได้มาเยือนแล้วพบว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่ง นอกจากสารพันสินค้าที่วางจำหน่ายตามร้านรวงต่างๆ แล้ว การออกแบบและการจัดการพื้นที่ก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง ทั้งในแง่ภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม ตึกรามต่างๆ ที่ดูทันสมัย กลมกลืน และมีลักษณะเฉพาะแบบ ‘ฝรั่งตะวันออกสไตล์เกาหลี’ รวมถึงมีการจัดพื้นที่ให้รองรับต่อรสนิยมและความต้องการที่หลากหลายของผู้คนที่มาใช้ ซึ่งมีทั้งหนุ่มสาว เด็ก และผู้สูงวัย ที่มาเดินเล่น มาพบปะเพื่อนฝูง หรือมาพักผ่อนหย่อนใจ

นอกจากความสวยงามของสถานที่และอาณาบริเวณที่กว้างขวางเดินเที่ยวกันได้ทั้งวันแล้ว ยังมีอาร์ตแกลเลอรี่ขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ตามตึกต่างๆ ตลอดถนนทั้งสาย แต่ละแห่งจะมีการจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายประเภททั้งภาพวาด งานประติมากรรม งานจัดวาง ทั้งร่วมสมัยและแบบดั้งเดิม และยังมีแหล่งรวมของร้านขายเครื่องดนตรีโดยเฉพาะกีตาร์โปร่ง กีตาร์ไฟฟ้า ลำโพง เครื่องเสียง และเครื่องเป่าต่างๆ ยี่ห้อดังในราคาที่ไม่สูงนัก นอกจากนี้ ยังมีร้านน้ำชาแบบเทรดดิชันแนลให้แวะเวียนเข้าดื่มด่ำบรรยากาศและรสชาติชาแบบเกาหลีอีกด้วย

โซล และระบบขนส่งมวลชนเกาหลี

โซล เป็นเมืองใหญ่ที่ผสมกลมกลืนวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกาหลีเข้ากับความทันสมัยของโลกยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง โซลจึงเป็นเมืองทันสมัยที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า แต่มีพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ยุคเก่าได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้อย่างไม่ขัดเขิน ดังเช่น ป้อมปราการต่างๆ หรือพระราชวัง เช่น เคียงบก หรือท็อกซูกุง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ย่านธุรกิจของโซล

ระบบขนส่งมวลชนของที่นี่พูดได้ว่ามีประสิทธิมาก โดยเฉพาะโครงข่ายระบบรางที่ใหญ่โตและครอบคลุม ซึ่งเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนจากเมืองบริวารของโซลทางฝั่งตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้เข้าหากัน โดยใช้ขบวนรถไฟซึ่งมีทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟแบบธรรมดา

ชาวเกาหลีนิยมเดินทางด้วยรถไฟ เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว สามารถเดินทางไปได้ทั่วถึง และมีราคาถูก (ราว 1,000 วอนต่อเที่ยว หรือประมาณ 30 บาท) การจ่ายค่ารถไฟ รถประจำทาง กระทั่งรถแท็กซี่ สามารถจ่ายโดยระบบจะหักเงินจากบัตรเติมเงินใบเดียวกัน คนเกาหลีจึงไม่ต้องพกบัตรหลายใบเพื่อแยกจ่ายเป็นค่าโดยสารรถไฟสีนั้นสายนี้ หรือแม้แต่รถประจำทางให้สับสนวุ่นวาย

ฮานึลปาร์ค ภูเขาจากภูเขาขยะ

สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งเมื่อมาเยือนเกาหลี คือความสามารถในการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้กลับมาสวยงามและใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

คลองชองเกซอนในโซล เป็นคลองที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ทราบกันดีว่าปรับปรุงมาจากอดีตคลองที่เน่าเสียในช่วงของการเร่งพัฒนาประเทศ ปัจจุบัน ชองเกซอนเป็นลำคลองที่สวยงาม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนแวะเวียนมาเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และเป็นสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของชาวเกาหลีในช่วงเย็นย่ำ

แต่ห่างออกไปในโซล ใกล้กับ Seoul World Stadium มีสิ่งที่ทำให้ต้องอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า นั่นก็คือ ‘ฮานึลปาร์ค’ ภูเขาที่ดูเหมือนภูเขาตามธรรมชาติแต่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ ในช่วงทศวรรษ 1970 พื้นที่บริเวณที่เป็นฮานึลปาร์ค เคยเป็นเพียงที่ทิ้งขยะขนาดใหญ่และเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของเมือง ต่อมาได้มีการปลูกต้นไม้ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมใหม่จนภูเขาขยะกลายมาเป็นภูเขาที่สวยงาม มีต้นไม้ ดอกไม้ และพรรณพืชนานาชนิด มีสัตว์จำพวกนก แมลง และอื่นๆ มาอยู่อาศัยเป็นระบบนิเวศน์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นจุดชมวิวพาโนรามาแม่น้ำฮานช่วงที่ไหลผ่านโซลที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง 

เกาหลีคันทรี่ไซด์

เมื่อเดินทางออกจากโซลไปยังเมืองบริวารที่อยู่รอบนอกทางฝั่งตะวันตกอย่างบูชอน หรืออินชอน การไปกลับด้วยรถไฟยังคงสะดวกสบาย ความเจริญของเมืองก็ไม่แตกต่างจากโซลมากนัก แต่ดูสงบและพลุกพล่านน้อยกว่า และช่องว่างของรายได้กับค่าครองชีพก็ไม่ถีบห่างมากเท่าในโซล

การเดินทางออกไปเยือนชนบทของเกาหลี ทิวทัศน์สองฟากถนนที่รถโดยสารประจำทางแล่นผ่านไป ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะนาข้าวแปลงเล็กๆ ตามที่ราบเชิงเขา สลับกับแปลงนาขนาดใหญ่ในบางครั้งตามแต่ลักษณะภูมิประเทศ บ้างก็เป็นแปลงปลูกผักผลไม้เมืองหนาว และไร่ชา

การค้าขายหรือร้านค้าในตลาดเล็กๆ ตามหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะขายอาหารสดพวกผัก ปลา หัวหอม และผลผลิตจากป่า เช่น หน่อไม้ ลูกเบอร์รี่ต่างๆ โสม และสมุนไพรท้องถิ่นนานาชนิด แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในเมืองขนาดเล็กที่ได้ไปเยือนอย่างชอนจู และจอนจู ในตัวเมืองก็มีความเจริญและความสะดวกสบายไม่แพ้ในโซล มีชอปปิ้งสตรีทคล้ายกับย่านชอปปิ้งขึ้นชื่ออย่าง ‘เมียงดง’ ที่อยู่ในโซล มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า มินิมาร์ทอยู่ทั่วไป เพียงแต่ตัวเมืองมีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น

นอกจากโซลแล้ว ยังมีเมืองขนาดใหญ่ที่มีความเจริญทัดเทียมกันตั้งอยู่ทางตอนใต้คือ เมืองปูซาน ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลที่ทันสมัยและสวยงาม

ขบวนการประชาธิปไตยในเกาหลี

กวางจู เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเกาหลี เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนยุคใหม่ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเกาหลีจากภายใต้เผด็จการทหารไปสู่การเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

ริมถนนใหญ่ในตัวเมืองกวางจู ต้นไม้เก่าแก่ซึ่งยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ใบ ถูกประคับประคองด้วยไม้ค้ำยันอย่างแน่นหนา ถนนที่มีรถราคับคั่งสายนี้เป็นถนนเส้นเดียวกับที่ชาวกวางจูเคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ may 18th และเป็นถนนที่ประชาชนถูกทหารยิงเสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันเมืองกวางจูพยายามรักษาต้นไม้เก่าแก่ต้นนั้นไว้ เนื่องจากเป็นต้นไม้ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ และเป็นต้นเดียวที่ยังเหลือรอดมาได้

ที่อนุสรณ์สถาน 18 พฤษภาในเมืองกวางจู การลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนชาวกวางจูในเหตุการณ์ may 18th ในระหว่างวันที่ 18-27 พฤษภาคม ปี 1980 เพื่อต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกของเผด็จการทหารชุน ดู ฮวาน นักศึกษาและประชาชนชาวกวางจูร่วมกันจับอาวุธขึ้นสู้กับการปราบปรามอย่างรุนแรงของกองทัพ มีนักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นราว 165 คน การลุกฮือที่กวางจูเป็นการจุดประกายและเป็นแสงสว่างให้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนเกาหลีในเวลาต่อมา ซึ่งต่อเนื่องยาวนานมาอีกนับสิบปีจนได้รับชัยชนะ ทำให้ชุน ดู ฮวาน และโรห์ แต วู ผู้สั่งการให้ฆาตกรรมหมู่ประชาชนกวางจูในเหตุการณ์ may 18th ถูกนำตัวขึ้นดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมภายหลังหมดอำนาจในปี 1996 และถูกตัดสินลงโทษ

อนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ และพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญและวีรกรรมของชาวเมืองกวางจู การได้มาเยือนทำให้รู้สึกถึง การให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ may 18th ทำให้การสละชีวิตของนักศึกษาและประชาชนกวางจูในปี 1980 เป็นบทเรียนประชาธิปไตยที่มีค่ายิ่ง เป็นแรงบันดาลใจ และความตายที่ไม่สูญเปล่า

สัญลักษณ์เล็กๆ ของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและสิทธิมนุษยชนอีกแห่งในโซลในย่าน ‘ดงแดมุน’ แหล่งขายเสื้อผ้าชื่อดัง ที่ด้านหน้าตลาดเสื้อผ้า Pyoung Hwa มีรูปปั้นครึ่งตัวของ ‘ชุน เต-อิล’ ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2513 ชุน เต-อิล กรรมกรหนุ่มโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเกาหลีวัย 22 ปี ตัดสินใจสละชีวิตโดยการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องสิทธิของแรงงาน หลังจากพยายามนำเสนอปัญหาของคนงานและการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้างต่อกระทรวงแรงงานเกาหลีมาหลายปี แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลใดๆ การเสียชีวิตของชุน เต-อิล นำไปสู่การเคลื่อนไหวให้มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

10 มิถุนายน 2556 มีการชุมนุมเล็กๆ ที่ด้านหน้าพระราชวังท็อกซูกุงในโซล อดีตนักศึกษาปริญญาโทเกาหลีบอกว่ามักจะพบเห็นการประท้วงได้เสมอๆ ในโซล เย็นวันนั้น กลุ่มนักบวชและคริสต์ศาสนิกชนราว 100 คนร่วมกันชุมนุมอย่างสงบ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม จากการบอกเล่าของผู้สื่อข่าวเกาหลีพอจับความได้ว่า หนึ่งในจำนวนของคนงานที่ถูกเลิกจ้างราว 20 คนได้ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนี้ และเป็นเหตุให้นักบวชและคริสต์ศาสนิกชนมาร่วมชุมนุมกัน

เกาหลี มีอะไรมากกว่าที่คิด

การพบเห็นเกาหลีในมุมต่างๆ แบบคร่าวๆ ทำให้เห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่น่าสนใจ และมีสิ่งที่น่าศึกษาและน่านำมาเป็นตัวอย่าง เช่น การจัดการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ, การจัดการพื้นที่โบราณสถานเพื่อการท่องเที่ยว, การจัดการสิ่งแวดล้อม, การคมนาคมระบบราง, การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อชีวิตประจำวัน, การประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก, การดูแลผู้สูงอายุ, การจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, การทำงานของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน รวมไปถึงการเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะทางการเมืองเพื่อให้ประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้าและไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การไปเยือนเกาหลีในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน จึงมีอะไรมากมายกว่าที่คิดไว้จริงๆ

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์