ตอบ “ลม เปลี่ยนทิศ”: รถไฟความเร็วสูงคืออนาคตของประเทศจริง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
 
ไม่ทราบว่า เมื่อคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ฟังท่านรัฐมนตรีคมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์เดินสายพูดถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” แอบหลับไปช่วงไหนบ้างหรือไม่? ทั้งตัวโครงการและรัฐมนตรีคมนาคมพูดชัดเจนว่า รถไฟความเร็วสูงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากโครงการนี้ผ่านรัฐสภา การรถไฟแห่งประเทศไทยจะได้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อพัฒนารถไฟธรรมดา(Conventional Train) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “รถไฟรางคู่” ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของรถไฟธรรมดานั้นไม่ได้ตกหล่นหดหายไปไหน หรือหากจะมองภาพรวมของโครงการนี้แล้ว รถไฟธรรมดาต่างหากที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
 
หรือหากจะพลิกไปดูไทยรัฐ หน้า 8 ฉบับเดียวกัน จะเห็นความคืบหน้าของโครงการรถไฟทางคู่(“รฟท. เล็งเพิ่มความถี่การเดินรถ 15 นาทีต่อขบวน เดินหน้ารถไฟรางคู่เต็มสูบ”)
 
คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” สับสนแน่นอนเมื่อเขียนบทความนี้ คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่ารถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นอนาคตหรือไม่ กลับจบบทความด้วยการบอกว่ารถไฟความเร็วสูงนั้นอาจจะไม่ “คุ้มทุน” คำถามว่ารถไฟความเร็วสูงเป็นอนาคตจริงหรือไม่? กับรถไฟความเร็วสูงนั้น“คุ้มทุน” หรือไม่? เป็นคนละคำถามกัน
 
 
อนาคตของการส่งสินค้า
 
ข้อเสนอทางนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงขนของขนาดเบา (Light Cargo) นั้นวางอยู่บนการมองอนาคตว่า การให้บริการขนส่งของขนาดเล็กที่ต้องการความรวดเร็วนั้นจะมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมาก การขนส่งของขนาดดังกล่าวผ่านระบบไปรษณีย์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากไปรษณีย์ไทยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่ง EMS จาก 64 ล้านชิ้นในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 78 ล้านชิ้นในปี 2554 ซึ่งการเจริญเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นจากการขยายตัวของ E-Commerceด้วย ดังนั้น ศักยภาพของรถไฟความเร็วสูงที่ในฐานะส่วนสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดกลาง ไปจนถึง OTOPs ทั้งหลายจึงเห็นได้ชัดอย่างยิ่ง การขนส่งสินค้าประเภทดังกล่าวผ่านรถไฟความเร็วสูงจึงสามารถเข้าแทนที่การใช้รถบรรทุกซึ่งช้ากว่าและเครื่องบินซึ่ง
ราคาแพงกว่าได้
 
รถไฟความเร็วสูง ซึ่งวิ่งอยู่บนราง Standard Gauge ที่ใช้กันส่วนใหญ่ในจีนและยุโรปนั้น ไม่ได้เชื่อมต่อแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ต้องชื่นชมคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ที่มีวิสัยทัศน์เห็นศักยภาพการเชื่อมต่อรางกับประเทศจีน บทความ “ไปดูรถไฟจีน” วันที่ 29 มิถุนายน 2552 คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” เขียนไว้อย่างถูกต้องว่า ถ้าประเทศไทยไม่
ลงทุนระบบรางเพื่อที่จะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน ประเทศไทยจะโดนโดดเดี่ยว“ไปเยือนจีนครั้งนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้ชักชวน บริษัทไชน่า เรลเวย์ เอ็นจิเนียร์ คอร์ปอเรชั่น รัฐวิสาหกิจเจ้าของกิจการรถไฟส่วนใหญ่ของจีน ให้มาลงทุนระบบรางในไทย เพื่อเชื่อมต่อทางรถไฟไทยกับภูมิภาค ซึ่งจีนได้ลงทุนสร้างทางรถไฟลงมาเชื่อมต่อกับเวียดนามและกัมพูชาไปแล้ว ก่อนที่ไทยจะกลายเป็นผู้โดดเดี่ยวแห่งภูมิภาค”
 
แน่นอนว่า การเชื่อมต่อดังกล่าวไม่สามารถใช้รางขนาด 1 เมตรของรถไฟธรรมดาปัจจุบันได้แต่ต้องใช้รางขนาด 1.435 เมตรหรือ Standard Gauge ดังนั้น รถไฟความเร็วสูงที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่มหาศาลนั้น จึงเป็นอนาคตในประเทศอย่างแน่นอน หากการขนส่งสินค้าขนาดเบาผ่าน E-Commerce ในประเทศไทยนั้นเป็นศักยภาพของผู้ประกอบการไทยแล้ว การขนส่งสินค้ากับ 3 มณฑลภาคใต้ของประเทศจีนนั้นยิ่งเป็นศักยภาพทางธุรกิจที่น่าสนใจขึ้นไปอีก McKinsey รายงานว่าธุรกิจ E-Commerce ในจีนนั้นโตขึ้นกว่า 100 เปอร์เซนต์โอกาสที่จะเชื่อมต่อการขนส่งทางรางเข้ากับตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนนั้น น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทยที่คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ต้องเห็นด้วยแน่ ๆ
 
ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันมีโครงการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างจีนและยุโรปด้วย เส้นทางสายไหมใหม่ (The New Silk Road) บริษัท Hewlett-Packard ใช้รถไฟขนส่งของจากแหล่งผลิตในจีนมายังยุโรปตะวันตก ในขณะที่สินค้าจากยุโรปไปจีนมักจะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์, ไวน์ และสินค้าหรูหราอื่น ๆ จะเห็นว่า การเชื่อมต่อรางผ่าน Eurasian Land Bridge นั้น อาจจะไม่ใช่การฝันเฟื่องจนเกินไปนัก และจากที่คณะทำงานของประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีไทยได้พบปะพูดคุยกับที่ปรึกษาของประธานาธิบดีจีนและรัสเซียนั้น ประเทศทั้งสองต่างเห็นศักยภาพของการเชื่อมต่อสิงคโปร์-กรุงเทพ-ปักกิ่ง-มอสโคว์-ปารีส ตรงกัน
 
 
อนาคตของการขนส่งคน
 
เป็นที่น่าประหลาดใจนักที่คุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ในบทความในปี 2552 เห็นความก้าวหน้าในการเชื่อมต่อเมืองต่าง ๆ ของรถไฟความเร็วสูงในประเทศจีนแล้ว ใน พ.ศ. นี้กลับไม่เห็นอนาคตของประเทศไทยในการเชื่อมต่อชุมชนเมืองใหญ่ในประเทศไทย ในปี 2012 สถานีรถไฟซึ่งบริษัท Japan Rail East (JR East) เป็นเจ้าของนั้นมี “คนธรรมดา” ใช้งาน 4 แสนกว่าคนต่อวัน เช่นเดียวกัน ในปัจจุบัน การเชื่อมต่อเมืองใหญ่ในประเทศไทยนั้นวางอยู่บนการใช้ถนนและเครื่องบิน Low Cost เป็นส่วนใหญ่ “คนธรรมดา” จำนวนมากจึงต้องไปแออัดกันอยู่ในรถและสนามบิน
 
หากคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ”ยังมีจินตภาพ “คนธรรมดา” ของไทยว่ายังคงเป็นไพร่ฟ้าหน้าใสใช้ชีวิตกันอย่างพอเพียง ทางเราวิงวอนให้หันมาดูสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจว่า “คนธรรมดา” ในปัจจุบันนั้นมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นขนาดไหน
และมีศักยภาพที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงในชีวิตประจำวันหรือไม่? (HINT: ลองไล่ดูการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ดูย้อนหลัง 10 ปีขึ้นมา)
 
อนาคตของ “คนธรรมดา” ในไทยที่จะเดินทางหรือส่งของ กรุงเทพ-เชียงใหม่ กรุงเทพ-อุดรฯ ได้ภายใน 3 ชั่วโมงครึ่ง กรุงเทพ-หาดใหญ่ภายใน 4 ชั่วโมงนั้น น่าจะเป็นอนาคตของประเทศด้วยศักยภาพที่จะเดินทางจากจังหวัดรอบข้างเพื่อเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ภายในหนึ่งชั่วโมงโดยแทนที่จะรถติดอยู่ในเมืองด้วยระยะเวลาเดียวกันนั้น น่าจะสามารถสร้างอนาคตใหม่ให้กับ “คนธรรมดา” จำนวนมหาศาล จะน่าเสียดายยิ่งถ้าอนาคตเหล่านี้จะถูกปฏิเสธไปในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ 10 สายนั้นไม่มีใครตั้งคำถามอย่างจริงจังด้วยตรรกะเดียวกันว่า “คนธรรมดา” จะได้ใช้
หรือไม่? จะ “คุ้มทุน” หรือไม่?
 
ดังนั้น รถไฟความเร็วสูงในฐานะอนาคตของประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่อนาคตของคนซื้อตั๋ว แต่อนาคตของเมืองและชุมชนต่าง ๆ ที่รถไฟความเร็วสูงตัดผ่านจะมีโอกาสในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่การท่องเที่ยว, การพัฒนาพื้นที่, ไปจนถึงธุรกิจท้องถิ่นที่อาจได้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อของคนและสิ่งของ รถไฟความเร็วสูงคืออนาคตของประเทศไทยจริง
 
 
 
 
 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์