สงครามอันชอบธรรม กับ โนเบลสาขาสันติภาพ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

*บทความนี้เขียนขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากสื่อภาคภาษาอังกฤษของสำนักข่าวต่างๆ ที่ชี้ว่า รัฐบาลซีเรียมีส่วนในการใช้อาวุธเคมีจริงตามรายงานเบื้องต้นของคณะตรวจอาวุธจากสหประชาชาติ ซึ่งเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่ใช้ในการนำมาวิเคราะห์ตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในบทความ ทั้งนี้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความซับซ้อนของข้อเท็จจริงและข้อสังเกตทั้งหลายเกี่ยวกับการใช้อาวุธตามทฤษฎีสมคบคิด แต่ก็ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้เนื่องจากข้อจำกัดที่ได้กล่าวไว้แล้ว

ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางที่กำลังเขม็งเกลียวเนื่องจากมีแนวโน้มว่าสหรัฐอเมริกาจะประกาศทำสงครามกับรัฐซีเรียนั้น กำลังเป็นที่ถกเถียงถึงความชอบธรรมของการทำสงครามในครั้งนี้เฉกเช่นการทำสงครามครั้งก่อนๆ ของสหรัฐอเมริกา

หากลองวิเคราะห์ย้อนหลังจะพบว่าสหรัฐอเมริกาจะมีข้ออ้างบางประการ “ก่อน” การทำสงคราม เนื่องจากการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและระบบกฎหมายระหว่างประเทศได้กำหนดเงื่อนไขในการทำสงครามไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้กำลังอาวุธก่อสงครามอันจะกระทบกระเทือนต่อสันติภาพของประชาคมโลก

ในการทำสงครามกับอิรักรอบแรก สหรัฐได้อ้างเรื่องการรุกรานคูเวต และนำเรื่องดังกล่าวเข้าขอมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก่อนที่จะใช้กำลังอาวุธเข้าทำสงครามโดยมีพันธมิตรชาติอื่นเข้าร่วมหรือมีความเห็นคล้อยตาม เป็นสงครามที่ชอบธรรมในสายตาชาวโลกปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

แต่ในการทำสงครามกับอิรักรอบสอง มีการอ้างเรื่องอิรักสะสมกำลังอาวุธที่มีประสิทธิภาพร้ายแรง หรือ การทำสงครามกับอัฟกานิสถานก็อ้างการปราบปรามรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายที่เป็นภัยต่อสหรัฐ นั้น มิได้มีการร้องขอมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ การทำสงครามทั้งสองจึงตกหนักอยู่กับกองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรหลักจำนวนหนึ่ง และต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านและเรียกร้องให้ยุติการรุกรานประเทศอื่น ซึ่งมีส่วนเพาะบ่มความรู้สึกเกลียดชังต่อสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร เช่น สหราชอาณาจักรให้ต้องเผชิญ “ความเสี่ยง” กับภัยก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกันมีการเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงถาวรที่ประกอบด้วย สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย มีมติส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงใน ซูดาน ดาร์ฟูร์ โคว้ตติวัร์ และอีกหลายกรณีในทวีปอัฟริกา แต่กลับมิได้มีการตอบสนองแม้จะมีหลักฐานที่ชัดเจนถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชกรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ  จึงเกิดข้อสนเท่ห์ว่า บทบาทของกองทัพและการใช้กำลังทำสงคราม มีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรมและปกป้องคนที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ จริงหรือไม่ ในกรณีที่ต้องใช้กองกำลังเข้ารักษาสันติภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทำไมไม่มีมติและการดำเนินการใดๆ

ดังนั้นการประกาศทำสงครามจึงมีผลต่อ “การตระหนักว่าสิ่งใดเป็นกฎหมาย” และ “การปฏิบัติตามหลักกฎหมาย” เป็นอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศใช้ในระดับโลก มิใช่กฎหมายภายในที่มีขอบเขตในเพียงระดับรัฐ ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศจึงแสดงออกด้วยการออกมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อยืนยันหลักการกฎหมายว่า “สิ่งใดต้องห้ามด้วยกฎหมาย” และ ควรมี “มาตรการในการบังคับตามกฎหมาย” อย่างไรบ้าง

ในกรณีซีเรีย รัฐบาลซีเรียมีส่วนสำคัญในการใช้อาวุธเคมีในการโจมตีประชาชนซึ่งเป็นพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธที่เกิดขึ้นภายในประเทศ การใช้อาวุธเคมีถือเป็นการละเมิดกฎหมายสงครามอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการใช้กำลังที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้นและกว้างขวาง ไร้ซึ่งมนุษยธรรม

กฎหมายสงครามถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ มานานนับศตวรรษและการใช้อาวุธเคมีก็เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเข้มแข็งเสมอมาว่าเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายอย่างชัดเจน นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การใช้อาวุธเคมีโจมตีเป้าหมายพลเรือนหรือทำให้พลเรือนได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงนี้ถือว่าเป็นความผิดว่าด้วยอาชญากรรมระหว่างประเทศ ในลักษณะอาชญากรรมสงคราม ซึ่งมีรายละเอียดขององค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ บัญญัติไว้

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศพัฒนามาจากกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศโดยมิได้อาศัยความสมัครใจในการเข้าร่วมผูกพันของรัฐซีเรียหรือรัฐต่างๆ โดยกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วยสงครามได้มีรวบรวมบทบัญญัติเป็นสนธิสัญญา ดังปรากฏรายละเอียดของกฎหมายที่เรียกว่าชุด สนธิสัญญาเจนีวา อย่างไรก็ดีการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมสนธิสัญญามิใช่สาระสำคัญนัก เนื่องจากเรื่องการห้ามใช้อาวุธเคมีถือเป็นเรื่องกฎหมายจารีตประเพณีที่บังคับกับทุกรัฐอยู่แล้ว แม้ไม่ได้ลงนามและให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาเจนีวาก็ตาม

กฎหมายสงครามหรือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้ให้บทบัญญัติว่าด้วยวิธีการทำสงคราม โดยการทำสงครามต้องไม่ใช้อาวุธที่เป็นภัยเกินเหมาะสม คือ ทำให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงเกินควร และอาวุธมีผลเป็นวงกว้างไม่สามารถควบคุมเป้าหมายให้จำกัดอยู่ในขอบเขต

การใช้อาวุธเคมีจึงเป็นอาวุธร้ายแรงต้องห้าม เนื่องจากควบคุมเป้าหมายได้ยากและสร้างอันตรายต่อมนุษย์อย่างร้ายแรง ดังปรากฏการเสียชีวิตของพลเรือนชาวซีเรีย

ในกรณีนี้คืออาวุธเคมี จึงเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยกฎหมาย และต้องการมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อชี้ว่า การใช้อาวุธเคมีต้องยุติลงและผู้ใช้ต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ใช้และการใช้อาวุธเคมีจึงเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศด้วยเพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เข้าเงื่อนไขการพิจารณาโทษของศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นความผิดในเขตอำนาจศาลสากลเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกรัฐในการพยายามส่งผู้กระทำความผิดเข้ารับการพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ

คำถามที่ว่า การทำสงครามมีความจำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบด้วยความจำเป็นในการยุติการละเมิดสิทธิมิให้เกิดซ้ำ และการพยายามเข้าไปจับกุมอาชญากรสงครามเพื่อมาดำเนินคดี การทำสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นต้องมีเงื่อนไขการใช้กำลังตาม หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ให้อำนาจคณะมนตรีความมั่นคงในการออกมติ กำลังรักษาสันติภาพเข้าไปยุติการละเมิดสิทธิ และนำอาชญากรเข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ

การทำสงครามกับซีเรียนี้จึงมีความจำเป็นเพื่อบีบบังคับให้ยุติการละเมิดกฎหมาย และนำผู้กระทำผิดมาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อพิจารณาคดีและลงโทษให้ได้

แต่ก็มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดำเนินการ คือ ควรนำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อขอมติ ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปซีเรีย เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า “ใครทำอะไร ผิดกฎหมายจริงหรือไม่” ก่อนที่จะมีมาตรการส่งกองกำลังเข้าไปในรัฐเอกราชอย่างซีเรีย เพราะหากไม่มีกระบวนการดังกล่าวเสียแล้ว การส่งกองทัพเข้าไปของสหรัฐอาจเป็นการรุกรานรัฐอื่นเสียเอง และมีผลต่อความชอบธรรมในการทำสงคราม และเป็นการทำลายหลักกฎหมายเสียเอง

ความกังวลจึงเกิดขึ้นหากสหรัฐอเมริกาจะไม่ขอมติจากคณะมนตรีฯ ซึ่งถือเป็นการรุกราน แต่ประชาคมโลกก็ทำอะไรกับสหรัฐอเมริกาในทางกฎหมายไม่ได้ เพราะอเมริกามีอำนาจในการวีโต้ มติลงโทษของคณะมนตรีความมั่นคงฯ คือ รัฐสมาชิกถาวรทั้ง 5 ได้เขียนกฎบัตรสหประชาชาติให้อำนาจพิเศษนี้ไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากทั้ง 5 รัฐเป็นแกนนำหลักของฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงคราม

เพราะฉะนั้น สถานการณ์ขณะนี้จึงอยู่ที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาว่าจะเลือกทางเดินใด เพราะจะมีผลต่อความชอบธรรมของการทำสงคราม และการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพบนพื้นฐานของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไร

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า โนเบลสาขาสันติภาพที่ให้แต่ละยุคจะสะท้อน 2 เงื่อนไข คือ
1.สิ่งที่คนเหล่านั้นทำหรือควรทำต้องเป็นที่ยอมรับโดยกฎหมายระหว่างประเทศในขณะนั้น
2.สิ่งที่ผู้มอบรางวัลต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ได้รับรางวัลเป็นตัวแทนของความหวังเรื่องอะไร

ดังนั้นบทบาทและการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจึงมีผลต่อสันติภาพของโลกอย่างมาก เป็นเหตุให้ผู้มอบรางวัลโนเบลและประชาคมโลกต้องจับจ้องและกดดันให้การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอยู่บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ตราบเท่าที่กฎบัตรสหประชาชาติยังให้อำนาจพิเศษแก่รัฐมหาอำนาจดังที่เป็นมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์