สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: การศึกษาไทยยังเกรียนอยู่

"เรื่องระบบการศึกษาไทย หลายคนคิดว่ามันล้มเหลวที่เด็กจบมาเเล้วคิดไม่เป็น เเต่จริงๆมันประสบความสำเร็จต่างหากเพราะถ้าคิดดูดีๆ การศึกษาไทยมันก็ไม่ได้กะจะสร้างเด็กที่คิดเป็นตั้งเเต่เเรกเเล้ว ก็เเค่สร้างเด็กว่านอนสอนง่ายอยู่ในกรอบ ยอมหมอบกราบต่อขนบธรรมเนียม ต่อผู้มีอำนาจ ลองดูกิจกรรมต่างๆที่เราทำกันในโรงเรียนสิ ลองดูชุดที่เราใส่ ทรงผมของเรา วิธีคิดต่างๆ ค่านิยม ล้วนถูกกำหนดกรอบอันดีงามมาหมด เด็กไทยไม่ได้เกิดมาคิดไม่เป็นหรอกเเต่ระบบการศึกษาไทยต่างหากที่ทำให้เด็กคิดไม่เป็น"

จากเฟซบุ๊กของ Karn Chusatakarn

 

ในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทย โดย World Economic Forum (WEF) ซึ่งระบุว่า ระดับคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ในภูมิภาคอาเซียน โดยรองจากประเทศเวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาอย่างมาก และกลายเป็นประเด็นที่รองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ต้องเสนอว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยพิจารณาจากหลักสูตรและคุณภาพผู้สอน และยังเชื่อว่า ถ้ามีการจัดการที่ดีพอ การศึกษาไทยก็ยังสามารถที่จะยกระดับคุณภาพได้

ที่ยกเอาประเด็นนี้มาคงไม่ได้ต้องการที่จะเห็นคัดค้านข้อมูลของ WEF เพียงแต่เห็นว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหามาเป็นเวลาช้านาน ด้วยเหตุนี้จึงมีนักเรียนมัธยมกลุ่มหนึ่งได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อเสนอแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษา โดยใช้ชื่อว่า สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อปฏิวัติระบบการศึกษาไทย สมาพันธ์นี้ได้ออกแถลงการณ์ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 โดยอธิบายว่ามีนักเรียนจาก 13 สถาบันเข้าร่วม และเลขาธิการของสมพันธ์นักเรียนฯในขณะนี้คือ เนติวิทย์ โชติไพศาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ขณะนี้องค์กรนี้ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักเรียนทั่วไป และเฟซบุ๊กของสมาพันธ์นักเรียนฯมีคนเข้ามากดถูกใจมากกว่า 15,000 คน จึงถือเป็นปรากฏการณ์อันน่าสนใจในวงการศึกษาไทย

แถลงการณ์สมาพันธ์นักเรียนฯได้อธิบายว่า ความล้มเหลวของการศึกษาไทยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็น แต่มาจากการขาดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร อันเนื่องมาจากการขาดความรับผิดชอบของระบบการศึกษาต่อนักเรียนและผู้ปกครอง การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างความรับผิดชอบของผู้จัดการศึกษา ทั้งภาครัฐ โรงเรียน และครู

ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของสมาพันธ์นักเรียนฯ เช่น การลดชั่วโมงเรียน เพื่อให้เด็กได้แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายหรือกิจกรรมที่เขาสนใจ ไม่เคร่งเครียดกับการเรียนอย่างเดียว มีเวลาทำงานอดิเรกหรือบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม การจัดการเรื่องการแข่งขันในการเรียนให้เป็นไปเพื่อพัฒนาศักยภาพของแต่ละบุคคล มากกว่าจะมาทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การวิพากษ์และตั้งคำถามต่อตำราเรียน และการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างกฎระเบียบ เป็นต้น

เนติวิทย์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบการศึกษาของไทยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คิดแย้งได้ ตั้งคำถามได้ ชอบให้คิดไปในแบบเดียวกัน ถ้าใครชอบตั้งคำถาม จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา แต่ประเด็นสำคัญที่เนติวิทย์เสนอ คือ การ“ยกเลิกความเป็นไทย” ซึ่งเขาหมายถึง

“ความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นความเป็นไทยที่ไม่มีประโยชน์ เป็นความเป็นไทยที่ไม่มีเหตุผล แล้วก็ความเป็นไทยตรงนี้ก็เอาไปผูกโยงกับวัฒนธรรมการห้ามเถียงห้ามถาม อาทิเช่น กรณีทรงผมนักเรียน กรณีเคารพธงชาติ ก็อ้างว่านี่คือความเป็นไทย เราเป็นคนไทย ชาติไทยไม่เหมือนชาติอื่นในโลก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเขาก็เลยได้รับรู้มาแบบนี้ว่าอ๋อนี่คือความเป็นไทย ทำให้ความเป็นไทยกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายไปเลย ทำให้ผมเสนอยกเลิกความเป็นไทยตรงนี้”

เนติวิทย์ยังอธิบายด้วยว่า ในส่วนเนื้อหาสาระการเสนอ โดยเฉพาะวิชาสังคมศึกษา หมวดประวัติศาสตร์ เป็นการเรียนการสอนอันคับแคบ เน้นการท่องจำจนเกินไป และยัดเยียดชุดความคิดแบบด้านเดียวที่พวกเขาสร้างประดิษฐ์กรรมขึ้นมา ซึ่งซึมเข้าสู่สังคมจนสังคมคิดวิเคราะห์ไม่เป็น การศึกษาอดีตของไทยจึงเป็นของปลอม ไม่ให้คนมีความลึกซึ้ง คนที่อยากจะเรียนรู้จึงหวังพึ่งตำราเรียนไม่ได้

สรุปแล้วเนติวิทย์ได้เสนอข้อเสนอที่มีความแหลมคมหลายเรื่อง เช่น การยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน ยกเลิกการเคารพธงชาติทุกเช้า การคัดค้านการสวดมนต์ และการสอนพุทธศาสนาในโรงเรียน แต่ให้สอนศาสนาสากลแทน เพราะเห็นว่า การนับถือศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกชน ไม่ควรบังคับศรัทธาแบบรวมหมู่ ซึ่งจะไม่ทำให้คนเข้าใจพระรัตนตรัยที่เนื้อหาสาระ เป็นแต่เพียงพิธีกรรม และล่าสุด คือ การคัดค้านระบบโซตัสในโรงเรียน และระบบที่เน้นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในโรงเรียน โจมตีการหมอบคลานในโรงเรียนกรณีวันไหว้ครูว่า เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน โจมตีการเซ่นไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้กระทั่งรูป เสด็จพ่อ ร.5 ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

กรณีเหล่านี้ที่ทำให้เด็กนักเรียนอายุเพียง 16 ปีอย่างเนติวิทย์ถูกโจมตีอย่างหนักจากผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม และเห็นว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมอันดีงาม และที่สำคัญยังถูกรุมกระหน่ำในสื่อมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์แนวหน้า และ สำนักข่าวทีนิวส์ รวมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มที่ต่อต้านสมาพันธ์นักเรียนฯโดยตรง ประเด็นหลักใจการโจมตีคือการเสนอว่า เนติวิทย์เป็นเด็กที่มีแนวคิดอันตราย เสนอสิ่งที่สุดขั้วรุนแรงและ“ต้องการโค่นล้มรากเหง้าวัฒนธรรมของชาติตนเอง อันเป็นสิ่งที่คนส่วนมากยังไม่สามารถยอมรับได้” มีการด่าด้วยถ้อยคำก้าวร้าวรังเกียจ (hate speech) และที่ร้ายกว่านั้น ก็คือการหาทางโจมตีเนติวิทย์ด้วยข้อหาโค่นล้มสถาบัน หวังจะเอาเข้าคุกห้ามประกัน เพื่อจะขจัดความคิดที่พวกเขาเห็นว่านอกรีตเช่นนี้ แล้วกลับมาทำให้สังคมไทยคิดแบบเดียวกันเหมือนเดิม

กรณีของสมาพันธ์นักเรียนฯ และเนติวิทย์นี้ สะท้อนความหน้าไหว้หลังหลอกอย่างหนึ่งของสังคมไทยอย่างชัดเจน เพราะคนจำนวนมากต่างพูดกันว่า ต้องการให้เด็กไทยคิดเป็นวิเคราะห์เป็น แม้กระทั่งปรัชญาการศึกษาที่เป็นทางการก็เสนอเป้าหมายให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ แต่กรณีวิพากษ์และโจมตีเนติวิทย์ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยเพียงต้องการให้เด็กคิดในกรอบที่ผู้ใหญ่ชอบ และกลัวต่อการที่เด็กจะวิเคราะห์อะไรไปถึงที่สุด ไปไกลกว่าผู้ใหญ่

นี่ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะการศึกษาไทย แต่เป็นปัญหาความคับแคบทางความคิดของสังคมไทยทั้งหมด

 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์