สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 30 ก.ค. - 5 ส.ค. 2556

ตัวแทนแรงงานไม่เห็นด้วย รมว.แรงงาน นั่งควบ ปธ.บอร์ดประกันสังคม

30 ก.ค. 56 - คสรท. คัดค้าน รมว.แรงงาน เป็นประธานบอร์ดประกันสังคม ยืนยันต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานอื่นเพื่อคานอำนาจ พ้อนายกรัฐมนตรีไม่เห็นความสำคัญของแรงงานไทย ส่งรัฐมนตรีมาทำงานไม่ตรงจุด ย้ำ 2 เดือน ไม่เห็นผลงานเตรียมยกระดับการชุมนุม
  
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ จัดเวทีเสวนา “กฎหมายประกันสังคม กับอนาคตผู้ประกันตน?” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีตัวแทนกลุ่มแรงงานจากหลากหลายพื้นที่ อาทิ กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กลุ่มสหภาพแรงงานตะวันออก นักวิชาการ ร่วมงานเสวนาจำนวนมาก

นายชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. กล่าวถึงความคืบหน้าร่างกฎหมายประกันสังคม ที่ผ่านกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ว่าขณะนี้มีประเด็นที่ไม่เห็นด้วยอย่างมากคือ ประเด็นแก้องค์ประกอบกรรมการ-สิทธิประโยชน์ ด้วยการให้รัฐมนตรีแรงงานรับตำแหน่งประธานบริหารประกันสังคม จะถือเป็นการยึดอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จ ง่ายต่อการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเงินประกันสังคม หากประธานกรรมการเป็นรัฐมนตรีเกรงว่าอาจจะมีปัญหาในการบริหารได้ เพราะรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะตัดสินบริหารนโยบายได้เอง และอาจใช้อำนาจหน้าที่ในการแทรกแซงการบริหาร จึงต้องการให้เปลี่ยนประธานกรรมการ ต้องการให้เป็นการสรรหามากกว่า โดยมาจากกระทรวงอื่นๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒิน่าจะดีกว่ารัฐมนตรีแรงงาน เพราะต้องการหาคนมาคานอำนาจการดูแลสิทธิของแรงงานที่จ่ายค่าประกันสังคมกว่า 10 ล้านคน

ขณะเดียวกันประชาชนผู้ใช้แรงงานควรจะต้องเข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการ ประกันสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้เหมือนโดนจำกัดสิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นการเลือกตั้งตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างควรจะเป็นรูปแบบ 1 คนต่อ 1 เสียง ไม่ใช่จำกัดสิทธิ 1 สหภาพต่อ 1 เสียง

นายชาลีกล่าวถึง รมว.แรงงานคนใหม่ว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นผลงานที่ได้กล่าวออกตามสื่อต่างๆ อาทิ โรงงานสีขาว การค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการอยู่แล้ว มองว่า รมว.แรงงาน ยังทำงานไม่ถูกจุด และยังไม่ทำงานในส่วนที่เดือดร้อนตามความต้องการจริงๆ ของแรงงาน เช่น ปัญหาโรงงานที่กำลังปิดตัวลงผู้ใช้แรงงานมีแนวโน้มจะถูกเลิกจ้างอีกเป็น จำนวนมาก โดยที่ผ่านมาตนได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบและทราบถึงนโยบายการทำงานของ รัฐมนตรีคนใหม่ แต่เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากรัฐมนตรีติดประชุม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับกลับมาว่าจะให้เข้าพบเมื่อไร ดังนั้น กลุ่มตัวแทนแรงงานจะขอดูผลงาน 2 เดือน หากยังไม่คืบหน้าก็จะรวมตัวเคลื่อนไหว

“รัฐมนตรีคนใหม่เหมือนถูกส่งลงมา ไม่ถูกจุด ตนคงจะไม่โทษในส่วนของ ร.ต.อ.เฉลิม ถ้าจะกล่าวโทษจะโทษนายกรัฐมนตรีที่ไม่เห็นความสำคัญของกระทรวงแรงงาน เหมือนดูถูกผู้ใช้แรงงานกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ตอนนี้มีกระทรวงแรงงานก็เหมือนไม่มีเปลี่ยนเป็นกรมดีกว่า” นายชาลี กล่าว

(สำนักข่าวไทย, 30-7-2556)

 

กลุ่มแรงงานออกแถลงการณ์ค้านร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับของรัฐบาล

30 ก.ค.-กลุ่มแรงงานออกแถลงการณ์ค้านร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับของรัฐบาล และ ส.ส.เรวัต อารีรอบ กับคณะ เพราะถือว่าเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญหลายอย่างไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ ประกันตน

นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวแถลงการณ์กำหนดมาตรการผลักดันเพื่อไม่ให้รัฐสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับของรัฐบาล และ ส.ส.เรวัต อารีรอบ กับคณะ ออกมาบังคับใช้ เพราะถือว่าเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญหลายอย่างไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ ประกันตน โดยกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวดังนี้

1.จะยื่นหนังสือให้ประธานคณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบที่สภาผู้แทนราษฎรไม่รับร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับภาคประชาชน เข้าพิจารณาในสภา

2.จะยื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่รับร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองภาคพลเมืองของประชาชนตามกฎหมายรัฐ ธรรมนูญ และ

3.จะนำร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับเข้าชื่อของภาคประชาชน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง และหากระหว่างนี้มีการนำร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับของรัฐบาล และ ส.ส.เรวัต อารีรอบ กับคณะ เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และเครือข่ายภาคประชาชน จะไปชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อคัดค้านไม่ให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนราษฎร

(สำนักข่าวไทย, 30-7-2556)

 

บุรีรัมย์เตือนแรงงานถูกหลอกเชิดเงิน อ้างส่งไปทำงานญี่ปุ่น-อิสราเอล

จัดหางานบุรีรัมย์เตือนแรงงานระวังตกเป็นเหยื่อสายนายหน้าเถื่อน และแก๊งมิจฉาชีพ หลอกลวงเรียกรับเงินค่าหัวอ้างสามารถจัดส่งไปทำงานประเทศญี่ปุ่น และอิสราเอลที่กำลังเปิดรับสมัครได้ หากพบให้แจ้ง จนท.ตรวจจับดำเนินคดีตาม กม.ทันที

วันนี้ (30 ก.ค.) นายอนันต์ กลั่นขยัน จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งเตือนแรงงานและผู้ที่สนใจจะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ ให้ระมัดระวังจะตกเป็นเหยื่อสายนายหน้าเถื่อน หรือกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสในช่วงที่รัฐบาลไทย โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กับรัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลอิสราเอล ได้เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกงานด้านเทคนิค ในประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-6 ส.ค. 2556 และรับสมัครบุคคลเพื่อสุ่มคัดเลือกคนหางานไปทำงานภาคเกษตรที่ประเทศอิสราเอล ระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2556 ที่จะถึงนี้

โดยกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวจะใช้ทั้งกลอุบาย เล่ห์เหลี่ยม หรือวิธีการต่างๆ เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อก่อนจะเรียกเงินค่าหัวในอัตราที่สูงตั้งแต่ รายละ 200,000-300,000 บาท โดยอ้างว่าจะสามารถจัดส่งหรือช่วยเหลือให้ผ่านการคัดเลือกไปทำงานที่ประเทศ ญี่ปุ่น และประเทศอิสราเอลที่กำลังเปิดรับสมัครได้ ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการจัดส่งระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อต้องการให้ผู้ที่ประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศได้รับความเป็นธรรมด้านค่า ใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งยังป้องกันการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย

“หากแรงงานรายใดพบเห็นสายนายหน้าเถื่อน หรือผู้ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ถูกต้องให้แจ้ง เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ใกล้บ้าน เพื่อที่จะได้เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวตาม กฎหมาย ซึ่งจากสถิติทุกปีที่ผ่านมามีแรงงานตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงไปขายแรงงานต่าง ประเทศหลายราย และสูญเงินไปรายละหลายแสนบาท” นายอนันต์กล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 30-7-2556)

 

ก.แรงงาน ยกเลิกใบอนุญาตจัดหางานเก็บค่าใช้จ่ายเกิน 6 บริษัท

31 ก.ค.-ก.แรงงาน ยกเลิกใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ 6 บริษัท โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เนื่องจากจัดเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าอัตราที่กำหนด

นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศรายงานว่า กรมการจัดหางานแจ้งว่านายทะเบียนจัดหางานกลางได้พิจารณายกเลิกใบอนุญาตจัดหา งานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 6 บริษัท โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกอบด้วย บริษัทจัดหางาน พี.อาร์.รีครูทเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทจัดหางาน เอม อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด, บริษัทจัดหางาน ดีไลท์ มาเนจเมนท์ จำกัด, บริษัทจัดหางาน สยาม แอดว๊านซ์ เซอร์วิชเซส จำกัด, บริษัทจัดหางาน นิวไทยชาญ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทจัดหางาน เทวาสหพัฒน จำกัด รวมถึงสั่งพักใบอนุญาตบริษัทจัดหางาน ไทยโกลบอลเมริท จำกัด บริษัทจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันว่าบริษัทได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากคนหางานเป็น จำนวนเงิน 45,000-71,500 บาทต่อคน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เกินกว่าอัตราที่กำหนด เป็นเวลา 120 วัน

นอกจากนี้ยังมีบริษัทจัดหางาน ซุปเปอร์จ๊อบ 1999 จำกัด สิ้นสภาพการเป็นบริษัทจัดหางานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 เพราะไม่ได้มีการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงาน ต่างประเทศตามกำหนด

ทั้งนี้ หากผู้ใดมีเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับบริษัทจัดหางานของทั้ง 6 บริษัทดังกล่าวสามารถแจ้งนายทะเบียนจัดหางานกลางให้ทราบภายใน 30 วัน เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และหากต้องการหางานสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง หรือโทร.สายด่วน 1694

(สำนักข่าวไทย, 31-7-2556)

 

"เฉลิม" รับช่วยขยายโครงการโรงงานปลอดเหล้า

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.  นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วยนายจ้างและกลุ่มสหภาพแรงงานกว่า 30 คน จากจ.สมุทรสาคร จ.นครปฐม และจ.นนทบุรีร่วมกันยื่นหนังสือให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน เรียกร้องให้กระทรวงแรงงาน ร่วมกันบังคับใช้กฎหมายห้ามขายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานประกอบ การอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอให้กระทรวงแรงงานร่วมรณรงค์ให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานงดเหล้าเข้าพรรษาใน ช่วง 3 เดือน

นายจะเด็จ กล่าวว่า แอลกอฮอล์เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับการทำงาน โดยจากข้อมูลปี 2553  พบว่าแรงงานกว่าร้อยละ  39.2 เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1,000 บาท และแรงงานกว่าร้อยละ60 ยังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มได้ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้มีกฎหมายบังคับห้ามขายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถาน ประกอบการจึงอยากให้กระทรวงแรงงานขยายผลโครงการโรงงานปลอดเหล้าที่ปัจจุบัน มีการดำเนินโครงการในหลายจังหวัด เช่น สมุทรสาคร นนทบุรี  ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหายาเสพติดด้วย รวมทั้งรณรงค์ให้แรงงานงดเหล้าเข้าพรรษา นอกจากนี้อยากให้ร.ต.อ.เฉลิมเป็นต้นแบบของผู้ใช้แรงงานในการไม่ดื่มเครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ยินดีที่จะเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ใช้แรงงานในการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นานแล้ว หากเป็นสมัยก่อนคงทำได้ลำบาก ขณะเดียวกันจะให้กระทรวงแรงงานรณรงค์ให้สถานประกอบการปลอดจากการขายและดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์   ทั้งนี้การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชาชนต้องประสบ อุบัติเหตุจนบาดเจ็บ พิการ เสียชีวิตและเสียทรัพย์สิน ส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลและดูแลเป็นจำนวนมากโดย เฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์.

(เดลินิวส์, 31-7-2556)

 

ขรก.ไทยรอบำนาญไร้แผนออม กบข.เผยปีเดียวใช้เงินก้อนหมด เตือนวางแผนลงทุนหลังเกษียณ

นางโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง บี-ซีเนียร์ ชีวิตดีๆ ยามเกษียณ ที่จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด ว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเกษียณอายุน้อยมาก โดยเฉพาะข้าราชการที่หวังว่าจะเข้ามารับราชการและจะได้รับเงินบำนาญหลังจาก อายุ 60 ปี การรักษาพยาบาลหลังจากเกษียณอายุโดยหวังว่าจะมีความมั่นคง แต่แท้จริงแล้วอาจไม่มีความมั่นคงอย่างที่คิด โดยมีตัวอย่างในประเทศกลุ่มยุโรป ที่มีปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรัฐบาลต้องตัดลดบำนาญไปมาก ทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน ซึ่งข้าราชการจะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนการเกษียณอายุมากขึ้น

นางโสภาวดีกล่าวว่า จากการสำรวจของ กบข.พบว่า ข้าราชการวัยเกษียณ มักจะใช้บำนาญที่ได้รับเป็นเงินก้อนที่ได้รับหลังจากการเกษียณอายุหมดภายใน 1 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้าราชการเหล่านี้ไม่มีความพร้อมและวางแผนที่จะเกษียณอายุ ดังนั้น ผู้ที่รับราชการจะต้องวางแผนการเกษียณอายุ และมีการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีหลังเกษียณด้วย

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในส่วนพนักงานบริษัทเอกชนนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับมือแรงงานภาคเอกชนที่จะเกษียณ ซึ่งมีความแตกต่างจากข้าราชการอย่างมาก ทั้งที่ภาคเอกชนเป็นผู้เสียภาษีสูงมากแต่กลับได้แค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาทเท่านั้น แม้บริษัทเอกชนจะเริ่มมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเก็บออมให้พนักงาน แต่หลายบริษัทไม่มีการตั้งกองทุนดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญในส่วนนี้มากขึ้น

นายสันติกล่าวว่า ขณะที่พนักงานเอกชนเอง ควรมีการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ เช่น การลงทุนในตลาดทุน เพราะที่ผ่านมาตลาดทุนพิสูจน์แล้วว่า ให้ผลตอบแทนดีที่สุด รวมถึงกองทุนอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ซึ่งจะช่วยให้มีเงินเพียงพอในการดำรงชีพหลังเกษียณได้

(ประชาชาติธุรกิจ, 1-8-2556)

 

พนง.มหาวิทยาลัยจี้ สธ. ตั้งกองทุนรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ นำตัวแทนกว่า 20 คน เข้าพบ นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อหารือถึงแนวทางการตั้งกองทุนรักษาพยาบาลสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย เนื่องจากต้องการให้ได้สวัสดิการเหมือนกองทุนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่นและครอบครัว หรือพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

รศ.วีรชัย เปิดเผยว่า เมื่อปี 2542 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้จัดจ้างพนักงานทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบ ส่งผลให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเดิมมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนต้องปรับเปลี่ยนสถานะตั้งแต่นั้น แต่ยังมีบางส่วนที่เป็นข้าราชการเดิมและถูกปรับสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ก็ยังคงได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเดิม เพียงแต่กลุ่มที่เป็นนักเรียนทุน ซึ่งต้องบรรจุใหม่จะไม่ได้สิทธิรักษาแบบข้าราชการ แต่จะเป็นสิทธิรักษาตามกองทุนประกันสังคม ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก

"จากข้อมูลบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา (สกอ.) มีจำนวน 165,341 คน แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 16 แห่ง 63,415 คน มหาวิทยาลัยในกำกับ สกอ.14 แห่ง 59,848 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง 28,592 คน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง 13,486 คน ทั้งนี้ ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมี 65,992 คน คิดเป็นร้อยละ 39.91 ของบุคลากรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ที่มีโรงเรียนแพทย์อยู่ในสังกัด มักไม่มีปัญหา เพราะใช้สิทธิรักษาได้ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่มีโรงเรียนแพทย์ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 40 แห่ง จะมีปัญหา เพราะไม่ได้สิทธิรักษาแบบข้าราชการ" รศ.วีรชัยกล่าว และว่า เบื้องต้นมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดขอมีกองทุนสิทธิรักษาพยาบาลเหมือนพนักงาน ส่วนท้องถิ่น หรือพนักงาน อปท. โดยมี สปสช.เป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งจากการหารือกับ สธ. และ สปสช. เบื้องต้นจะตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งกองทุนสำหรับ พนักงานมหาวิทยาลัย และในวันที่ 6 สิงหาคม จะขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พนักงานมหาวิทยาลัยจะให้ สปสช.บริหารและจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลขัดกับกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย หรือไม่ รศ.วีรชัยกล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้ปิดกั้น แต่ในส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะเข้าร่วมหรือไม่ต้องสอบถามอีกครั้ง

ด้าน นพ.วินัยกล่าวว่า ต้องมีการสอบถามพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศว่า มีผู้สนใจเข้ากองทุนมีจำนวนเท่าใด และเงินที่จะมาใช้ในกองทุนจะมาจากแหล่งใด

(มติชนออนไลน์, 1-8-2556)

 

วอน สปส.เพิ่มสิทธิ-รัฐจ่ายสมทบ 5%

น.ส.ธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เปิดเผยว่า กลุ่มได้สำรวจความคิดเห็นของแรงงานเกี่ยวกับการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของ ระบบประกันสังคม 6 กรณี โดยมีกลุ่มตัวอย่างใน จ.สมุทรปราการ สระบุรี ชลบุรี และระยอง รวมทั้งหมด 2,100 คน ช่วงเดือน มิ.ย.-ธ.ค.2555 ซึ่งผลสำรวจสรุปว่า โดยภาพรวมผู้ประกันตนเสนอให้รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบจากปัจจุบันอยู่ที่ร้อย ละ 2.75 เพิ่มเป็นร้อยละ 5 เท่ากับนายจ้างและลูกจ้าง อยากให้สิทธิประโยชน์ในกรณีต่างๆ เกิดขึ้นทันทีเมื่อจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ตายนอกจากนี้ อยากให้เพิ่มสิทธิกลไกคุ้มครอง มีกลไกการให้ความรู้แก่ผู้ประกันตนที่ไม่ใช้การอบรมแบบเดิม รวมทั้งกรณีพิเศษ เช่น กรณีพิพาทหรือหยุดงานเพราะมีเหตุวิกฤตให้คงสิทธิประกันสังคมไว้ และมีการแจ้งสิทธิประโยชน์ เช่น การคำนวณเงินชราภาพ เงินสะสมหรือดอกเบี้ยที่ประกาศแต่ละปี อยากให้ สปส.เป็นองค์กรอิสระและให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการดูแลกองทุนประกันสังค มมากกว่าเดิม
       
น.ส.ธนพร กล่าวอีกว่า หากแยกเป็นรายสิทธิประโยชน์ได้แก่ 1.กรณีการรักษาพยาบาลต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันกับระบบสุขภาพอื่นๆ และการทำฟันต้องไม่กำหนดเพดานและเงื่อนไขให้เป็นไปตามความจำเป็นและบัตร รับรองสิทธิใบเดียวสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาของ สปส.ทุกแห่ง รวมทั้งเพิ่มเวลาการให้บริการที่สอดคล้องกับชีวิตแรงงาน ทั้งนี้ ถ้า สปส.สามารถดำเนินการได้ อยากให้เก็บเงินสมทบในส่วนของการรักษาพยาบาลแต่ให้นำไปใช้เงินสมทบในส่วนนี้ ไปสมทบและเพิ่มสิทธิอื่นๆ 2.กรณีคลอดบุตรนั้น สปส.ควรจ่ายตามความจำเป็นและคงเงินการคลอดบุตรไว้ที่ 1.3 หมื่นบาท 3.กรณีสงเคราะห์บุตรให้เพิ่มวงเงินเป็น 3 พันบาทต่อเดือนจากปัจจุบันเดือนละ 400 บาทต่อคน โดยให้คราวละไม่เกิน 2 คน และให้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ขยายอายุบุตรเป็น 12 ปี หรือ 16 ปี หรือ18 ปี ไม่จำกัดจำนวนบุตรที่รับสิทธิและสิทธิให้เกิดสิทธิตามจำนวนพ่อแม่โดยไม่ จำกัดแค่ให้พ่อหรือแม่เป็นผู้รับสิทธิ 4.กรณีตายขอให้เพิ่มเงินสงเคราะห์เป็น 1 แสนบาทยกเลิกเงื่อนไขส่งเงินสมทบมาแล้ว 3 ปีถึงเกิดสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย 5.กรณีว่างงานขอให้ไม่นำเรื่องความผิดจากการถูกสถานประกอบการลงโทษมาเป็น เงื่อนไขจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ เปิดช่องทางรายงานตัวแบบใหม่โดยไม่ต้องให้ผู้ประกันตนมาแสดงตัวที่สำนักงาน สปส.จังหวัดและเมื่อส่งเงินสมทบ 1 เดือนก็ให้เกิดสิทธ์และ6.กรณีชราภาพขอให้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ไม่มีเพดานการจ่ายเงินสมทบ เงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จหรือบำนาญเป็นสิทธิของผู้ประกันตน หากผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับเงินชราภาพเสียชีวิตก็ให้ขยายผู้รับประโยชน์ หรือเขียนพินัยกรรมให้ใครก็ได้ รวมทั้งการคำนวณบำนาญให้ใช้เงินเดือนในเดือนสุดท้ายโดยไม่ต้องคำนวณจาก 60 เดือนสุดท้าย และแก้ไขสูตรคำนวณ นอกจากนี้ ในส่วนของแรงงานต่างด้าวเมื่อครบกำหนดทำงานในไทยครบ 4 ปีต้องกลับประเทศควรจ่ายให้เป็นเงินบำเหน็จ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 1-8-2556)

 

ชี้แรงงานฝีมือ 3 จว.ใต้หายสิ้น

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช ประธานคณะกรรมการฝ่ายเศรษฐกิจ สภาที่ปรึกษาบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนในภาคใต้ยังมีกำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนตัวลงมากก็ตาม การลงทุนกันเองของคนในพื้นที่ขยายตัวได้ดี แต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ไม่ได้เกิดขึ้น แต่ที่สวนทางคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย ที่ดิน ราคาค่อนข้างดี เพราะมีการซื้อสะสม

ขณะเดียวกันด้านแรงงานค่อนข้างขาดแคลน เพราะแรงงานฝีมือหันเข้าภาครัฐสมัครเป็น อส. ทหารพรานและตำรวจกันมาก โดยผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีได้หันไปเป็นลูกจ้างในโครงการของรัฐ เป็นบัณฑิตอาสาในโครงการต่างๆ ไม่ได้เกิดทักษะกับที่เรียนมาในสาขานั้น ส่วนวัยเข้าสู่แรงงานที่มีอยู่จำนวนมาก เมื่อไม่มีการลงทุนรายใหม่เกิดขึ้นมารองรับ จึงหันไปทำงานในประเทศมาเลเซียที่ได้อัตราค่าแรงที่สูงกว่า ซึ่งปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไข เพราะจะเกิดผลกระทบทางด้านนี้ในระยะยาวอีก 10-20 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน.

(โพสต์ทูเดย์, 1-8-2556)

 

นครปฐมเปิดคัดแรงงานภายใต้โครงการ "ความร่วมมือ ไทย-อิสราเอล เพื่อการจัดหางาน ครั้งที่ 4"

นางศุภนา คุ้มวงศ์ดี จัดหางานจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อสุ่มคัดเลือกให้ไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอล ภายใต้โครงการ "ความร่วมมือ ไทย-อิสราเอล เพื่อการจัดหางาน ครั้งที่ 4" โดยเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 9 ส.ค. นี้ มีคุณสมบัติดังนี้ 1.สัญชาติไทย กรณีผู้สมัครเป็นผู้ชายต้องพ้นภาระการรับราชการทหาร 2.อายุระหว่าง 23-39 ปี ผู้สมัครที่โครงการได้รับลงทะเบียนและบันทึกไว้ในฐานข้อมูลแล้ว จะมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของโครงการจนอายุครบ 41 ปีบริบูรณ์ 3.ไม่มีประวัติอาชญากร ไม่เคยทำงานในประเทศอิสราเอล 4.คู่สมรส บุตร บิดา หรือมารดา ไม่พำนักอยู่ในประเทศอิสราเอล 5.สุขภาพแข็งแรง พร้อมทำงานภาคเกษตร ไม่ตาบอดสี และไม่เป็นโรคติดต่อ ได้แก่ วัณโรค โรคไวรัสตับอักเสบบี และซี โรคเอดส์ กามโรค ซิฟิลิส และโรคเบาหวาน

นางศุภนากล่าวต่อว่า แรงงานที่มีคุณสมบัติดังกล่าวที่สนใจจะไปทำงาน ขอให้ส่งหลักฐานการสมัคร ได้ที่ สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดนครปฐม เลขที่ 898/7-9 ถ.เพชรเกษม ต.ห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครคัดเลือก หลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือก รวมทั้งค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการทำงาน สามารถดาวน์โหลดได้ทาง www.overseas. doe.go.th หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-3425-0861-2 ต่อ 23

(ข่าวสด, 2-8-2556)

 

ชง ครม.เปิดทางลูกจ้างใช้บำเหน็จค้ำเงินกู้

รายงานข่าว จากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่าในการประชุมครม.วันที่ 6 ส.ค.ทางกระทรวงการคลังจะเสนอเรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะ รัฐมนตรีตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ให้เหตุผลเสนอเรื่องร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ให้ครม.พิจารณาว่า เนื่องจากระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2552 กำหนดให้ลูกจ้างประจำขอรับบำเหน็จรายเดือน หรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแล้วแต่กรณีได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพื่อให้ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำนาญพิเศษ รายเดือนดำรงชีพอยู่ได้โดยเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ

การดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยเหลือลูกจ้างประจำ ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้เพียง บางส่วน เนื่องจากยังมีลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้รับ บำเหน็จพิเศษรายเดือนจำนวนมาก ที่ได้รับบำเหน็จรายเดือนในอัตราต่ำ จึงมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ สมควรกำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำ ผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน สามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับสถาบันการ เงินได้ ทั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. เป็นการเพิ่มเติมหมวด 3/3 การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอด ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน ดังนี้ 1. กำหนดกรณีผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนสามารถนำ สิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

2.กำหนดกรณีผู้รับบำเหน็จรายเดือน หรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน ที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินถึงแก่ความ ตายหรือผิดสัญญากู้เงิน จนต้องบังคับเอาสิทธิในบำเหน็จตกทอด ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินเท่ากับจำนวนที่ถูกบังคับ แต่ไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน ทั้งนี้ การจ่ายเงินให้สถาบันการเงินดังกล่าวให้กระทรวงการคลังจ่ายจากงบประมาณที่ ตั้งไว้สำหรับการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอด

3.กำหนดกรณีกระทรวงการคลัง ได้จ่ายเงินแก่สถาบันการเงิน เนื่องจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความ ตายหรือผิดสัญญาเงินกู้ ให้กระทรวงการคลัง หักจำนวนเงินนั้นออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่จ่ายให้สถาบันการ เงิน หากกระทรวงการคลังไม่สามารถหักเงินจำนวนดังกล่าวจากสิทธิในบำเหน็จตกทอดได้ ให้กระทรวงการคลังเรียกเงินคืนจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จ พิเศษรายเดือนหรือจากกองมรดกของผู้นั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

4.กำหนดกรณีที่การกู้เงินตามสัญญากู้เงินสิ้นสุดลง โดยไม่มีการบังคับเอาสิทธิในบำเหน็จตกทอด เมื่อผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตายทายาทมี สิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเต็มตามจำนวนที่มีสิทธิ แต่หากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนถึงแก่ความตาย ก่อนหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลง แล้วมีการบังคับเอากับสิทธิในบำเหน็จตกทอด ทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเท่ากับจำนวนที่เหลือหลังจากที่กระทรวงการ คลังได้หักจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินออกจากสิทธิในบำเหน็จตกทอด แล้ว

(กรุงเทพธุรกิจ, 2-8-2556)

 

หามาตรฐานกลางดูแล 'ความปลอดภัยในการทำงาน'

อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการบริหารกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อลดอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างยั่งยืนว่า กรมจะดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน ภายใต้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ.2554 โดยไม่แยกว่า เป็นแรงงานประเภทไหน รวมถึงต่างด้าวด้วย โดยเฉพาะอีก 2 ปีข้างหน้า ที่จะเข้าสู่การเปิดเสรีการค้าอาเซียน (เออีซี) กรมต้องเตรียมความพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านแรงงานด้วย
              
"ประเทศไทยประชุมหารือร่วมกับประเทศในกลุ่มเออีซี เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องแรงงาน ซึ่งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา กรมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อหารือร่วมกันด้านแรงงาน ซึ่งมีการประชุมทุกปี และเชิญ 3 ประเทศที่มีความพร้อมทางด้านความปลอดภัยในการทำงาน ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มาเป็นผู้สังเกตการณ์ ปีนี้ประเทศไทยรับผิดชอบด้านสื่อประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน นอกจากนี้ไทยได้เสนอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนจัดกิจกรรมเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ เข้ากับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน หรือ บาลานซ์สกอร์การ์ด ให้เป็นรูปธรรมด้วย"
              
การทำบาลานซ์สกอร์การ์ด คือ การหาข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน เช่น กำหนดตัวเลขอันตรายจากการทำงาน เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน หากมีการไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีประเทศไทยเป็นผู้กำหนดรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นในเรื่องการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน เช่น จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน การหยุดงานที่เกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น จากนั้นจะนำไปหารือร่วมกันเพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจนอีกครั้ง
              
ทางด้านสวัสดิการของแรงงาน ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการประมาณ 4 แสนกว่าแห่ง มีลูกจ้างคนไทยประมาณ 10 ล้านกว่าคน และแรงงานต่างด้าวประมาณ 2 ล้านคน มีเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยในการทำงานประมาณ 200 คนทั่วประเทศ แต่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน กรมได้ทำเรื่องขออัตรากำลังคนอีก 300 คน เสนอไปยังรัฐบาล อยู่ระหว่างการพิจารณา เรื่องที่ได้รับการร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องสภาพแวดล้อมทั่วไปในสถานที่ ประกอบการที่ไม่ปลอดภัยในการทำงาน ความไม่เข้าใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปอธิบาย ไปชี้แจงให้เข้าใจตรงกัน
              
สำหรับ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 อธิบดีกรมส่งเสริมและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ยังต้องมีการพิจารณายกร่างอีกหลายฉบับหลายเรื่อง เช่น การทำงานก่อสร้าง การทำงานที่เสี่ยงอันตราย เพื่อให้ออกเป็นกฎหมายลูกที่สมบูรณ์ มีบทลงโทษสูงสุดสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท มีการแบ่งนายจ้างออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการทำงาานมากที่สุด กลุ่มสถานประกอบการระดับกลาง ที่มีความรู้ด้านกฎหมายแรงงานไม่มากนัก ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ด้านกฎหมายเพิ่มเติม และกลุ่มที่ทำความผิดด้านความปลอดภัยในการทำงานบ่อยครั้ง กลุ่มนี้ต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ตักเตือนอย่างเข้มงวด และให้ความรู้การบังคับใช้ข้อกฎหมายอย่างจริงจัง หรือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น สถานประกอบการที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตราย เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ
              
"การเร่งรัดการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 มีการเข้มงวดในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ปีนี้มีการดำเนินการปรับนายจ้างที่ไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ.2554 ไปแล้ว จำนวน 240 ราย เป็นเงินค่าปรับประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานเน้นย้ำอย่างมาก นายจ้างส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่อาจจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้น้อยไป จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยในการทำงานลงไปตรวจสอบ และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่นายจ้าง"
              
อธิบดีอาทิตย์ ยกตัวอย่างมาตราสำคัญใน พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 ให้ฟังว่า มาตรา 24 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายละ 8 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน รวมทั้งชุดจำนวน 29 คน ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารของกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีลงมา เช่น ให้คำปรึกษาการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในที่สูง มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยในแต่ละจังหวัด และนำเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อหามาตรการดูแลความปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน
              
ส่วน มาตรา 14 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในสภาพการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน และแจกคู่มือปฏิบัติงานให้ลูกจ้างทุกคน ก่อนที่ลูกจ้างจะเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน มาตรานี้ถือเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องใส่ใจลูกจ้าง ต้องเน้นถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน หรือจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในการทำงานให้แก่ลูกจ้างสวมใส่ขณะทำงาน ขั้นตอนการทำงาน การย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้าง เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบจนกระจ่างทุกครั้ง เช่น ช่างซ่อมบำรุง ช่างก่อสร้าง ส่วนงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรอันตราย เป็นต้น
              
อีกมาตราที่มีความสำคัญ คือ มาตรา 16 ให้นายจ้างจัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อให้บริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัย ในกรณีที่นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างทุกคนก่อนการเริ่มทำงาน เป็นหลักสูตร 1-2 วัน แล้วแต่ความเหมาะสม
              
ทำงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร และให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร แจ้งเป็นหนังสือต่อนายจ้างโดยไม่ชักช้า
              
อธิบดีกรมส่งเสริมและคุ้มครองแรงงาน กรมตั้งเป้าการลดจำนวนอุบัติเหตุจากการทำงานว่า ตั้งเป้าไว้ที่จะลดลงปีละประมาณ 2% เพราะถือเป็นตัวชี้วัดในการทำงานของกรมตัวหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกองทุน ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมความปอลดภัยของลูกจ้าง และโครงการสนับสนุนกิจกรรมของนายจ้าง เพื่อให้นายจ้างกู้เงินไปปรับปรุงการทำงานให้ปลอดภัย โดยกองทุนนี้รัฐบาลมอบเงินให้ 80 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนประกันสังคม และอีกส่วนหนึ่งมาจากค่าปรับสถานประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย
               
"ขอฝากถึงผู้ใช้แรงงานด้วยว่า หากพบว่าสถานประกอบการใดไม่มีความปลอดภัยในการทำงาน หรือเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ให้แจ้งไปทำกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สายด่วนผู้ใช้แรงงาน 1546 ทางกรมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบความปลอดภัยในการทำงานทันที"

(คมชัดลึก, 4-8-2556)

 

ตั้งเป้าดึงผู้พิการเข้า รร. 1 ล้านคน คุยผู้ประกอบการรับแรงงานพิการเข้าทำงาน

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยภายหลังประชุมหารือกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษ ที่มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รมว.ศธ.ได้เรียกองค์กรหลักทั้ง 5 แท่ง มาหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดการจัดการศึกษาพิเศษให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมอบการบ้านให้ทุกองค์กรหลักกลับไปหาแนวทางคือ 1.ทำอย่างไรถึงจะผลิตครูสายการศึกษาพิเศษให้มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง 2.ทำอย่างไรถึงจะให้ผู้พิการมีอาชีพที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอิสระ หรือการทำงานในสถานประกอบการ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ 3.ทำอย่างไรให้ผู้พิการวัยเรียนทั่วประเทศที่มีอยู่เกือบ 1 ล้านคน แต่เข้ารับการศึกษาแค่ 340,000 คน โดยเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ได้มีโอกาสได้เรียนมากขึ้น และ 4.ทำอย่าง ไรให้ผู้พิการที่ไม่ได้อยู่ในวัยเรียนได้รับการส่ง เสริมให้ประกอบอาชีพได้

เบื้องต้นในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เสนอในที่ประชุมว่าจะประสานกับสถานประกอบการรายใหญ่ที่มีพนักงานเกิน 100 คน เพื่อส่งเสริมให้รับผู้พิการเข้าไปทำงาน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่การบีบสถานประกอบการ เนื่องจาก กม.แรงงานกำหนดให้สถานประกอบการที่มีคนงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องมีสัดส่วนพนักงานที่เป็นผู้พิการ 100:1 หากไม่มีต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี ส่วนผู้พิการที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการเอง สอศ.จะส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ซึ่งรายละเอียดต่างๆ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะที่เป็นแกนหลัก จะจัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 19 ส.ค.นี้.

(ไทยโพสต์, 5-8-2555)

 

สภาอุตฯเผยใน 5 ปีต้องการแรงงานอีกเกือบ 7 แสน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) ได้หารือร่วมกับนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประเทศ ซึ่ง ส.อ.ท.ได้ให้ข้อมูลความต้องการแรงงานใน 14 กลุ่มอุตสาหกรรม ช่วง 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2556-2560) ประกอบด้วยกลุ่มพลาสติก เครื่องนุ่งห่ม กลุ่มสิ่งทอ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร กลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องปรับอากาศ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มเครื่องจักรกลและโลหะการ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ กลุ่มการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ กลุ่มเซรามิก และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ว่า ในปีนี้มีจำนวนแรงงานใน 14 กลุ่มดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 3,399,922 คน แต่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นถึง 681,836 คน ในจำนวนนี้เป็นความต้องการของแรงงานที่จบไม่เกิน ม.6 จำนวน 395,772 คน หรือ ร้อยละ 11.64 รองลงมาคือ ระดับ ปวช./ปวส. 199,395 คน คิดเป็นร้อยละ 5.86 และระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 86,669 คน คิดเป็นร้อยละ 2.55

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เมื่อแยกเป็นรายสาขา พบว่า ระดับอาชีวศึกษา สาขาที่เป็นความต้องการมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ช่างกลโรงงาน 50% ช่างเชื่อม 20% และสาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ แมคคาทรอนิกส์ และแม่พิมพ์ สาขาละ 10%  ส่วนระดับอุดมศึกษา สาขาที่เป็นความต้องการมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ วิศวกรรม 70% การตลาด และคอมพิวเตอร์ 20% บัญชีการเงิน กฎหมายและธุรการทั่วไป 10% ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวจำเป็นที่ผู้ผลิตกำลังคนของภาครัฐ เช่น  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ต้องมาวางแผนทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งควรทบทวนกฎระเบียบกติกาต่างๆ ให้ผ่อนคลายลง เพื่อเอื้ออำนวยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานใน 5 ปีข้างหน้าให้ได้มากที่สุด

“ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ด้านการจัดทำหลักสูตร การฝึกอบรมและพัฒนา จากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและต่างประเทศ ให้มาร่วมกันกำหนดหลักสูตร คุณลักษณะ สมรรถนะหลัก และมาตรฐานฝีมือของแรงงานที่ต้องการในสาขาต่างๆ  รวมถึงสร้างเครือข่าย เพื่อให้บริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศเข้ามาร่วมทำงานด้วยกันมากขึ้น จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ Workshop เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประเทศร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยเน้นให้สังคมตื่นตัวและเห็นความสำคัญของการเรียนสายอาชีพในอนาคต ที่จบแล้วมีงาน มีรายได้สูง โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลต่อสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพในสาขาที่เป็นความต้องการของตลาดแรง งานได้”นายจาตุรนต์กล่าว

(เดลินิวส์, 5-8-2556)

 

ม็อบลูกจ้างบุก สธ.ขอเพิ่มค่าจ้าง หลังถูกจ่อปรับเป็น พนง.แล้วเงินเดือนลด

วันนี้ (5 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น.สมาพันธ์สมาคมลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สสลท.) ประมาณ 200 คน รวมตัวประท้วงที่หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดย นายโอสถ สุวรรณ์เศวต รองประธาน สสลท.กล่าวว่า สมาพันธ์ฯขอเรียกร้องให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งแก้ปัญหาลูกจ้างชั่วคราว สธ.4 เรื่อง ได้แก่ 1.การปรับค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างปัจจุบันและบวกค่าประสบการณ์ตามอายุ การทำงาน 2.ผู้ที่ทำงานมาก่อนจะมีระเบียบว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) บังคับใช้ต้องมีการคุ้มครองเฉพาะ เช่น กรณีพนักงานคอมพิวเตอร์ ที่ไม่ได้จบมาตรงสายก็ต้องได้รับการคุ้มครอง 3.เพิ่มกรรมการบริหาร พกส.จาก 12 คน เป็น 15 คน และต้องมีฝ่ายลูกจ้างเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการด้วยจำนวน 7 คน โดยต้องเป็นคนที่ สสลท.เป็นผู้สรรหา และ 4.ลูกจ้างชั่วคราวทุกคนต้องได้ปรับเป็น พกส.ทั้งนี้ หากไม่ได้ตามข้อเรียกร้องก็จะไม่เลิกชุมนุมและจะมีคนเดินทางมาร่วมชุมนุม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังหารือร่วมกับตัวแทน สสลท.ว่า การหารือเป็นไปด้วยดีและและมีข้อสรุปร่วมกันว่า สธ.จะดำเนินการบรรจุลูกจ้างชั่วคราวในสังกัด สธ.ให้เป็น พกส.ควบคู่กับการขอรับการบรรจุเป็นข้าราชการ ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนด ในการขอตำแหน่งข้าราชการเพิ่ม และจะพยายามบรรจุลูกจ้างชั่วคราวทั้งหมด 128 สายงาน ให้เป็น พกส.ให้เสร็จภายในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดยอมสลายการชุมนุม
      
นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น สธ.รับรู้มาโดยตลอด แต่เรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา และถ้า สธ.จะทำทุกเรื่องทั้งที่บางเรื่องยังไม่ชัดเจนก็จะทำให้คนส่วนใหญ่เสียโอกาส เพราะฉะนั้นจึงมีการตกลงกันว่าจะมีการแก้ไขโดยค่อยๆ แก้ไขที่ละเรื่อง ซึ่งในการบรรจุเป็น พกส.ก็มีคณะกรรมการที่คอยดูแลอยู่แล้วนั้น แต่ในเมื่อมีการเรียกร้องว่าค่าตอบแทนลดลงกว่าเดิม ทาง สธ.ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นอีกชุด โดยจะให้มีตัวแทนของ พกส.เข้ามาร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ ซี่งจะมาคอยดูแลในเรื่องของมาตรการเยียวยาโดยเฉพาะ เพื่อให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย.นี้ และให้สามารถเดินหน้าเข้าสู่ตำแหน่ง พกส.ใน 1 ต.ค.
      
“หากลูกจ้างชั่วคราวคนใดไม่มั่นใจที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง พกส.ก็สามารถเลือกดำรงสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวไปก่อนได้ โดยได้รับสิทธิเดิม อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการเรียกร้องพร้อมกล่าวว่าผมรับปากเรื่องค่าตอบแทน อยากให้มองว่าการรับปากก็ต้องมีการกลับไปคิดทบทวนต่อด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต แต่ สธ.ก็เชื่อว่าถ้าได้รับผลกระทบก็จะต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขอยู่แล้ว” รมว.สาธารณสุข กล่าวและว่า สำหรับกรณีการขอเพิ่มค่าตอบแทน สธ.ต้องไปดูเรื่องระเบียบกระทรวงการคลังด้วย เนื่องจากหากผิดระเบียบของกระทรวงการคลังก็คงทำไม่ได้ แต่ก็ต้องหาวิธีเยียวยารูปแบบอื่น เช่น การให้ค่าครองชีพเฉพาะกาล แต่ตรงนี้ก็ต้องมีการมาหารือกันอีกครั้ง

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 5-8-2556)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์