ยะลา: เล่าเรื่องจากภาพ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ภาพที่ 1: หน้าสถานีรถไฟยะลาที่เคยมีระเบิด

หากชวนไปเที่ยวยะลา คงไม่มีใครอยากไป  ผมได้มีโอกาสเดินทางไปมาแล้ว จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและดีๆ เป็นกำลังใจแก่ชาวยะลาในภาวะคุกรุ่นด้วยการก่อการร้าย

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ผมได้เดินทางไปสำรวจวิจัยที่จังหวัดยะลาเป็นเวลา 3 วัน  ผมได้ถ่ายภาพมาเป็นจำนวนมาก  มีข้อสังเกตต่าง ๆ มากมาย  จึงเขียนมาแลกเปลี่ยน  เผื่อช่วยกันคิดทำภาคใต้ของเราให้เข้าสู่ภาวะปกติสุข  ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่คิดจะไปท่องเที่ยวที่ยะลา  ผมจึงเก็บภาพมาฝาก จะได้เป็นเสมือนว่าท่านได้มีโอากสร่วมไปท่องเที่ยวยะลาด้วยกัน


ภาพที่ 2: ยะลาห่างจากกรุงเทพมหานครนับพันกิโลเมตร (ถ้าถึงเบตงก็ราว 1,200 กิโลเมตร)

ประเมินความเสี่ยงแล้วไปได้แน่

เมื่อได้รับมอบหมายจากลูกค้าให้สำรวจวิจัยอสังหาริมทรัพย์  ผมจะปฏิเสธก็จะเสียความเป็นนักวิชาชีพ จะให้นักวิจัยรุ่นหลัง ๆ ไป เขาก็ยังอาจห่วงชีวิตและความปลอดภัย  ผมเลยตัดสินใจไปเอง  ไหน ๆ ก็ได้อยู่ดูโลกมามากกว่าพวกเขาแล้ว และถือโอกาสแสดงความกล้าหาญไปในตัวด้วยครับ

อย่างไรก็ตามผมได้ประเมินดูแล้ว ภาพที่ออกสื่อมา ออกจะรุนแรงเกินความเป็นจริง  ผมรู้จักท่านประธานหอการค้า ซึ่งผมเคยไปบรรยายในหลักสูตรอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งซึ่งผมเคยพาไปสอนวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินมากับมือ  ท่านต่างก็ยืนยันว่ายะลาและสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้อันตรายหรือตกอยู่ในภาวะมิกขสัญญีแต่อย่างใด  ผมจึงวางใจที่จะไป

การสำรวจพื้นที่

ตอนเดินทางไป ผมก็จองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง Agoda แต่ปรากฏว่า ไม่มีโรงแรมใดอยู่ในรายการชื่อของเว็บไซต์แห่งนี้เลย  แสดงว่าแทบไม่มีใครคิดจะไปใช้บริการ  โรงแรมที่ไปพักก็อยู่ในสภาพพอใช้ได้  ถือเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยะลาแล้วในขณะนี้  แต่ถ้าเทียบกับจังหวัดอื่น ก็คงยังถือว่าแค่สองดาวเท่านั้น  ทั้งนี้เพราะแขกที่มาท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวยุโรป ญี่ปุ่นคงมีน้อยมาก  น่าสนใจที่คนมาส่วนใหญ่เป็นคนมาเลเซีย และยังมีอินโดนีเซีย ไม่รู้เป็นอะไรกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบด้วยหรือไม่

ภาพที่ 3: ขับรถเข้าไปในที่เปลี่ยวแถวสถานีรถไฟตาเซะ ใกล้เขตแดนจังหวัดปัตตานี

 

สถิตินักท่องเที่ยวยะลา พ.ศ.2554

 

สัญชาติ                                 จำนวนคน

อังกฤษ                                              25

รัสเซีย                                                40

ยุโรปอื่น ๆ                                        52

ญี่ปุ่น                                                  58

เวียดนาม                                         299

อินเดีย                                             347

สิงคโปร์                                          685

อินโดนีเซีย                                  1,351

จีน                                                 5,644

มาเลเซีย                                    200,777

รวมคนต่างชาติ                         209,278

คนไทย                                        97,039

รวมทั้งหมด                              306,317

 

ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

เมื่อไปถึงยะลาก็มีโอกาสไปสำรวจทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท  พื้นที่นอกเมืองส่วนมากเป็นสวนยาง  ในเขต "ไกลปืนเที่ยง" ซึ่งถึงแม้จะอยู่ในเขตอำเภอเมืองยะลาก็ตาม  แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อยู่ติดกับเขตปลายสุดของจังหวัดปัตตานี  ตามภาพที่ผมนั่งรถไปกัน 3 คนนั้น  ถือว่าค่อนข้างเปลี่ยวมาก  หากผู้ก่อความไม่สงบโผล่มาก็คงไม่รอด  แต่ผู้ก่อความไม่สงบก็มีวินัย คงไม่ได้เที่ยวยิงหัวชาวบ้านส่งเดชตามข่าว  อย่างแม้แต่ชาวบ้านไทยมุสลิมที่ถูกยิง ถูกฆ่าเสียชีวิต อาจมีสาเหตุอื่น เช่น การค้าของเถื่อน การพนัน หรือการสร้างสถานการณ์โดยผู้ไม่หวังดี (ที่ไม่ใช่ผู้ก่อความไม่สงบ) ก็ได้

ภาพที่ 4: การสัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างใกล้ชิด

แม้ในหมู่บ้านมุสลิมชนบทห่างไกล  มีโรงเรียนประจำพื้นที่โดยมีทหารคอยถือปืนคุ้มครองครู  ผมได้พบกับคุณปู่อายุ 84 ปี และศรีภริยา พร้อมเพื่อนบ้าน ซึ่งยินดีให้สัมภาษณ์เป็นอย่างดี  ชาวบ้านต่างแสดงความเป็นมิตร  อย่างไรก็ตามเพื่อนบ้านของท่าน ก็เป็นผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีผลงานยิงทหารตายไป 6 ศพในหมู่บ้านแห่งนี้  แต่ขณะนี้หนีไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะแอบกลับบ้านยามค่ำคืนหรือไม่  แต่ที่แน่นอนก็คือในเวลากลางวันที่ผมไปสำรวจนั้น เขาคงไม่อยู่  แม้ชาวบ้านจะยินดีต้อนรับอย่างเป็นมิตร แต่ก็สังเกตได้ว่า ยังมีความหวาดระแวงอยู่บ้าง ซึ่งก็กลายเป็นความธรรมดาไปแล้ว  เพราะทุกคนก็ต้องคอยระมัดระวังตัวเช่นกัน 

ภาพที่ 5: ตู้โทรศัพท์ไร้คนใช้จนวัชพืชรก (พบเห็นในเขตชนบทภาคอื่นเช่นกัน)

ความสัมพันธ์อันดีไทยพุทธ-มุสลิม

ทุกวันนี้ยังพบร้านค้าชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกัน  โดยในภาพที่ 5 นี้แสดงให้เห็นถึงร้านอาหารเช้าแบบคนจีนที่มีเนื้อหมูด้วย กับร้านค้าเสื้อผ้าของชาวไทยมุสลิมในตลาดกลางเมืองยะลา   ส่วนภาพที่ 6 เป็นภาพร้านอาหารหน้าสถานีรถไฟยะลา เป็นร้านมุสลิมที่มีรสชาติอร่อย (อุดหนุนมาแล้ว) กับร้านเครื่องในหมู ซึ่งตั้งประชันอยู่ข้าง ๆ กันอย่างสันติสุข

 


ภาพที่ 6: ร้านค้าไทยพุทธ - ไทยมุสลิม ตั้งอยู่ติดกันในตลาดกลางเมืองยะลา

ภาพที่ 7: ร้านอาหารไทยมุสลิม - กับไทย/จีน ตั้งอยู่ติดกันหน้าสถานีรถไฟยะลา

แม้แต่บ้านเรือนของประชาชนในโครงการจัดสรรต่าง ๆ ต่างคนก็ต่างนับถือศาสนา  เช่นกรณีบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ห้องนี้ ห้องหนึ่งสังเกตได้ว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่นับถือพุทธ  ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นคนไทยมุสลิมอย่างแน่นอน  การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ถือเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม  ในสิงคโปร์ เขาให้คนทุกศาสนาอยู่อย่างผสมผสานกันเพื่อความสมานฉันท์  จะอยู่แยกเฉพาะกลุ่มไม่ได้

ภาพที่ 8: เพื่อนบ้านที่นับถือคนละศาสนา แต่ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน

สถานการณ์แปรเปลี่ยน

ในปัจจุบัน จะเห็นภาพทหาร-ตำรวจตั้งด่านตรวจ หรือลาดตระเวนในพื้นที่ต่าง ๆ จนชินตา  ผมผ่านเขตอำเภออื่น  หรือตามชุมชนใหญ่ ๆ ก็จะมีด่านหรือป้อมตำรวจคอยตรวจตราอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  กล่าวได้ว่าทหารและตำรวจเป็นเป้าหมายสำคัญของการฆ่า  โดยมีการแวะเวียนมายิงหรือปาระเบิดเจ้าหน้าที่ถึงป้อมยาม  แทนที่จถถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าเพียงฝ่ายเดียว

 


ภาพที่ 9: กับตำรวจตระเวนชายแดนที่หน้าเทศบาลเมืองสะเตงนอก

สำหรับในยามค่ำคืนในเมืองจะพบว่าค่อนข้างเงียบ โดยหลังเวลา 21:00 น. ก็แทบจะไม่มีใครเปิดประตูบ้านกันแล้ว  แต่ก็มีร้านอาหารชื่อดัง สถานอาบอบนวด และอื่น ๆ อีกบางส่วนที่เปิดบริการถึงดึกดื่น  แต่ร้านค้าทั่วไปปิดในเวลากลางคืน ไม่มีตลาดโต้รุ่ง หรือตลาดกลางคืนเช่นในจังหวัดอื่น หรือเช่นที่เคยมีในอดีต  ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดนี้ด้อยกว่าแต่ก่อนพอสมควร

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ บริเวณริมถนน ชาวบ้านบางรายที่พบเห็นระเบิดบ่อย ๆ เกิดความกลัว จึงก่อสร้างเป็นกำแพงไว้หน้าบ้าน  เผื่อหากมีผู้ก่อความไม่สงบมาวางระเบิด จะได้ไม่เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากนัก  ภาพเช่นนี้คงไม่สามารถเห็นได้ในกรุงเทพมหานคร ยกเว้นหน้าบ้านที่เคยถูกรถเสยชนเข้าไป อาจจะปักเสาไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นการ "วัวหายล้อมคอก" (โปรดดูรูปที่ 10)

ภาพที่ 10: ในเมืองยะลายามค่ำคืน พร้อมกับกำแพงป้องกันระเบิด

นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจอดรถ  ปกติในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นจะจอดรถริมทางเท้า  แต่ที่ยะลาและอาจรวมถึงปัตตานีและนราธิวาส กลับจอดรถกันบริเวณเกาะกลางถนน  ทั้งนี้เพราะชาวบ้านหวาดเกรงการลอบวางระเบิดโดยใช้รถยนต์  ถ้าไม่มีการก่อการร้าย ก็คงไม่มีวัฒนธรรมเช่นนี้  หลังจากกลับจากยะลา ผมได้เดินทางไปสอนหนังสือที่จังหวัดตรัง พบเห็นชาวบ้านนั่งเล่นทอดหุ่ยอยู่หน้าบ้าน  ภาพเช่นนี้ก็คงเคยเกิดขึ้นในยะลา  แต่ไม่ใช่ทุกวันนี้

ภาพที่ 11: 'ประเพณี' การจอดรถริมเกาะกลางถนน

ราคาที่ดินกลับพุ่ง

แม้ในจังหวัดยะลา ราคาที่ดินอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นพรวดพราดเช่นในจังหวัดอื่นเนื่องเพราะการก่อการร้าย  แต่การขายที่ดินต่ำกว่าราคาตลาด หรือขายถูก ๆ คงแทบไม่มี  แม้คนไทยพุทธส่วนหนึ่งจะหนีไปอยู่จังหวัดอื่น  ในอีกทางหนึ่งก็มีป้ายโฆษณาบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่หาดใหญ่มาเชิญคนซื้อในยะลาหลายต่อหลายป้ายก็ตาม  แต่บางคนก็ไปซื้อบ้านต่างเมืองไว้เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งต่างหาก

สำหรับบ้านและที่ดินในเขตใจกลางเมือง ราคาก็ยังขยับตัวสูงขึ้น  โดยในเขตเมือง มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด  ทำให้ประชาชนส่วนมากอุ่นใจ  และเข้ามาซื้อบ้านในเขตเมืองมากขึ้น  ราคาตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ที่แพงที่สุดในเขตโครงการเมืองใหม่ยะลา ขายสูงถึงคูหาละ 7.5 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นนับเท่าตัวในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง  นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

ภาพที่ 12: ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะใจกลางเมืองยะลา


ภาพที่ 13: ขอทานก็ยังมีให้พบเห็นในยะลา

ในตอนเช้ามืดของแต่ละวัน ก็ยังมีคนกวาดเก็บขยะไปตามถนนสายต่าง ๆ ใจกลางเมือง  ในเวลากลางวันก็มีรถขยะคอยเก็บขยะตามหมู่บ้านต่าง ๆ  นอกจากนี้ยังพบผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหรือคนเร่นอน นอนอยู่ในซอกหลืบใจกลางเขตเทศบาลยะลา หรือภาพขอทานผู้เฒ่าอยู่ในตลาดกลางเมืองยะลา   ยิ่งกว่านั้นยังมีภาพนักศึกษาทำกิจกรรมจิตอาสาใจกลางเมืองอยู่เช่นกัน ภาวะเช่นนี้ชี้ว่า ความสงบสุขในเขตเมืองก็ยังมีอยู่  แม้จะมีภาพทหารตำรวจถือปืน ตั้งป้อมและคอยลาดตระเวนอยู่ทั่วไปก็ตาม

ภาพที่ 14: ภาพกิจกรรมจิตอาสาของนักศึกษา ณ สวนขวัญเมือง สวนสาธารณะใจกลางเมืองยะลา

ชาวบ้านเองก็มองว่าโอกาสที่จะแยกประเทศจากการก่อการร้ายคงไม่มี ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะแม้แต่ศรีลังกาที่เคยมีประเทศใหญ่สนับสนุนโจรก่อการร้ายก็ยังทำไม่สำเร็จ  แต่ก็สร้างความยุ่งเหยิงให้กับประเทศเป็นเวลาหลายสิบปีกว่าจะปราบปรามจนสงบ  แต่ทุกวันนี้ เรายังอาจมีปัญหาการนำคนนอกพื้นที่เข้าประเทศ เช่น จากกัมพูชา อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ชาวโรฮิงยา ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่โตในอนาคต ทำให้สันติสุข (ซึ่งต้องมาแน่แต่จะ) มาช้ากว่าที่คิดก็เป็นได้

หากยะลาคืนสู่ความสงบ ก็จะน่าจะดีต่อทุกฝ่าย ยกเว้นผู้ได้ประโยชน์จากการมีความรุนแรง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์