หลิ่มหลี: โลกเรานั้นล้วนเหยียดหยามกัน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่โลกของเสรีชน ที่เรียกตัวเองว่า ลิเบอรัล Liberal ก็เป็นครั้งแรกที่หลิ่มหลีได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า การเรียกร้องความเท่าเทียมหลายเรื่องราวที่หลิ่มหลีไม่ได้รู้ว่ามันมีอยู่...

ไล่นึกดู ... การเรียกร้องความเท่าเทียม มันก็ต้องเกิดเนื่องมาจากการเหยียดหยาม และคนที่ถูกเหยียดหยามก็ต้องยืนหยัดขึ้นมาเรียกร้องความเท่าเทียมกันเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดกันทางเพศ การเมือง ศาสนา สีผิว หลากหลายการเหยียดหยาม ทำให้การเรียกร้องมีความหลากหลาย มีกลุ่มต่างๆ มากมายที่มาจากเหล่าคนที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้

จากโลกที่สวยใสก็ได้รับรู้ว่า ในโลกสวยๆ ใบนี้ หลิ่มหลีก็ได้เห็นมุมมืดมากมายที่มาจากจิตใจของคนในการดูถูกเหยียดหยามกัน

จริงๆ แล้วโลกของสลิ่มอย่างเราๆ หรือชนชั้นกลางที่ไม่เข้าใจการเมืองอย่างลึกซึ้ง ก็เข้าใจหลักของการเหยียดหยามกันอยู่บ้าง แต่เราไม่ปฏิบัติกัน และมันเป็นแค่ความคิดในใจที่เราจะไม่แสดงออกมา

เราเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกสวย แสดงความสวยงามของจิตใจต่อครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน เพื่อให้เราดูสวยงามทั้งกายและใจ เราศึกษาการฝึกให้สวยงามด้วยสิ่งเหล่านี้จากหนังสือหลายอย่าง เช่น Chicken Soup หรือหนังสือของนิ้วกลม เป็นต้น

อย่างน้อย ทัศนคติการมองโลกในแง่ดีที่เราบังคับไว้ในใจ ก็จะบังคับให้เราพูดแต่สิ่งดีดีออกมา จนเราเคยชิน

การเป็นคนที่ต้องอยู่ในโลกสวยทำให้เราต้องทำจิตใจให้สวยและกิริยาทุกอย่างให้สวย ไม่ว่า พูด เขียน หรือแม้กระทั่งด่า ก็ด่าในรูปแบบที่สวยงาม (ยกตัวอย่างเช่น “การตบหัวลูบหลัง” เราต้อง ลูบหลังก่อนแล้วตบหัวแล้วลูบหลังอีกครั้ง)

จนกระทั่งโลกสวยๆ ในกรุงเทพฯ ที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่อยู่อาศัยกัน เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยคนเสื้อแดงที่มาเรียกร้องความเท่าเทียมกันในระบอบการเมือง ที่เรียกกันว่า ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย

คำหยาบคาย จิตใจโสมม การดูถูกเหยียดหยามมากล้นมากมายพรั่งพรูออกมาจากในชนชั้นกลาง หรือสลิ่มอย่างพวกเรา

สลิ่มอย่างเรายอมรับว่า เราพลาด เราเคยสวย เราเคยงดงาม แต่เราพลาด มันก็เพราะเราโดนรุกล้ำพื้นที่โลกสวยๆ ของเรา กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยรถติด ขยะ สิ่งสกปรก และคนต่างจังหวัดที่มากิน ขี้ ปี้ นอนกลางถนนกลางกรุงเทพฯ

การด่าทอเป็นไปอย่างเข้มข้นจนกระทั่งเหตุการณ์ 19 พ.ค. 53 เสียงกระสุนทำให้เราหยุดด่า ...เราช็อค... เราก็ได้เห็นภาพคนตายเช่นกัน แต่เพื่อความรักษาหน้าเพราะเราเลือกด่าไปแล้ว ทำให้เราเลือกที่จะยับยั้งความเห็นอกเห็นใจผู้เจ็บและผู้ตายแล้วเข้าสู่กระบวนการ Together We Can แล้วหันไปโทษคนเผาบ้านเผาเมือง เผาห้างของเรา

แล้วเราเงียบงัน จนกระทั่งการเลือกตั้งผ่านเข้ามา แล้วผ่านไป เราพ่ายแพ้ พรรคของเราพ่ายแพ้ (การบอกว่าพรรคของเรา เพราะอีกพรรคเป็นของคนเสื้อแดงที่เราด่า แล้วเราไม่มีพรรคที่สามที่ดีพอและเก๋พอให้เราเลือก... เราบางคนก็จำใจเหมือนกัน)

สลิ่มโลกสวยอย่างเราก็พ่ายแพ้มาหลากหลายครั้ง เราไม่แปลกใจหรอก แล้วเราก็ไม่ได้สะเทือนอะไรมากมายกับความพ่ายแพ้นั้น เราไม่ได้เรียนเก่งที่สุดในห้อง เราไม่ได้สอบได้มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก เราไม่ได้ที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม เงินเดือนเป็นแสนเป็นล้าน เรายังไม่ได้ก้าวเข้ากลุ่มชนชั้นสูงหรือชนชั้นศักดินาเลย ดังนั้น เราก็ยังไม่ได้ชนะ เราออกจะเป็นผู้แพ้ในชีวิตของเราด้วยซ้ำ แต่เราก็เลียแผลช้ำๆ ของเราด้วยโลกสวยๆ ของเรา เช่น ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ซื้อของแพงๆ เท่าที่เงินเราจะทำได้ เท่านี้ก็พอแล้วเราก็ลืมๆ มันไป

วิกฤติทางการเมืองผ่านพ้นไป (อย่างน้อยก็ในสายตาของสลิ่มอย่างหลิ่มหลี) เราไม่มีอะไรจะด่า เพราะทุกอย่างเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องแล้ว มันก็ไม่มีใครสมควรจะด่าใครอีกแล้ว ...ไม่ใช่หรือ

สลิ่มอย่างเราพร้อมที่จะกลับไปสู่โลกของการทำงาน ทำมาหากิน โลกของชนชั้นกลาง โลกทุนนิยม โลกของเงินเดือน โลกของรถติดเพราะทุกคนไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ

สำหรับสลิ่มอย่างหลิ่มหลีและเพื่อนๆ หลายคน ....เราจบแล้ว เรากลับไปทำงาน หาเงิน เที่ยว ช้อปปิ้ง ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์เก๋ๆ ท้ายสุดเราก็กลับมาสู่โลกสวยๆ ของเราต่อไป

แต่สำหรับขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย สำหรับหลากหลายคน มันไม่จบแฮะ !!!

การเริ่มต้นในโลกเสรีชนของสลิ่มแท้ๆ อย่างหลิ่มหลีได้เริ่มต้นอย่างชัดเจนด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ในขณะที่สลิ่มกลับไปโลกสวย มันเป็นความโชคดีที่หลิ่มหลีก็ได้มีโอกาสพิจารณาโลกเสรีชน เช่นกัน

หลิ่มหลีได้อ่าน ได้ฟัง ได้สนทนา หรือแม้แค่รับคำทักทาย ในฐานะ สลิ่มโลกสวย สลิ่มที่เป็นเสื้อแดงแต่ก็ยังเป็นสลิ่มผู้ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างลึกซึ้ง

หลิ่มหลีได้เข้าไปสัมผัสโลกของคนเหล่านี้ โดยเริ่มจากการไม่รู้จักใครสักคน อาศัยหน้าด้านล้วนๆ อาศัยใบบุญประชาไทเข้าไปก็หลายครั้ง

ได้พบบุคคลมากมาย ล้วนแล้วแต่การศึกษาดีดี จบทางด้าน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ ปรัชญา อักษร นิเทศ วิทยาศาสตร์ สาธารณสุขต่างๆ ฯลฯ

ได้พบผู้คนมากมาย นักกฏหมาย อาจารย์ แม่ค้า นักเขียน ศิลปิน นักข่าว NGO บอกอ ผู้กำกับ นักแปล แท็กซี่ ผู้บริหารระดับสูง พิธีกร นักคิด(? อาชีพอะไร?) หลากหลาย

ทุกคนเต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจที่จะบอกเล่าเก้าสิบให้ได้รู้ว่า
ทำไมพวกเขาเหล่าเสรีชน ยังต้องเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบกันอยู่
ทำไมพวกเขายังต้องเรียกร้องให้ปฏิรูประบบกษัตริย์
ทำไมพวกเขาต้องการให้รื้อถอนระบบยุติธรรม
ทำไมพวกเขายังต้องให้ความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้กับประชาชน
(โลกเราล้วนสวยคนละแบบนะคะ ฝันของพวกเขา สลิ่มอย่างเราก็ไม่เห็นหนทางเหมือนกัน)

น้ำใจเหล่านี้มาจากการพบปะบ้าง มาจากการอ่านหน้าเฟซบุ๊กบ้าง

โดยไม่รู้ตัวของพวกเขา น้ำใจเหล่านี้ ... มันแฝงด้วยบางอย่างที่เป็นการเหยียดโดยที่เขาไม่รู้ตัว

ในโลกแห่งการเรียกร้องประชาธิปไตย มันน่าจะเป็นโลกแห่งเสรีภาพในทุกๆ แง่มุม ทุกๆ ความคิด และทุกๆ ชนชั้น ทุกๆ ฐานะ ทุกๆ รสนิยม ทุกๆ ทัศนคติ มันน่าจะเป็นโลกที่รับได้ทุกอย่าง อยู่กันให้ได้กับความแตกต่างในทุกแง่ที่กล่าวมาข้างต้น

แต่แล้ว หลิ่มหลีกลับพบว่า ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของไทย หรือที่เรียกตัวเองเกร๋ๆ ว่า เสรีชน มักจะมีคำเรียกคนคิดต่างที่ออกไปในทางเหยียดหยาม และมีการเหยียดความไม่รู้ ความรู้น้อย หรือความรู้เท่าไม่ถึงการ รสนิยม ทัศนคติของคนอื่น อย่างไม่รู้ตัว

ในลักษณะของการเบื่อหน่ายการคิดต่างหรือเบื่อหน่ายความไม่รู้ ก็ยังมีน้ำใจที่จะมอบข้อมูลที่ถูกต้องแต่มันก็แอบแฝงความเหยียดหยันไปในตัว อย่างไม่รู้ตัว

จากการเข้าคลุกคลี (แหม เสี่ยงเสียเพื่อนจริงๆ ที่เขียนเรื่องนี้) ...จากการเข้าคลุกคลีเหล่าเสรีชนที่ต้องการจะเรียกร้องประชาธิปไตยหรือที่ต้องการจะเปลี่ยนโลกกะลาที่ชื่อประเทศไทยให้เป็นแบบที่ตนอยู่ได้ ทำให้หลิ่มหลีค้นพบว่า เราสองสามฝ่ายต่างก็มีโลกสวยไม่แพ้กัน

ในขณะที่โลกของสลิ่มสวยกลวงเห็นแก่ตัว โลกของเสรีชนก็เต็มไปด้วยความอยากมีอยากได้บนความขาดแคลน มันเหมือนจะเป็นโลกของคนที่พ่ายแพ้ในโลกของสลิ่มแล้วไม่มีที่ยืนในสังคม แต่ก็โชคดีที่มีเหตุบ้านการเมืองที่ทำให้เขาได้โอกาสที่จะมายืนหยัดเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองพ่ายแพ้ ได้มีโอกาสที่จะโลกสวยกะเขาเหมือนกันนั่นแหละ

ดีกรีความเหยียดหยามล้วนแล้วแต่แตกต่างกันไปตามปัจเจก และความอยากเป็นซัมบอดี้ (somebody) ของแต่ละคน บางคนหาที่ยืนอย่างทุลักทุเรศ บางคนกระเสือกกระสนอย่างกระหาย ซึ่งล้วนแล้วแต่กระทบกระเทือนต่อความคิดของตัวเองโดยแสดงความแรงของการเหยียดหยามออกมาอย่างไม่รู้ตัว

การเหยียดหยามคนโลกสวยอย่างไม่รู้ตัวของคนเสรีชนก็เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงสำหรับหลิ่มหลีในตอนแรกๆ แต่ก็ชินซะแล้วกับการโดนเหยียด แอบฝังใจมาโดยตลอดด้วย ไม่ว่าการไม่อ่านหนังสือที่ถูกจริตเสรีชน (ใช่ซี้ ฉันมันอ่านแต่หนังสือจาก สนพ. แจ่มใสนิ) ไม่ว่าจะรสนิยมที่ดูหนังได้ไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะรสนิยมการบริโภคสิ่งรอบด้านที่ป๊อปดัดจริตเกินไป หรือแม้แต่การดำรงชีวิตที่ชิวๆ จนน่าหมั่นไส้

เพียงแค่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าในสายตา ในคำพูด ในตัวหนังสือ ล้วนแล้วแต่มีความขบขัน เบื่อหน่าย แกมเหยียดหยันซ่อนอยู่เช่นกัน โดยที่ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า เสรีชนนั้นถ้าได้เหยียดหยามในเรื่องรสนิยมส่วนตัวกันแล้วนั้น มันน่ารังเกียจเป็นที่สุด และคุณไม่ใช่เสรีชน

ลึกๆ แล้วนั้น มันก็ต้องทำใจกันจริงๆ เพราะส่วนลึกของจิตใจ คนเราล้วนเหยียดหยามซึ่งกันและกัน

โลกเรานั้นล้วนเหยียดหยามกัน

 

หลิ่มหลี
(อย่าสะเทือนกันไปซะทุกคนนะคะ หึหึ)

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์