สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 13-19 ส.ค. 2556

จี้โยกสิทธิฯพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งกองทุนพิเศษใต้ สปสช.

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังเข้าเรียกร้องสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ในการขอตั้งกองทุนรักษาพยาบาลพนักงานมหาวิทยาลัย ให้เป็นลักษณะเดียวกับกองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการพนักงานท้องถิ่น ว่า เบื้องต้นได้หารือกับรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แล้ว และมีความเห็นร่วมกันว่า จะตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ก่อนจะนำเสนอนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สธ. ต่อไป จากนั้น ศูนย์ประสานงานจะขอเข้าพบร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน เพื่อหารือขอให้พนักงานมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันใช้สิทธิรักษาพยาบาลของสำนัก งานประกันสังคม (สปส.) ได้โอนมาอยู่ในการดูแลของ สปสช.แทน

"ส่วนจะสามารถโอนย้ายจาก สปส. มา สปสช. ได้จริงหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากกฎหมายประกันสังคมยังไม่ชัดเจนในเรื่องพนักงานมหาวิทยาลัย เพราะความจริงผู้ที่จะอยู่ในประกันสังคมต้องไม่ใช่ข้าราชการ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยจริงๆ คือข้าราชการ ก็ต้องมีการตีความ ซึ่งอยากให้ สปส. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเรื่องนี้ให้ชัดเจน สิ่งที่เรียกร้องเพราะต้องการความเป็นธรรมเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล เทียบเท่ากับอาจารย์ข้าราชการ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบายการบรรจุข้าราชการในช่วงปี 2540-2542" รศ.ดร.วีรชัยกล่าว

รศ.ดร.วีรชัยกล่าวว่า สำหรับจุดด้อยของพนักงานมหาวิทยาลัย ในเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลย่อมไม่เท่ากับข้าราชการ เมื่อเทียบกับ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังมีพัฒนาการด้านสิทธิประโยชน์ดีกว่าด้วยซ้ำ เช่น สิทธิประกันสังคมไม่สามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือการใช้หัตถการทางการแพทย์ต่างๆ ขณะที่สิทธิข้าราชการและ 30 บาท ใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้หลังเกษียณ แต่ประกันสังคมไม่คุ้มครอง เป็นต้น ทั้งนี้นักเรียนทุนที่แปรสภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยน่าจะมีประมาณกว่า 30,000 คน

(ข่าวสด, 13-8-2556)

 

เผยคนไทยโดนลักพาตัวที่ไนจีเรียเดินทางโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว

นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่คนไทย 4 คน ถูกลักพาตัวที่ประเทศไนจีเรีย โดยสำนักข่าวท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า เป็นการลักพาตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่ โดยทราบชื่อทั้ง 4 คนแล้ว ได้แก่ นายสมโชค พันพินิจ อายุ 55 ปี, นายธนาวุฒิ พันพินิจอายุ 50 ปี น้องชายของนายสมโชค, นางบุษบา ศรีปัญญา อายุ 46 ปี ภรรยานายสมโชค และนายไชยยันต์ ไทชมพู อายุ 38 ปี ทั้งหมดเป็นชาวอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ทำงานกับบริษัทโอนิดะ จำกัด มหาชน (Onidi Development Co. LTD) ของประเทศอิสราเอล และขณะนี้ทางบริษัทรอการติดต่อจากกลุ่มลักพาตัวว่าจะเรียกร้องสิ่งใดเพื่อ แลกกับตัวประกันว่า ทั้ง 4 คน ไม่ได้เดินทางไปทำงานผ่าน 5 ช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด คือ

1.นายจ้างจ้างโดยตรง 2.นายจ้างรับไปฝึกงาน 3.บริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง 4.ไปทำงานผ่านระบบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ (เอ็มโอยู) 5.เดินทางไปทำงานเอง โดยแจ้งขึ้นทะเบียนต่อ กกจ.
 
โดยทั้ง 5 ช่องทางนี้จะได้รับการคุ้มครองจากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ แต่แรงงานไทยทั้ง 4 คนนี้ เดินทางไปโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว และเข้าไปทำงานโดยเป็นการทำความตกลงกันในลักษณะส่วนตัวระหว่างแรงงานไทยกับ นายจ้างชาวอิสราเอล ซึ่งว่าจ้างให้ไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ปลาในฟาร์มเลี้ยง ปลาในไนจีเรีย โดยไม่ได้แจ้งการเดินทางกับ กกจ.ทำให้ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนคนหางานของสำนักงานบริหารแรงงานไปทำงานต่าง ประเทศ (สรต.)

"จากเหตุการณ์ดังกล่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำชับให้ กกจ.มีความเข้มงวดในการดูแลเรื่องการทำสัญญาจ้าง และพื้นที่ที่ทำงานต้องมีความปลอดภัย โดยขณะนี้ได้ทำหนังสือไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บริษัทจัดหางานและบริษัทนายจ้างในต่างประเทศ ขอให้ช่วยดูแลและเพิ่มความเข้มงวดรวมทั้งได้ประสานกับบริษัทโอนิดะให้เร่ง ช่วยเหลือแรงงานไทย"

(มติชนออนไลน์, 13-8-2556)

 

'ศูนย์คุ้มครองแรงงาน' อีเมล์ คืบหน้า แรงงานไทยถูกจับตัวไนจีเรียปลอดภัยดี

วันที่ 13 สิงหาคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงาน จาก ตำบลพังงู อำเภอหนองหาน จ.อุดรธานี ถึงกรณี แรงงงานไทย 4 คน ถูกจับที่ประเทศไนจีเรีย ขณะไปทำงานตอนเช้า ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรมนั้น และบรรดาญาติต่างตั้งตารอฟังข่าว เพื่อทราบความเคลื่อนไหวของแรงงานไทย ทั้ง 4 คนด้วยความเป็นห่วง ซึ่งในเวลาต่อมา นายสำเรียง พันพินิจ อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 14 บ้านพังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี น้องชาย นายสมโชค พันพินิจ แรงงานไทยที่ถูกจับ และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์หนองหาน จ.อุดรธานี ได้กล่าวว่า พวกเราได้ทราบข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า 4 แรงงานไทยที่ไปเลี้ยงปลาในประเทศไนจีเรีย ถูกจับกุมตัว พวกเราตกใจมาก จึงได้ติดต่อไปหาญาติที่ไปทำงานในประเทศไนจีเรีย ซึ่งไม่ได้รับการติดต่อกลับมาแต่อย่างใด

กระทั่ง มีข่าวแจ้งว่า แรงงานไทยที่ถูกจับกุมตัวไปนั้น ทำงานอยู่ที่บริษัท โอนิด้า ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งญาติของพวกตนทำงานอยู่ในบริษัทดังกล่าว จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามกงสุลไทย ในประเทศไนจีเรีย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า เป็นความจริง ผู้ที่ถูกจับกุมตัวไปในครั้งนี้ได้แก่ นายสมโชค พันพินิจ อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ 14 ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี และเป็นพี่ชายคนโต พร้อมภรรยา คือนางบุษยา ศรีปัญญา อายุ 38 ปี นายธนาวุฒิ พันพินิจ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 61 หมู่ 11 ต.พังงู อ.หนองหาน พี่ชายคนรอง และนายชัยยัน ใต้ชมพู อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 175 หมู่12 ต.บ้านหนองไผ่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ทั้งหมดถูกจับตัวไป ในวันทื่ 8 สิงหาคม พวกเราได้ทราบข่าวในวันที่ 9 สิงหาคม 56 ต่างตกใจมาก

นายสำเรียง ได้เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับ แรงงานไทยที่เป็นพี่ชายและญาติของตน ที่เดินทางไปทำงานในประเทศไนจีเรียในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อประมาณ 8 ปี ที่ผ่านมา ทั้งหมดได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล โดยมีนายจ้างเป็นชาวอิสราเอล ชอบพอนิสัย และหมดสัญญาเดินทาง จนกระทั่งนายจ้าง (นายรามมี่ อโลน) ได้ประมูลงานประมงได้ในประเทศไนจีเรีย นายจ้างเก่าจึงได้ติดต่อกลับไปที่ นายสมโชค และญาติที่เคยไปทำงานด้วยกันให้ไปทำงานที่ประเทศไนจีเรีย ในตำแหน่ง ผู้จัดการฟาร์ม และได้เดินทางกลับไปพักที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 56 กลับไปทำงานที่ประเทศไนจีเรีย เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 56 จนกระทั่ง ได้ทราบข่าวว่าถูกจับกุมตัวไป

ซึ่ง นายสมโชค มีโครงการที่จะให้ นายภาณุ พันพินิจ อายุ 22 ปี ลูกชาย นายสมโชค และหลานชายอีกคนหนึ่งเดินทางไปทำงานที่ประเทศไนจีเรียด้วย แต่มาถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมา ในวันเดียวกัน นายเวียงชัย แก้วพินิจ นายอำเภอหนองหาน ได้ทราบเรื่อง ได้เดินทางเข้าไปที่บ้านของ นายสมโชค และญาติ ๆ จากนั้นได้มี อีเมล์จากศูนย์คุ้มครองแรงงานไทย ที่กรุงเทพฯ แจ้งว่า แรงงานไทยทั้งหมด ยังปกติปลอดภัยดี และได้รับอีเมล์ จากนายจ้าง แจ้งว่า แรงงานไทยปลอดภัยดีหมดทุกคน ส่วนในเวลาช่วงเช้า นายสุภกิจ วิลาศรี นักวิชาการชำนาญการ สำนักงานจัดหางาน จ.อุดรธานี ได้นำกระเช้าไปมอบให้ญาติของแรงงานไทยที่ถูกจับกุมตัวไปจำนวน 3 กระเช้า พร้อมทั้งให้กำลังใจว่าจะช่วยติดตามข่าวคราว และแจ้งความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นระยะ ๆ

ต่อมา นางสมฤดี พู่พรอเนก หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางอุดรธานี กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบญาติ ๆ ของแรงงานไทยที่บ้านพังงู ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี พร้อมกับซักถามข้อมูลและให้กำลังใจกับญาติ แรงงานไทยทั้งหมดพร้อมทั้งรับปากว่าจะช่วยดูแลติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว ให้ทราบ ส่วนนางอำนวย ภูมิมิตร อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 175 หมู่ 12 ต.หนองไผ่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ได้กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่สามีถูกจับกุมตัวไป ตนไม่ทราบจะเพิ่งพาใครได้จึงได้เพิ่งพาไสยศาสตร์ บนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ปกป้องคุ้มครอง แรงงานไทย ทั้ง 4 คนให้ปลอดภัย และตนได้ดูหมอดู ซึ่งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ่มคนไทยทั้งหมดปลอดภัย จะไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ด้าน นางมะลิจันทร์ พันพินิจ อายุ 51 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ 14 ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นภรรยาของ นายธนาวุฒิ พันพินิจ ได้กล่าวว่า ตนมีกำลังใจอยู่ได้เพราะมีญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน คอยถามไถ่สารทุกข์ เรื่อย ๆ ในส่วนตัวเป็นห่วงสามีและทุก ๆ คน แต่ก็เชื่อว่าทุกคนจะปลอดภัยได้ จากการช่วยเหลือของทุก ๆ ฝ่าย.

(ไทยรัฐ, 13-4-2556)

 

"กกจ.-พม.-เซ็นทรัล"จับมือจัดงานนัดพบแรงงานคนพิการ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนางสาวบุษา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายสื่อสารสารองค์กร บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์เปอเรชั่น จำกัด แถลงข่าวการจัดงานนัดพบแรงงานคนพิการ "สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ ชีวิตมีสุข" ระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน ที่บริเวณลาน EDEN ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเวลา 10.00-16.00 น.

นายประวิทย์กล่าวว่า กกจ.มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีงานทำ มีอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งผู้พิการก็เป็นกลุ่มบุคคลที่ กกจ.ต้องเร่งสร้างงาน ให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้ หากผู้พิการและญาติไม่สะดวกที่จะเดินทางไปร่วมงานในวันดังกล่าว สามารถไปสมัครงาน หรือ สอบถามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ตามมาตรา 35 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ พ.ศ.2540 กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปต้องจ้างผู้พิการ 1 คน ส่งผลให้ในปีนี้สถานประกอบการต่างๆ ทั่วประเทศต้องจ้างผู้พิการกว่า 47,000 คน แต่มีเพียง 19,221 คนเท่านั้นที่เข้าถึงการมีงานทำ โดยภายในงานมีตำแหน่งงานเปิดรับกว่า 180 อัตรา

ทางด้านนายอนุสรณ์กล่าวว่า การจัดงานนัดพบแรงงานคนพิการถือเป็นการส่งเสริมให้เข้าถึงสิทธิอย่างเท่า เทียม จากตัวเลขผู้พิการ 1,379,103 คน คิดเป็นร้อยละ 2.13 ของประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้เป็นวัยแรงงาน 7030,078 คน มีการประกอบอาชีพ 269,389 คน ไม่ได้ประกอบอาชีพ 431,475 คน และช่วยเหลือตนเองไม่ได้อีก 2,200 คน จึงอยากให้ผู้พิการและญาติ ไปร่วมงานเพื่อการเข้าถึงตำแหน่งงานและสวัสดิการต่างๆ ที่ควรได้รับ รวมไปถึงได้รับทราบว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่พร้อมให้ความช่วยเหลือให้การพัฒนา ศักยภาพให้ผู้พิการมีงานทำหรือช่วยเหลือตนเองได้ โดยไม่เป็นภาระสังคม

(มติชน, 14-8-2556)

 

นายจ้างพร้อมดูแลแรงงานไทยถูกโจรไนจีเรียจับ

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีแรงงานชาวอ.หนองหาน จ.อุดรธานี ที่เดินทางไปทำงานเลี้ยง และวิจัยพันธุ์ปลากับบริษัทโอนิด้า ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด ของนักลงทุนชาวอิสราเอล ที่บริเวณริมแม่น้ำไนเจอร์  เมืองบูกูมา ประเทศไนจีเรีย ประกอบด้วย นายสมโชค พันพินิจ หัวหน้าคณะ นางบุษยา ศรีปัญญา ภรรยานายสมโชค นายธนาวุฒ พันพินิจ น้องชายนายสมโชค และนายชัยยัน ใต้ชมภู ซึ่งถูกกลุ่มโจรจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งแรงงาน 1 ในจำนวนที่ถูกจับกุมได้ติดต่อกับมาว่าทุกคนปลอดภัย แต่คนร้ายยังไม่แจ้งวัตถุประสงค์หรือยอดเงินเรียกค่าไถ่

สำหรับการเดินทางไปประเทศไนจีเรียครั้งนี้ นายสมโชค หัวหน้าคณะ ใช้นามบัตรในนามบริษัทโอนิด้าฯ ตำแหน่งผู้อำนวยการฟาร์ม ขณะที่บริษัทไอนิด้าฯได้ส่งหนังสือเชิญมาให้บุตรชายนายสมโชค นำไปแสดงกับสถานทูตไนจีเรีย ประจำกรุงเทพมหานคร เพื่อเยี่ยมชมโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของบริษัทเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไนจีเรีย บุคคลดังกล่าวจะเป็นแขกของทางบริษัท โดยที่ทางบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบในตัวบุคคลทุกกรณี

นายสำเรียง พันพินิจ น้องชายนายสมโชค กล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีหน่วยงานราชการแจ้งข่าว แต่เมื่อคืนที่ผ่านมามีคนไทยที่ไปทำงานที่ประเทศไนจีเรีย โทรศัพท์ติดต่อมาหาบอกว่าทราบข่าวพี่ชายและคณะที่ถูกจับกุมปลอดภัยทุกคน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศไนจีเรีย ถือว่าเป็นเหตุเกิดขึ้นบ่อย ส่วนมากกลุ่มโจรที่จับกุ่มไปเรียกค่าไถ่ จะจับคนต่างชาติที่ไปทำงานกับบริษัทนายจ้างที่เป็นฝรั่งผิวขาว ที่เข้ามารับสัมปทานในประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทำร้าย หากตกลงเรื่องตัวเลขเงินค่าไถ่ได้ก็จะปล่อยตัว

“แรงงานไทยที่โทรมายังบอกระบุถึงสาเหตุที่จับตัวแรงงานไทยไปเรียกค่าไถ่ เนื่องจากกลุ่มโจรที่เป็นคนพื้นที่ กลัวว่าบริษัทต่างชาติที่เข้าไปรับสัมปทานในประเทศ จะเข้าไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงจับตัวแรงงานที่ทำงานกับบริษัทฝรั่ง แต่แรงงานที่โทรมาแจ้งว่าสาเหตุที่เขาไม่ถูกจับกุมไปเรียกค่าไถ่เพราะทำงาน กับนายจ้างคนในพื้นที่ จึงไม่เป็นเป้าของกลุ่มโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ ทำให้สามารถไปไหนมาไหนได้ปกติ แต่ยืนยันว่าขอญาติให้สบายใจได้เพราะกลุ่มโจรไม่ทำเคยร้ายตัวประกัน ”นายสำเนียง กล่าว

ขณะที่นายพงศวัฒน์ เพชรวิเชียร จัดหางานจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า แรงงานที่ถูกจับกุมตัวไปเรียกค่าไถ่ทั้ง 4 คน เดินทางไปทำงานด้วยตัวเอง โดยนายจ้างพาไป ไม่ได้ผ่านบริษัทจัดหางาน ไม่ได้ผ่านขั้นตอนของกรมการจัดหางาน คาดว่าคงจะใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้าประเทศไนจีเรีย ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือด้วยการเยียวยาเงินเบื้องต้นได้  อย่างไรก็ตามแรงงาน 4 คนไทยออกจากประเทศไทยไม่ผิดกฎหมาย แต่เข้าข่ายลักษณะลักลอบทำงานยังประเทศนั้น เพราะแต่ละประเทศจะมีกฎหมายเรื่องการลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศอยู่แล้ว

(โพสต์ทูเดย์, 14-8-2556)

 

พนง.สวนสัตว์เชียงใหม่ค้านควบรวม 'ไนท์ซาฟารี'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 56 ที่วัดกู่ขาว ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้มีพนักงานลูกจ้างสวนสัตว์เชียงใหม่ 100 คน ได้สวมเสื้อสีขาว ปักหน้าอก ว่า ไอเลิฟเชียงใหม่ซู นำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาขอพรจากพระพุทธรูปที่วัดกู่ขาว ซึ่งเป็นวัดร้างที่มีการบูรณะขึ้นมาใหม่

นายวิมุติ ชมพานนท์ นักวิทยาศาสตร์ 3 องค์การสวนสัตว์ฯ กล่าวว่า การมารวมกลุ่มของพนักงานลูกจ้างในวันนี้ อันผลสืบเนื่องมาจากพนักงานสวนสัตว์เชียงใหม่ มีทั้งหมดกว่า 300 คน เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไร ขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ รู้สึกไม่สบายใจที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่าจะมีการยุบควบรวมสวนสัตว์เชียงใหม่เข้ากับไนท์ซาฟารี

ภายใต้การกำกับควบคุมของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ที่เป็นองค์การมหาชน และภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ทางพนักงานลูกจ้างได้สอบถามไปยังผู้บริหารของสวนสัตว์เชียงใหม่เชียงใหม่ก็ ไม่มีคำตอบชี้แจงให้ทราบข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน ทางพนักงานจึงได้ประชุมหารือกันว่า ทุกคนไม่อยากโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การควบรวมในครั้งนี้ แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกอะไรมากได้ วันนี้จึงได้รวมตัวกันมาพึ่งพาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือให้ รอดพ้นจากการควบรวมในครั้งนี้

นักวิทยาศาสตร์ 3 องค์การสวนสัตว์ฯ กล่าวต่อว่า พวกตนมองไม่เห็นอนาคตความมั่นคงในอนาคต หากพวกเราถูกนำไปควบคุมกับสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ซึ่งปัจจุบันสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ได้ดูแลกิจการไนท์ซาฟารีอยู่ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หากนำสวนสัตว์เชียงใหม่ ควบรวมเข้ากับไนท์ซาฟารี แล้วอาจทำให้ค่าบัตรผ่านประตูอาจจะถูกเรียกเก็บแพงขึ้น ผิดกับเจตนารมรณ์ของทางองค์การสวนสัตว์ฯ ที่จะให้สวนสัตว์เชียงใหม่เป็นที่พักผ่อนทางธรรมชาติให้กับคนเชียงใหม่ และพวกเราเหมือนถูกมัดมือชก ถ้าหากเราไม่ยอมเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานพิงคนคร ก็ให้สมัครใจย้ายไปอยู่ องค์การสวนสัตว์ฯ ที่สงขลา, ขอนแก่น, และอุบลราชธานี แล้วครอบครัวของพวกเราจะทำอย่างไร เพราะตอนมาสมัครงาน ทางองค์การสวนสัตว์ฯ จะเน้นเฉพาะคนพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่

"ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าไปในการประชุม ครม.อยากจะให้ทางรัฐบาลออกมาสอบถามความสมัครใจของพวกเรา และผลได้ผลเสียจากการควบรวมเสียก่อน ซึ่งวันนี้พวกเรามีการประชุมกันในกลุ่มเล็กๆ และต่อไปขอเรียกร้องของพวกเรายังไม่เป็นผลก็จะรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน และที่พึ่งสุดท้ายคือ ฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป" นายวิมุติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้เปิดหน้าเว็บเพจของเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า "เรารักสวนสัตว์เชียงใหม่" เพื่อให้ ชาวเชียงใหม่ได้ร่วมช่วยอนุรักษ์สวนสัตว์เชียงใหม่ให้คงไว้ และร่วมแสดงความคิดเห็นการควบรวมในครั้งนี้ มีประชาชนเข้าไปเยี่ยมชมและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก.

(ไทยรัฐ, 14-8-2556)

 

“ยิ่งลักษณ์” เปิดโครงการ “ฝากท้องทุกที่ฟรี” ครอบคลุมบัตรทอง-ประกันสังคม-ต่างด้าว

(14 ส.ค.) ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลราชวิถี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดตัวโครงการฝากท้องทุกที่ฟรีทุกสิทธิ์ ด้วยบัตรสุขภาพแม่และเด็ก (Health Card For Mother&Child) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2556 โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า งานอนามัยแม่และเด็กเป็นบริการสุขภาพพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาคุณภาพ ประชากร ซึ่งรัฐบาลมีโยบายดูแลคุณภาพชีวิตประชากรตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงการคลอด บุตร โดยได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแล แม่และเด็ก ตั้งแต่ต้นเหตุรวมถึงการป้องกัน เรื่องอาหาร ซึ่งหากเด็กได้รับการดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก็จะทำให้เด็กเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่และเยาวชนที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป
      
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ขอฝากให้กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลดูแลในเรื่องพัฒนาการของเด็ก และการสื่อสารเพื่อให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างแม่กับเด็กที่อยู่ใน ครรภ์ เพื่อเป็นปัจจัยในการสร้างรากฐานความมั่นคงและความอบอุ่นของครอบครัวในอนาคต สำหรับนโยบายระยะยาว รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาประชาชนตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่แรกเกิดปฐมวัย วัยนักเรียน วัยรุ่น/นักศึกษา วัยแรงงาน และผู้สูงวัย เพื่อให้การพัฒนาประชากรในแต่ละช่วงอายุมีการส่งต่อการพัฒนาไปอย่างต่อ เนื่อง
      
โดยโครงการสามารถฝากครรภ์ในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตามสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพและประกันสังคม ทั้งนี้โครงการนี้ยังครอบคลุมรวมถึงแรงงานต่างด้าว ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย เพื่อให้คนต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีความรู้สึกอบอุ่น และรับรู้ถึงการดูแลเอาใจใส่ของประเทศไทยที่มีให้อย่างเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Every Woman Every Child (EWEC) ขององค์การสหประชาชาติที่เน้นการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการดูแลแม่และเด็ก และส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมเสมอภาคของสตรีและเด็กด้วย

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 14-8-2556)

 

ตัวแทนรัฐวิสาหกิจไทยยื่นหนังสือถอดถอน กสทช.ต่อประธานวุฒิสภา

15 ส.ค.- ตัวแทนจากรัฐวิสาหกิจไทย 49 แห่ง นำโดยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อถอดถอนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้งคณะ เพื่อให้ยุติบทบาทการทำหน้าที่กำกับดูแล เนื่องจากเห็นว่าการทำหน้าที่ของ กสทช.เกี่ยวกับคลื่นโทรศัพท์ 3จี และคลื่นโทรทัศน์ดิจิทัล ส่อเค้าเอื้อประโยชน์ให้ทุนเอกชน ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของชาติที่รัฐวิสาหกิจดูแลอยู่ โดยเฉพาะใน 3 องค์กรหลัก คือ บมจ.กสท โทรคมนาคม บมจ.ทีโอที และ บมจ.อสมท เช่น เสาส่งสัญญาณของ บมจ.กสทฯ กำลังถูกบริษัทเอกชนคู่สัมปทานนำไปให้บริษัทลูกใช้ฟรี และเลขหมายโทรศัพท์มือถือของ บมจ.ทีโอที ก็ถูกละเมิดสัมปทาน โดย กสทช.อนุญาตให้ถ่ายโอนเลขหมายไปเป็นของเอกชน ขณะที่ อสมท เห็นว่านานาประเทศไม่เคยมีการประมูลและจำกัดโทรทัศน์ดิจิทัลให้เหลือเพียง 48 ช่อง ทั้งที่ในความเป็นจริงจะมีมากกว่านั้นก็เป็นได้ ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าวเห็นว่าคณะกรรมการ กสทช.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

ประธานวุฒิสภาได้รับหนังสือ พร้อมระบุว่า ขอให้รวบรวมรายชื่อผู้จะถอนถอนมาไม่ต่ำกว่า 20,000 รายชื่อ จากนั้นจะตรวจสอบความถูกต้องภายใน 30 วัน และจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

(สำนักข่าวไทย, 15-8-2556)

 

โจรไนจีเรียเรียกค่าไถ่แรงงานชาวไทย 20 ล้านบาท ญาติวอนรัฐช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายสำเรียง พันพินิจ และนายภานุ พันพินิจ น้องชายและบุตรชายของนายสมโชค พันพินิจ ต่างได้เฝ้ารอข่าวความคืบหน้าของนายสมโชค นางบุษยา ศรีปัญญา ภรรยานายสมโชค , นายธนาวุฒ พันพินิจ น้องชายนายสมโชค และนายชัยยัน ใต้ชมภู อยู่ที่บ้านเลขที่ 99 หมู่  14 บ้านพังงู ต.พังงู อ.หนองหาน ซึ่งถูกโจรไนจีเรียจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ขณะเดินทางไปทำงานเลี้ยงและวิจัยพันธุ์ปลากับบริษัทโอนิด้า  ดีเวอร์ลอปเมนท์ จำกัด บริเวณริมแม่น้ำไนเจอร์  เมืองบูกูมา ประเทศไนจีเรีย อย่างกระวนกระวายใจ แม้จะได้รับแจ้งก่อนหน้านี้ว่าทั้ง 4 ปลอดภัยก็ตาม

อย่างไรก็ตามนายสมคิด หอมเนตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการแรงงานและสวัสดิการสังคมวุฒิสภา ได้โทรศัพท์มาคุยกับนายสำเรียง และญาติๆแรงงานชาวไทยที่ถูกโจรไนจีเรียจับไปเรียกค่าไถ่ ด้วยการเปิดเสียงโทรศัพทย์ให้ได้ยินทุกคน พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าได้ขอความอนุเคราะห์ นายรัตนาภรณ์ ธรรมโกศล  ที่ปรึกษาด้านการเกษตรประเทศไนจีเรีย ติดต่อไปประเทศไนจีเรีย ผ่านผู้ว่าการรัฐริเวอร์สเตท ทราบว่าแรงงานทั้ง 4 คน สบายดี ได้รับการดูแลตามสมควร ขณะนี้นายจ้างชาวอิสราเอลกำลังเดินทางเข้าไปติดต่อเรื่องเงินค่าไถ คาดว่าจะต้องจ่ายคนละ 5 ล้านบาท หรือ 4 คนรวมเป็นเงินจำนวน 20 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินค่าไถ่ดังกล่าวคาดว่าโจรจะเรียกค่าไถ่เท่ากับที่เคยจับคนของ ของบริษัทน้ำมันต่างชาติคิดเป็นเงินไทยคนละ 5 ล้านบาท

ด้านนายสำเรียง น้องชายของนายสมโชค พันพินิจ กล่าวว่า ขณะญาติๆได้แต่รอการติดต่อกลับมาของหน่วยงานต่างๆ เพื่อจะได้รับรู้ถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือญาติทั้ง 4 คน มีเพียงนางสมฤดี พู่พรอเนก หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางจังหวัดอุดรธานีเท่านั้นที่ได้แจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้เจอตัวญาติที่ไปทำงานในประเทศไนจีเรียแล้ว ทุกคนยังคงสบายดี รอเพียงการเสนอตัวเลขค่าไถ่ว่า ซึ่งตรงกับที่นายสมคิด แจ้งมากับทางญาติทราบ

"นายสมคิดบอกว่าโจรกลุ่มนี้เคยจับตัวชาวต่างชาติเรียกค่าไถ่มาก่อน ตกคนละ 5 ล้านบาท หากกลุ่มโจรตกลงที่ราคาเดิมก็เป็นเงินมากถึง 20 ล้านบาท ซึ่งเราไม่รู้ว่าทางนายจ้างจะมีเงินพอจ่ายหรือไม่ เมื่อถึงวันที่ตกลงราคาค่าไถ่ได้ หากทางนายจ้างชาวอิสราเอลมีเงินไม่พอช่วยเหลือ พวกเราก็ต้องขอวิงวอนให้ทางรัฐบาลไทย ช่วยเข้ามาดูแลตรงนี้ให้ด้วย เพราะทางญาติๆทุกคน ก็ต้องอาศัยให้รัฐบาลไทยเป็นที่พึ่ง พวกเราตั้งความหวังอยู่ที่รัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเราด้วย"นายสำเรียง กล่าว

(โพสต์ทูเดย์, 15-8-2556)

 

ปิด รง.รองเท้า “แพน” PAF เครือสหพัฒน์ ประกาศหยุดการผลิต

บมจ.แพนเอเซียฟุตแวร์ (PAF) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 11/2556 วันที่ 15 สิงหาคม 2556 ได้มีมติสำคัญสำคัญเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ คือ ด้วยสถานการณ์ของบริษัทฯ ในปัจจุบัน มียอดคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยมีสาเหตุจากการย้ายฐานการผลิตของลูกค้ารายใหญ่ ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าน้อยลง และเป็นคำสั่งซื้อที่มีปริมาณน้อยกว่ากำลังการผลิตของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน บริษัทมีขนาดโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง การดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายไม่สัมพันธ์กับกระบวนการผลิตตามคำสั่งซื้อที่น้อยลง ไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และจะทำให้บริษัทฯ มีผลประกอบการขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ปรับโครงสร้างการประกอบกิจการของบริษัทฯ โดยให้หยุดประกอบกิจการโรงงานผลิตรองเท้า และกระเป๋า ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2556 โดยเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด และให้คงพนักงานไว้เฉพาะส่วนสำนักงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่จำนวนหนึ่งประมาณ 10 คน

นอกจากนี้ PAF จะปรับสถานะการประกอบกิจการของบริษัทฯ โดยปรับเปลี่ยนจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจในด้านการผลิตรองเท้า และกระเป๋า และการถือหุ้นในบริษัทย่อย เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทย่อยเพียงอย่างเดียว (HOLDING COMPANY) โดยบริษัทฯ ยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยเช่นเดิม ทั้งนี้ บริษัทย่อยยังคงมีการดำเนินธุรกิจในการประกอบกิจการโรงงานอันเป็นธุรกิจหลัก ของบริษัทย่อย

โดยบริษัทย่อยที่บริษัทฯ เข้าถือหุ้นอันเป็นบริษัทแกนในการประกอบธุรกิจในการถือหุ้น คือบริษัทดับเบิ้ลยู บีแอลพี จำกัด (เดิมบริษัท แพนระยอง จำกัด) ซึ่งผลิตรองเท้า และกระเป๋า และมีสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท 100% บริษัทจึงมีอำนาจควบคุมบริหารจัดการตามสัดส่วนการถือหุ้นทุกประการ

สำหรับ PAF นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือสหพัฒน์ โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 18.91% 2.บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 18.12% 3.นายวิโรจน์ อึ้งไพบูลย์ สัดส่วน 5.95% 4.บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 5.65% 5.บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด สัดส่วน 4.84% 6.บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด สัดส่วน 4.82% 7.นายบุญชัย โชควัฒนา สัดส่วน 4.25% 8.บริษัท บ้านแพน เอนจิเนียริ่ง แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 3.29% 9.นางชัยลดา ตันติเวชกุล สัดส่วน 3.21% และ 10.นายกษม ศิริรังสรรค์กุล สัดส่วน 1.09%

โดยเป็นที่รับรู้กันว่า บริษัทแห่งนี้ผลิตสินค้าแบรนด์ PAN KSWISS CAmper mark&spencer hummel scholl jansport และ kliping

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ปัจจุบันทาง ICC อยู่ระหว่างให้ทีมผู้บริหารเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา และพัฒนาภาคธุรกิจของ PAF ให้ดีขึ้น หลังจากที่ประสบภาวะขาดทุนสะสมมาเป็นระยะเวลานาน ล่าสุด ขาดทุนสะสมถึง 2.65 พันล้านบาท โดยในไตามาส 1/56 บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิถึง 253.39 ล้านบาท จากการขายสินทรัพย์เข้า แต่ผลการดำเนินงานปกติยังปรับตัวลดลง โดยเป็นการขายสินทรัพย์ที่เป็นที่ดินเปล่า และสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคล หรือบริษัทที่เกี่ยวโยงกับประมาณ 26 รายการ 133 แปลง หรือประมาณ 1.29 พันไร่ ซึ่งล่าสุด ได้พิจารณาขายให้แต่บริษัทที่มีการเกี่ยวโยงกันเท่านั้น เช่น กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ICC บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเหลือเพียง 1 รายการ หรือ 25 แปลง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นิคมสหรัตนนคร จำนวน 261 ไร่ ที่ยังไม่มีผู้เสนอซื้อ

โดยเมื่อปี 2555 พบว่า PAF มีข่าวปิดโรงงานมาก่อนแล้ว นั่นคือ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ รับเบอร์ จำกัด ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรองเท้า มีพนักงานชายหญิง อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการเลิกจ้าง และปิดโรงงาน บริษัท กบินทร์บุรี แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

นอกจากนี้ ในปี 2552 บมจ.แพนเอเซียฟุตแวร์ ได้ขายที่ดินพร้อมสวนยางพาราซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบุ่งมะแลง และตำบลสว่าง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่ บริษัท ไอ.ดี.เอฟ.จำกัด จำนวน 31 โฉนด เนื้อที่รวม 2,967 ไร่ 3 งาน 85.2 ตารางวา มูลค่า 130 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้รับไปใช้ปรับปรุงเครื่องจักรในการผลิตพื้นรองเท้า และใช้ในการลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มีแรงงานจำนวนมาก และค่าแรงถูกกว่าในประเทศไทย อีกทั้งมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 16-8-2556)

 

แรงงานไทยในไนจีเรียเผยนาทีระทึกถูกจับตัว

17 ส.ค. 56 - นายสมคิด หอมเนตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา เดินทางมายังบ้านของนายสำเรียง พันพินิจ อายุ 48 ปี เลขที่ 99 หมู่ 1 บ้านพังงู ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เพื่อแจ้งข่าวดีให้ญาติของแรงงานไทยในประเทศไนจีเรียที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ 4 คน เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ล่าสุดได้รับการประสานจาก ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาการเกษตร ประเทศไนจีเรีย และสถานทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยว่า ทั้ง 4 คนไทยถูกปล่อยออกมาแล้วอย่างปลอดภัยเมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไนจีเรีย หรือเวลา 03.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ขณะนี้ทั้งหมดอยู่ในความดูแลของผู้ว่าการรัฐรีเวอร์สเตรท ในเมืองพอร์ต ฮาคอร์ต

ด้านนายสำเรียงกล่าวว่า นายสมโชค พันพินิจ พี่ชายได้โทรศัพท์มาหาตอนเช้าวันนี้ (17 ส.ค.) เล่าเรื่องถึงการได้รับปล่อยตัวพร้อมเพื่อนอีก 3 คน ตั้งแต่ตอนค่ำ (เวลาไนจีเรีย) โดยผู้ว่าการรัฐริเวอร์สเตรทรับตัวมาดูแลแล้ว โดยวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น. นายสมโชคออกจากที่พักมาลงเรือ เพื่อไปทำงานที่ฟาร์มริมแม่น้ำไนเจอร์ แต่วันนั้นมีทหารคุ้มกันมาเพียง 2 นาย เมื่อเรือออกจากท่าไม่นาน มีเรือ 2 ลำขับตามประกบ จากนั้นชาย 15 คน พร้อมอาวุธครบมือสวมไอ้โม่งเข้าควบคุมคนเรือให้ขับเข้าฝั่ง

(สำนักข่าวไทย,17-8-2556)

 

ก.แรงงานเผยเร่งช่วยแรงงานไทยในอียิปต์ 200 คน

18 ส.ค. 56 - สำนักข่าวไทยรายงานว่านายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศอียิปต์ ซึ่งกำลังเกิดเหตุจลาจล ว่า เจ้าภาพในการช่วยเหลือคนไทยคือ กระทรวงการต่างประเทศ ขณะนี้แรงงานไทยที่ต้องให้การช่วยเหลือมีประมาณ 200 คน แต่ส่วนใหญ่เดินทางไปเองโดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน จึงไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ

ทั้งนี้ ทางกรมการจัดหางานได้ส่งคณะทำงานเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด โดยอยู่ระหว่างให้แรงงานไทยรวมตัว และจัดสรรให้เดินทางกลับมาประเทศไทยโดยเครื่องบินที่กระทรวงการต่างประเทศ จัดเตรียมให้

(สำนักข่าวไทย, 18-8-2556)

 

คนงาน รง.พลุระเบิดจันทบุรีร้อง “ปวีณา” ช่วยเหลือ

18 ส.ค. 56 - เมื่อเวลา 14.30 น. (18 ส.ค.) นายเทียมเทพ พาวังหิน  อายุ 47 ปี ชาว จันทบุรี พาภรรยาและลูกสาววัย  11 ปี  เข้าร้องเรียนกับนางปวีณา  หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ขอความช่วยเหลือกรณีภรรยาและลูกได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังมีญาติอีก 2 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์โรงงานพลุระเบิดในพื้นที่ ม.8  ต.ท่าหลวง  อ.มะขาม จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา และขณะนี้นายจ้างไม่รับผิดชอบ สำหรับลูกสาวนั้นทำงานหารายได้ช่วงปิดเทอม โดยนายจ้างให้ค่าแรงวันละ 100 บาท

ด้านนางปวีณา  กล่าวว่า จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมที่สุด รวมถึงดำเนินการกับนายจ้างกรณีใช้แรงงานเด็กและไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะช่วยเหลือดูแลตามสิทธิอันเป็นธรรม และจะติดตามความคืบหน้าของคดี

(สำนักข่าวไทย, 18-8-2556)

 

ขสมก.ร่วม สสส.รณรงค์สกัดภัยคุกคามทางเพศบนรถเมล์

19 ส.ค.- ขสมก.ร่วมกับ สสส.รณรงค์สร้างพื้นที่ปลอดภัยคุกคามทางเพศบนรถ ขสมก.โดยให้พนักงานขับรถ และพนักงานเก็บค่าโดยสาร สอดส่องดูแลไม่ให้มีการคุกคามทางเพศบนรถเมล์ พร้อมมีแต้มบันทึกความดี เป็นรางวัลชมเชยพนักงานที่มีผลงาน

คณะกรรมการป้องปรามและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศ ร่วมองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัวโครงการ “รณรงค์ร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยคุกคามทางเพศบนรถ ขสมก.”  เพื่อให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่บนรถทุกคนตื่นตัวไม่เพิกเฉยต่อการคุกคาม ทางเพศ ซึ่งมีผลวิจัยพบว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา บนรถประจำทางทุกสาย โดยพนักงานเก็บค่าโดยสารจะทำหน้าที่เข้าไปตักเตือนด้วยท่าทีสุภาพ หากไม่ได้รับความร่วมมือจะมีมาตรการเชิญให้ลงจากรถโดยสาร หรือปรึกษากับพนักงานขับรถเพื่อมีมาตรการเด็ดขาดต่อไป ภายในในงาน ได้เปิดตัวภาพยนตร์สั้นที่จะออกอากาศตามสื่อสารธารณะชื่อ “ขอ ขสมก.” และ “หยุด คุกคามทางเพศ” พร้อมรณรงค์ปิดสติกเกอร์ไปทั่วในสถานที่สาธารณะเพื่อเผยแพร่ ให้ประชาชนรับทราบและระวังตัว

นางศิริพร บุญเปี่ยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าหน้าที่ ขสมก.ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า จากการทดลองจากหน่วยที่เรียกว่าตาสับปะรด มาอบรมและเก็บข้อมูลการคุกคามทางเพศพบว่ามีมากในหลายรูปแบบ พนักงาน ขสมก.ต้องร่วมกันรับผิดชอบและจิตสำนึกช่วยเหลือสังคมไม่ยอมให้การคุกคามทาง เพศบนรถประจำทางดำเนินต่อไป ส่วนการให้แต้มรางวัลชมเชยพนักงานที่มีผลงาน หัวหน้าหน่วยเดินรถจะเป็นผู้บันทึกแต้มการทำดี

(สำนักข่าวไทย, 19-8-2556)

 

กกจ.ปลดล็อกเก็บค่าบริการไปทำงานต่างประเทศ

นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน(รง.) เปิดเผยว่า กกจ.กำลังแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้ จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ซึ่งเนื้อหาหลักจะกำหนดให้บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ 1 เท่าของเงินเดือน และให้เก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามความเป็นจริง ซึ่งจะมีการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับรายการค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเงิน เดือนของแต่ละประเทศโดยแยกเป็นกลุ่มประเทศเช่น เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ขณะนี้กกจ.ได้ประสานขอข้อมูลเหล่านี้ไปยังสำนักบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ ใน 13 ประเทศของกระทรวงแรงงาน และสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้นำมาแนบท้ายในร่างแก้ไขระเบียบข้างต้นเพื่อให้ บริษัทจัดหางานและแรงงานไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศได้ทราบว่าแต่ละประเทศมี รายการค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและเงินเดือนเท่าไหร่ รวมทั้งต้องมีเอกสารและหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบและ ยินยอมเพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริง
      
“ก่อนหน้านี้กกจ. ได้จัดทำร่างแก้ไขระเบียบเสร็จแล้วและได้เสนอต่อ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตรรมว.แรงงาน แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบเพราะอดีตรมว.แรงงานได้ให้กลับมาแก้ไขระเบียบให้ เนื้อหามีความละเอียดและรัดกุมมากขึ้น กกจ.จึงกำลังแก้ไขระเบียบใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละประเทศจะไม่เท่ากันเพราะมีรายละเอียดรายการที่ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างกัน แต่โดยภาพรวมของการไปทำงานต่างประเทศมีรายการค่าใช้จ่ายหลักๆคือ ค่าวีซ่า ค่าขอใบอนุญาตทำงาน ค่าตรวจโรค ค่าประกันชีวิต บางประเทศเช่น อิสราเอลมีค่าดูแลคนงานไทย เมื่อกกจ.ได้ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ 13 ประเทศและสถานทูตไทยในแต่ละประเทศมาแล้ว จะเร่งแก้ไขระเบียบแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ หลังจากนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณากฎหมายของกระทรวง หากผ่านความเห็นชอบก็เสนอร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) ต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแต่ละประเทศจะมีรายการค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและเงินเดือนเท่าไหร่ซึ่งแนบ ท้ายระเบียบที่แก้ไขนั้นจะต้องมีการปรับปรุงข้อมูลเป็นระยะเพื่อให้มีความ ทันสมัย ” อธิบดีกกจ. กล่าว
      
นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กกจ.ได้ให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานไทยที่จะไปทำ งานต่างประเทศโดยให้เรียกเก็บค่าบริการได้ 1 เท่าของค่าจ้างรายเดือนในเดือนแรก นอกจากนี้ ก็ให้เก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามความเป็นจริงโดยเก็บได้สูงสุดเกิน 2 เท่าของค่าจ้างรายเดือน ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่าบริษัทจัดหางานใดกระทำผิดเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่าย สูงกว่าที่กำหนด ก็จะลงโทษโดยพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราวต่ำสุด 30 วันและสูงสุดไม่เกิน 120 วัน ถ้ากระทำผิดซ้ำอีกจะเพิกถอนใบอนุญาต

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 19-8-2556)

 

เลขาฯ สปส.หวั่นลดส่งเงินสมทบเหลือร้อยละ 2 กระทบกองทุนประกันสังคม

19 ส.ค.- นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีที่ นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ 4 ด้าน รวม 20 มาตรการ ซึ่งมีมาตรการลดเงินประกันสังคมที่ปัจจุบันจะลดให้ทั้งฝ่ายลูกจ้างและนาย จ้างฝ่ายละร้อยละ 4  ลงให้เหลือฝ่ายละร้อยละ 2 เพื่อช่วยเหลือต้นทุนของภาคการส่งออกและการผลิต เป็นหนึ่งในนั้นด้วยว่า

คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) จะต้องมาหารือ เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งว่าจะรับมาตรการนี้ได้หรือไม่เพราะว่า ที่ผ่านมาทาง สปส.ได้ลดเงินสมทบประกันสังคมมาอย่างต่อเนื่อง หากจะให้ลดลงเหลือร้อยละ 2 นั้น เกรงว่าจะมีผลกระทบจากผู้ประกันตนเองเนื่องจากในปัจจุบันเงินทุนสำรองที่ สปส. มีอยู่ก็ลดลงเรื่อย ๆ หากมีสถานการณ์ที่ฉุกเฉินขึ้นมาอาจจะไม่สามารถนำเงินทุนมาช่วยเหลือผู้ ประกันตนได้

(สำนักข่าวไทย, 19-8-2556)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์