คุยกับ “ศาสดา” เรื่องหนุน “ธเนศ วงศ์ฯ” - “สศจ." นั่งอธิการ มธ. และโปสเตอร์ “อั้มเนโกะ”

000

1

ศาสดา กับกระแสเชียร์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นอธิการบดี มธ.

แรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์ ส่งผลต่อโลกออฟไลน์ในหลายกรณี ล่าสุด ปรากฏการณ์ เสนอชื่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างความฮือฮา เมื่อชื่อ “ธเนศ วงศ์ยานนาวา” อาจารย์ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็น “มนุษย์โพสต์โมเดิร์น” มีคะแนนนำ แคนดิเดทตัวจริง จากการโหวตเสนอของนักศึกษา มธ.ศูนย์ลำปาง

ขณะที่ ก่อนหน้านั้น 1 คืน ชาวโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผู้สนใจวิชาการสายสังคมศาสตร์ เพิ่งจะคลิ๊กไลค์ กดแชร์ หรือหัวเราะ กับสเตตัส10 เหตุผลในการเลือก “ธเนศ” และ “สมศักดิ์” เป็นอธิการบดี ของเพจ “ศาสดา” ในบรรยากาศที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน “ธรรมศาสตร์” เพิ่งมีประเด็นร้อนผ่านโลกออนไลน์ ภายหลัง นักศึกษากลุ่มหนึ่งเผยแพร่โปสเตอร์ 4 ภาพเซ็กซ์ เพื่อต่อต้านการบังคับแต่งชุดนักศึกษา พร้อมคำอธิบายของ “อั้มเนโกะ” นักศึกษาในภาพ

วันนี้ แอดมินเพจ “ศาสดา” มาเฉลย เบื้องหลัง 10 เหตุผล ว่า ข้อไหนอำ ข้อไหนจริง และ จินตนาการต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากอธิการบดี คือ 2 อาจารย์ตามชื่อที่เสนอมา รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นต่อโปสเตอร์ 4 ภาพเซ็กซ์ ของ “อั้มเนโกะ”ในฐานะที่ “ศาสดา” เป็นรุ่นพี่หรือศิษย์เก่าธรรมศาสตร์

-ทำไมโพสต์สเตตัสเสนอชื่อ อาจารย์ธเนศ กับ อาจารย์สมศักดิ์ เป็น อธิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อยากให้มีสีสัน เพราะมีความรู้สึกว่า การเลือกอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงหลังๆ มันแห้งเหี่ยว ไม่มีชีวิตชีวา เอาเข้าจริงๆ เด็กธรรมศาสตร์ ก็รู้อยู่แล้วว่า ใครจะได้เป็นอธิการบดี ซึ่งคนที่ติดตาม การเมืองภายในธรรมศาสตร์ แวดวงการเลือกอธิการบดี ก็จะรู้ว่าธรรมศาสตร์มี “สาย” ไม่ได้หมายถึงเส้นสาย แต่สายที่ทำให้รู้ว่าใครจะเป็น ใครจะต่อ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ปี 2520 กว่าๆ ผมก็เลยคิดว่ามันไม่มีความน่าตื่นเต้นอะไร

ส่วนอธิการคนปัจจุบัน ถ้าให้ผมพูดตรงๆ ก็จืดชืดมาก คือ เขาอาจจะดี เพราะบางเรื่องก็ออกมาปกป้องสิทธินักศึกษา แต่ว่าโดยหลักๆ  แล้วไม่มีบรรยากาศของการแข่งขัน ไม่มีบรรยากาศของการมีส่วนร่วม ไม่มี บรรยากาศที่นักศึกษาบอกว่าอยากเลือกคนนี้ หรือสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ทั้งๆ ที่มองจากภายนอกแล้ว ธรรมศาสตร์ คือมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มีเรื่องการเมืองในพื้นที่นี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ธรรมศาสตร์ ไม่มีเรื่องนี้เลย

เมื่อผมรู้สึกว่าจืดชืด ไม่มีบรรยากาศ ก็เลยคิดว่า น่าจะเสนอใครสักคนที่เด็กน่าจะชอบ  ก็เลยเสนอชื่อ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา และ  อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่ง ก็เป็นที่นิยมในหมูนักศึกษาปัจจุบันมาก

-ทำไมต้องเป็น 2 ท่านนี้

ผมเป็นลูกศิษย์ทั้ง 2 ท่าน ในส่วนอาจารย์ธเนศ ผมเคยเรียนประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองกับเขา แล้วก็ได้อะไรเยอะ ได้ซึมซับวิธีคิด การมองโลก อะไรต่างๆ จนกระทั่งเกิดเป็นเพจ “ศาสดา” ก็เพราะการเรียนกับอาจารย์ธเนศ เป็นส่วนสำคัญมากเลย

อาจารย์ธเนศ มีบุคลิกของการเป็นคนพูดตรงๆ เป็นคนที่เข้าใจความยาก สามารถอธิบายให้มันง่ายๆ ได้ ฉะนั้น หลายๆ สิ่งที่อาจารย์ธเนศสื่อออกมานี่ ในสายตาคนทั่วไปอาจจะมองว่า สุภาพบ้างไม่สุภาพบ้าง แต่มันโดนใจนักศึกษา เพราะมันใช่และมันจริง

โอเค แน่นอน ผมรู้ว่า การเสนอชื่ออาจารย์ธเนศนี่ อาจารย์ธเนศ ไม่รับแน่นอน เพราะ คนที่ทำงานวิชาการแบบนี้ เขาไม่สนใจตำแหน่ง เขาไม่อยากไปนั่งบริหารหรอก เขาไม่อยากไปนั่งแข่ง ไปเสี่ยงกับการโดนวางยา ในระบบราชการหรอก แต่ว่าอย่างน้อยๆ ให้มันเป็นกระแส เป็นที่ฮือฮา ให้เด็กมีความรู้สึกว่า เฮ๊ย! ชีวิตมีตัวเลือกบ้าง

-อยากให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ รู้สึกว่าตัวเองสามารถเสนอได้

ใช่ จะเป็นใครก็ได้ คือธรรมศาสตร์ ฟรีอย่างหนึ่งคือ เสนอชื่อใครเป็นอธิการก็ได้ มีคนเสนอ หมอประเวศ วสี โผล่มาหนึ่งคะแนน ผมก็อยากเห็นหน้าคนเสนอเหมือนกันผมอยากให้นักศึกษาเสนอชื่อ อธิการ อย่างไร้ข้อจำกัด

-แล้วเสนออาจารย์สมศักดิ์เจียม เพราะอะไร
ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เรียนกับอาจารย์สมศักดิ์ 3 วิชา ประวัติศาสตร์รัสเซีย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และลงทะเบียนเรียนปรัชญาประวัติศาสตร์ ก็จะรู้จักอาจารย์สมศักดิ์ และรู้อยู่แน่นอนว่าคนอย่างอาจารย์สมศักดิ์ ไม่มีทางไปเป็นคณบดี ไปเป็นอธิการบดี ไม่รับตำแหน่งบริหาร

แล้วก็อย่างที่รู้กันว่า อาจารย์สมศักดิ์ เป็นคนที่มีคนตามอ่านในเฟซบุค และ พูดประเด็นที่ท้าทายในสังคม ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เขาไม่มีทางได้ตำแหน่งหรอก เพราะ คุณพูดเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ในสังคม คุณอยู่ในการเมืองไทยลำบาก

ผมจึงอยากเสนอว่ามีคนที่คิดแบบอาจารย์สมศักดิ์นะ มีคนสนับสนุนแนวนี้ และมีคนที่เชียร์แนวคิดนี้อยู่ ในธรรมศาสตร์ แล้วเขาอยากให้คนแบบนี้ เป็นอธิการ ไม่ใช่มีเฉพาะคนนิ่มๆ นิ่งๆ เออ ออ กับระบบไปอย่างเดียว

คือ การขึ้นมาเป็นระดับบริหารในธรรมศาสตร์ ผมไม่อยากให้เป็นภาพเดิมๆ ภาพแบบน่าเบื่อ พูดเนิบนาบตามวิชาการ มันไม่ inspireใคร คือการเป็นอธิการบดี นอกจากทำหน้าที่ราชการตามระบบบริหารแล้ว คุณควรจะมีอะไรบางอย่าง ให้กับสถาบันหรือ community ที่คุณอยู่ เช่น คุณอาจจะเป็นคนที่inspireนักศึกษาได้บ้าง เป็นคนที่กระตุกความคิด หรือ กล้ายืนยันในความถูกต้องบางอย่าง แม้สังคมจะไม่เห็นด้วยก็ตาม มันควรจะมีคนอย่างนี้ ขึ้นมาเป็นอธิการบดี

-เหตุผล 10 ข้อ ที่ควรเลือกทั้งสมศักดิ์ และ ธเนศ อันนี้ เรื่องจริง หรืออำเล่นๆ
มีทั้งจริงทั้งอำ แต่ส่วนมากที่อำ มันจะมาจากเรื่องจริง ที่มาของทั้งธเนศและสมศักดิ์ คือ ผมต้องการจะแซวว่า เรากำลังจะมีการเลือกอธิการบดีกันแล้ว ทีนี้ เสนอใครดี ระหว่าง 2 คนนี้ จะเสนอใครดี คนหนึ่งก็เป็นอาจารย์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเพจผม ส่วนอีกคนหนึ่งก็ป๊อบปูล่า ในโลกสังคมออนไลน์มาก อาจารย์สมศักดิ์ ได้รับความรู้จักในแง่ของคนที่เป็นคนทำงานและพูดถึงการปฏิรูปสถาบันค่อนข้างเยอะ เด็กสมัยใหม่ก็จะชอบ

ธเนศ วงศ์ยานนาวา (ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ )

-ใน10 เหตุผลที่คุณควรเลือก “ธเนศ วงศ์ยานนาวา” เป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ ข้อไหนจริง ข้อไหนอำ

ข้อ 1. ธเนศไม่เคยบังคับให้คุณเข้าเรียน ข้อนี้จริง และเป็นวัฒนธรรมทั่วไปของธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์ เราไม่ได้เช็คชื่อ ถ้าคุณใฝ่รู้คุณอยากเรียนคุณก็มา  แล้วจะชี้ผลกรรมตอนคุณสอบ

ข้อ 2. ธเนศเป็นคนที่มีสมาธิดีมาก ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในคลาส เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะมีเด็กห่ามๆ ไปจูบกันในคลาสอาจารย์ธเนศ แล้วเขาคงคิดว่าอาจารย์จะต่อว่าอะไร ปรากฏอาจารย์ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นเรื่องของคุณ เขาก็สอนปกติ

3. ธเนศเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ข้อนี้จริง คือ ผมเข้าเรียนคาบแรก 8 โมงเช้าที่มธ.ศูนย์รังสิตนะ หอพักอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยบางทีผมยังไปสาย แต่บางทีไปถึง 7.50 น. อาจารย์ธเนศ นั่งอยู่ในห้องรอแล้ว แล้วผมถามแก แกบอกว่าขับรถออกจากบ้านตี 5 เอาเสื่อมาปูนอน เอาแซนด์วิชมากิน คุณเจออาจารย์แบบนี้กี่คนในมหาวิทยาลัย 

4. ธเนศเป็นคนโผงผาง แต่ขับรถไม่เร็ว อันนี้จริงๆ ผมเคยนั่งรถแก  ที่ธรรมศาสตร์เราก็ขอติดรถอาจารย์ไปได้ บุคลิกแกน่าจะใจร้อน แต่ขับรถไม่เคยเกิน 70 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง (หัวเราะ) 

5. ธเนศเพิ่งมีลูก แน่นอนว่าตอนนี้ธเนศน่าจะมีความอ่อนโยนมากขึ้น อันนี้เรื่องจริงน่ารักๆ แซวกันเล่นๆ

6. มีความเชื่อลือกันในคณะรัฐศาสตร์ว่า ถ้าธเนศเป็นอธิการบดีเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่ธเนศจะทำ คือสั่งปิดมหาลัยอันนี้เป็นคำแซวจริงๆ

7. ธเนศเป็นคนแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ ไว้ผมกระเซิง ... ก็มีเรื่องกันประจำ บางคนคิดว่าเป็นยาม บางทีขับรถมายามไม่ให้จอด ไม่ให้ขึ้นตึก คิดว่าเป็นโน่นเป็นนี่เป็นนั่น ด้วยความที่บุคลิกสบายๆ

8. ธเนศเป็นคนที่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนมาก ธเนศประกาศเสมอว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศไทยเกิดความวุ่นวาย สิ่งแรกที่ธเนศจะทำ คือพายเรือหนี คือ อาจารย์ไม่ยุ่งการเมือง ไม่ออกมาเชียร์หรือต่อต้านฝั่งไหน ไม่อะไรทั้งสิ้น แกมองการเมืองเป็นความขัดแย้งเป็นปกติ

-ระหว่างให้เลือกเพื่อน กับ เลือกแสดงจุดยืนทางการเมือง อาจารย์เลือกเพื่อน

ใช่ ถูกต้อง แล้วมนุษย์หลายคนก็เป็นแบบนี้ ซึ่งทำให้อาจารย์ธเนศ มีลูกศิษย์ทุกสี คุณก็ยังคุยกับเขาได้

ข้อ 9. เมียธเนศทำกับข้าวอร่อยมาก มีคนแซวว่ารู้ได้ยังไง ผมรู้เพราะ เขาทำกับข้าวเลี้ยงตอนผมจะไปเรียนต่อภาษาที่ต่างประเทศ จัดปาร์ตี้เล็กๆ ให้ จริงๆ แฟนอาจารย์ก็อ่าน 10 ข้อนี้ แล้วขำกร๊าก

10. ธเนศคิดว่าปัญหาสำคัญของชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่ คือการเลี้ยงลูกแบบผู้ดีเกินไป เด็กสมัยใหม่จึงไม่รู้จักคำว่า "แตด" อันนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในคลาส หลายๆ ครั้งคือ การเรียนประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง เราเรียนแม้กระทั่งว่าทำไม เพศ จึงหยาบโลน ความเชื่อว่าเพศหยาบโลนสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ กำหนดวิธีคิดของคนอย่างไร แล้วเรื่องนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่อาจารย์บอกว่า ชนชั้นกลางสมัยใหม่ พยายามทำตัวเข้าไปอยู่ในวิถีของความสุภาพเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้ง เรากีดกันเรื่องเพศออกไป จนกระทั่งเราไม่มีภาษาเรียกขึ้นมาเฉยๆ

สิ่งที่เป็น คริสตอริส ในสังคมไทย คุณเรียกว่าอะไร เด็กรุ่นใหม่วัยรุ่นไม่รู้ด้วยซ้ำ ถ้าเรียกคริสตอริส ก็เป็นคำฝรั่ง ทั้งที่เรามีคำไทยแต่เดิม แต่เราไม่เรียก นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่าชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่ เลี้ยงลูกยังไง ประมาณนี้

-แล้ว 10 เหตุผลที่คุณควรเลือก "สมศักดิ์ เจียมฯ" เป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ มาได้อย่างไร

ข้อแรกผมแซวขำๆ 1. สมศักดิ์ เจียมฯ ไม่เคยแพ้ใครในใต้หล้า เพราะไม่ว่า ศาสดา จ่าพิชิต หรือนักวิชาการอย่าง ส.ศิวรักษ์ นิธิ เกษียร ภควดี พวงทอง ยุกติ ชัยวัฒน์ เดชา ฯลฯ ก็ล้วนแต่โดนสมศักดิ์เจียมไฝ้ว์มาหมดแล้ว อันนี้เรื่องจริง

2. สมศักดิ์ เจียมฯ เป็นตัวอย่างของข้าราชการไทยที่ดี เพราะทุกลมหายใจ สมศักดิ์ เจียมฯ จะขอทุ่มเทเพื่อสถาบันฯเท่านั้น ข้อนี้เคยมีการทำสำรวจแบบไม่เป็นทางการว่าสมศักดิ์จะพูดเรื่องสถาบันฯไม่ต่ำกว่า 500 ครั้งในแต่ละเดือน อันนี้ ก็เรื่องจริง ถามว่า ทำไมต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์บ่อย ก็เพราะ เป็นปัญหาใจกลางความขัดแย้ง ทางสังคมการเมืองไทย
เอาง่ายๆ คนที่รับไม่ได้กับทักษิณ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี)  เพราะคิดว่าทักษิณ จะไปล้มสถาบัน ขณะที่ถ้าคุณบอกว่า ไม่ชอบทักษิณเพราะคอรัปชั่น แล้วทำไมนักการเมืองคนอื่นคอรัปชั่นแล้วคุณรับได้ ทำไมยอมรับพรรคอื่นได้
ปัญหาจริงๆ ที่ทักษิณ ถูกสร้างให้เป็นปิศาจ คือความไม่จงรักภักดีในสถาบัน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าอภิปรายตรงๆ ก็เสี่ยงโดน มาตรา112 ฉะนั้น การไม่พูดเรื่องนี้ จึงเป็นปัญหาหลักของสังคมไทย แต่คนส่วนมากไม่เข้าใจ ก็ไปมองว่า ถ้าคุณพูดแปลว่าจะไปล้มเหรอ

3. ทุกคนรู้ว่าสมศักดิ์ เจียมฯ จบประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และรัฐศาสตร์จากออสเตรเลีย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าสมศักดิ์เจียมเคยจบแพทย์ศาสตร์ระดับปริญญาเอก สาขาการจัดกระดูก(สันหลัง) ที่มหาวิทยาลัยเปียงยาง ... อันนี้เป็นมุข เพราะเวลาอาจารย์สมศักดิ์ด่านักวิชาการ ด่าคนโน้นคนนี้ จะชอบใช้คำว่า “ไม่มีกระดูกสันหลัง”  ไม่รู้ว่าเป็นสำนวนฝรั่ง หรืออะไรนะ แต่คำว่า ไม่มีกระดูกสันหลัง ถูกใช้บ่อยมาก จนกระทั่งมีคนไปแซวว่า อาจารย์เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกสันหลัง ผมก็เลยเอามาแซวว่า อาจารย์จบแพทย์ศาสตร์ ปริญญาเอก เรื่องการจัดกระดูกสันหลัง (หัวเราะ)

คือ ถ้าคุณเป็นแฟนคลับอาจารย์สมศักดิ์จริงๆ คุณก็ต้องรู้ว่านี่มันเป็นมุข แล้วยิ่งบอกว่าจบจากมหาวิทยาลัยเปียงยางเนี่ย มันคือเมืองหลวงของเกาหลีเหนือ มึงจะบินไปเรียนเหรอ (หัวเราะ) มึงบินไปเรียนไม่ได้อยู่แล้ว (หัวเราะ) ฉะนั้น นี่เป็นเรื่องโกหกสมมุติ แต่ก็มีคนเชื่อจริงๆ แต่เป็นเรื่องไม่จริง

4. สัตว์ที่สมศักดิ์ เจียมฯ รักที่สุดคือหมา ลูกศิษย์ลูกหามักจะเรียกว่า "มูมู่"  อันนี้ก็เรื่องจริง แต่เอามาแซวเพราะน่ารักดี

5. สมศักดิ์ เจียมฯ เป็นคนที่มีหลายฉายา ตั้งแต่ เสด็จพ่อ บาร์โฟสศจ. SJ จนไปถึง หัวโต และอาจารย์หงอก ล่าสุดกลุ่มลูกศิษย์มีความพยายามจะตั้งฉายาใหม่ให้ว่า "เจียมมี่" เพราะมองว่าฉายาเก่าโหดเกินไป คือผมมองว่า บางคนเอาประเด็นเรื่องกายภาพ เช่น ผมหงอก หรือ หัวโต มาบั่นทอนความน่าเคารพนับถือ หรือเหตุผลที่เขาให้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าคุณมีมุมมอง (Position) ยังไงกับเขา

6. สมศักดิ์ เจียมฯเคยได้รับการยกย่องจากคณะบัญชี เพราะสามารถบวกลบคูณหารงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์ได้ถูกต้องแม่นยำทุกปี โดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข อันนี้เป็นการแซวกันเพราะ ทุกปีอาจารย์สมศักดิ์ จะมีการบวกลบตัวเลขมา

ส่วนข้อ 7. ... ข้ามไปดีกว่า...

ข้อ 8. สมศักดิ์ เจียมฯ เคยมีผลงานชื่อ "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" ทุกวันนี้กลายเป็นหนังสือหายากในตำนาน และมีคนพยายามไปขโมยจากห้องสมุดมหาวิยาลัยต่างๆอยู่เสมอๆ เรื่องนี้เรื่องจริง เพราะพิมพ์แค่ครั้งเดียว ไม่รู้ทำไมไม่พิมพ์ต่อ แต่ว่า หลายคนที่อยากได้ ก็พยายามไปขโมย แต่ไม่ควรทำ เดี๋ยวนี้ เข้าใจว่าหาโหลดได้ทางอินเตอร์เน็ตแล้ว แล้วเป็นหนังสือถูกกฎหมาย ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร

9. เมื่อหลายปีก่อน สมศักดิ์ เจียมฯ เคยได้รับพระราชทานข้าวขาหมูจากสมเด็จพระเทพฯจำนวน 1 ห่อ และได้รับเชิญให้ร่วมโต๊ะเสวย ลูกศิษย์สมศักดิ์ทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องนี้ต่างก็ตกใจ และซาบซึ้งจนน้ำตาไหลไปตามๆกัน นี่เป็นเรื่องจริง เมื่อครั้งอาจารย์สมศักดิ์ ได้รับเชิญไปบรรยายที่โรงเรียนนายร้อย จปร.  

10. สมศักดิ์ เจียมฯ มักจะไปปรากฏตัวในทุกที่ที่มีการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าการอภิปรายนั้นจะเกิดขึ้นในพื้นที่ลับแลมากแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะในทวิตเตอร์เฟสบุ๊ค เว็บบอร์ด หรือในพื้นที่ทุรกันดารใดๆ สมศักดิ์เจียมก็สามารถใช้วาร์ปโผล่ไปได้เสมอๆ ประหนึ่งว่า "ที่ใดมีสถาบันฯ ที่นั่นมีสมศักดิ์ เจียมฯ".... อันนี้เป็นการแซว เพราะคงมีคนส่งลิงค์เรื่องนี้ให้ อาจารย์ แกก็จะไปเขียนด้วย พร้อมไปเถียงได้ทุกที่ การดีเบตเป็นการแลกเปลี่ยนแบบหนึ่ง

-ตอนตั้งสเตตัส ถึง 2 ท่านนี้ คาดไหมว่า จะมีการโหวตอาจารย์ธเนศ ตามมาจำนวนมาก

คือ ตอนที่ทำ ผมไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่โหวตเสนอชื่ออธิการบดี เพราะรู้แค่ว่า ช่วงนี้ จะมีการเลือกอธิการบดี แต่ไม่รู้ว่าวันไหน ที่ทำเพราะความสนุกล้วนๆ ผมโพสต์ ให้เลือก 2 ท่านนี้ วันที่ 11 ก.ย. แล้วคืนวันนั้น ก็เพิ่งรู้ว่าจะมีการโหวตในวันที่ 12 ก.ย.

-โดยกระบวนการแล้ว แม้ ธเนศ จะได้รับเสียงโหวตจำนวนมาก จากลำปาง ก็ไม่เพียงพอจะเป็นอธิการบดี

ใช่ ผลจากที่ มธ.ศูนย์ลำปาง อาจารย์ธเนศได้ไป 140 กว่าคะแนน ขณะที่อาจารย์สมคิดซึ่งเป็นแคนดิเดท น่าจะได้เป็นอธิการบดีต่อในสมัยที่ 2ได้แค่ 22 คะแนน ส่วนคะแนนที่ธรรมศาสตร์ศูนย์อื่น อย่างรังสิต คะแนนก็อาจจะเป็นอีกแบบ แต่ ระบบของธรรมศาสตร์ ต่อให้คุณได้คะแนนที่ 1 แต่ถ้าสภามหาวิทยาลัยไม่เลือกคุณ ก็ไม่มีผล

ธรรมศาสตร์ ให้มีการโหวตจริง ทั้ง อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ให้แบ่งเป็น 3 สาย แต่การโหวตแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณได้คะแนนสูงสุด เขาจะเลือกคุณ มันไม่ใช่ เพราะ ธรรมศาสตร์ ก็เหมือนวุฒิสภา คือ มีระบบคัดสรร คัดเลือก “ระบบลากตั้ง” ผมใช้คำนี้ คือ ให้ไปโหวตก็เท่านั้น เพราะ สุดท้าย สภามหาวิทยาลัย ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ก็เลือกใครเข้ามาก็ได้สักคนหนึ่ง

แล้วที่นักศึกษาโหวตมันมีความหมายอะไร นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทำไม การโหวตอธิการบดีธรรมศาสตร์ เด็กธรรมศาสตร์ 90% ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครให้ความสำคัญ เพราะ ต่อให้โหวตไป เขาก็ไม่นับว่าเสียงคุณ มีความหมาย

-คิดว่า ที่คนโหวตอาจารย์ธเนศ ที่ศูนย์ลำปางเยอะ เพราะอ่านสเตตัส “ศาสดา” หรือเปล่า

เป็นไปได้ เพราะ 10 เหตุผลให้เลือกอาจารย์ธเนศ มีคนกดไลค์ 7,000 ไลค์ แชร์ 1,300 แชร์ ส่วนอาจารย์สมศักดิ์ มีคนไลค์4,000 – 5,000 ไลค์ แชร์เกือบพันแชร์

-ทำไมคนมาไลค์อาจารย์ธเนศมากกว่า  ทั้งที่อาจารย์สมศักดิ์ เป็นที่รู้จักกว้างกว่า เล่นเฟซบุควงกว้างกว่า

อาจจะเป็นเพราะ ภาพอาจารย์สมศักดิ์ผูกติดกับอะไรบางอย่าง ขณะที่ ของอาจารย์ธเนศ ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองเลย ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะสีอะไร ก็ไลค์ได้ โดยสบายใจ ไม่อึดอัด แต่กรณีอาจารย์สมศักดิ์ บางครั้งคุณสนุก คุณขำ แต่ก็รู้สึกว่า ภาพลักษณ์แบบนี้ไม่ใช่ กลัวเสียหลักการของตัวเองถ้ามาคลิ๊กไลค์

บางคนต่อให้เชียร์อาจารย์สมศักดิ์ เขาก็ไม่กล้ากดไลค์ บางคนก็กลัวภาพลักษณ์ตัวเองจะดูรุนแรง มีเหตุผลที่อธิบายได้ แม้เขาจะมีคนติดตามอ่าน 45,000 คน

เหมือนเพจผมบางคนชอบ แต่ไม่กล้ากดไลค์ ได้แต่ส่งข้อความมาบอกหลังไมค์ว่าชอบเพจคุณมาก แต่ไม่กล้ากด เพราะกลัวที่บ้านเห็น บางคนไม่กดไลค์ แต่เสิร์ชชื่อ เข้ามาดูทุกวัน เพราะ กลัวจะถูกมองเป็นคนไม่ดี เขาพูดแบบนี้ แปลว่าเราเลวเหรอ(หัวเราะ)

-ถ้าธรรมศาสตร์มีอธิการบดี อย่างอาจารย์ธเนศ หรือ อาจารย์สมศักดิ์ คิดว่า มหาวิทยาลัย จะเป็นอย่างไร

จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมาก เปลี่ยนจากภาพอธิการบดีที่นั่งทำงานนิ่งๆ แบบระบบราชการ มหาวิทยาลัยจะมีสีสัน มีความคึกคัก พื้นที่หลายอย่างจะเปิดกว้าง คงไม่มีการปิดพื้นที่สำหรับคณาจารย์นิติราษฎร และความมีส่วนร่วมจะมากขึ้น

แต่ผมคิดว่าอย่าง อาจารย์ธเนศ อาจารย์สมศักดิ์  คนพวกนี้ ไม่ได้ฝักใฝ่ทางการเมือง คนหลายคนมาเป็นอธิการบดี เพราะหวังใช้ตำแหน่งเป็นสะพานไต่ดาว หวังไปเป็นองค์กรอิสระ ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้บอกว่าใคร แต่หลายคนใช้ตำแหน่งพวกนี้ ในการเป็นบันไดไต่ดาว มันเลยทำให้คุณไม่กล้ายืนยันจุดยืนความถูกต้อง ในหลายกรณี เช่น คุณบอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยรักประชาชน แต่ตอนที่ประชาชนถูกยิงตายแถวราชประสงค์ คุณก็ไม่ได้มีแถลงการณ์อะไรออกมา ขณะที่คุณให้กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัย คุณก็เป็นซะอย่างนี้

000

2

อั้ม เนโกะ ชุดนักศึกษา และSex

-มีโปสเตอร์ รุ่นน้องที่ธรรมศาสตร์ ต่อต้านการบังคับแต่งชุดนักศึกษา ด้วยภาพท่าทางการร่วมเพศ 4 ท่าในชุดนักศึกษา ส่วนตัวรู้จัก อั้มเนโกะ คนในภาพหรือไม่

รู้จักจากสื่อแต่ ไม่รู้จักส่วนตัว ไม่ทันเจอกันที่มหาวิทยาลัย เพราะผมจบก่อน ผมจบมาหลายปีแล้ว เขาถึงเข้ามา 

-เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร

ผมพูดตรงๆ ผมเห็นโปสเตอร์นี้แล้วมีอารมณ์ทางเพศ โดยการจัดวางท่าทาง ด้วยอะไรก็ตาม แล้วอีกข้อผมเป็นคนชัดเจนว่าผมมีอารมณ์ทางเพศกับชุดนักศึกษา ชุดนักเรียนก็มี ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมไม่ต้องเสแสร้งอะไร หลายคนก็มีคุณกล้าพูดไหมละ

-ประเด็นการนำภาพเหล่านี้ มาต่อต้านการบังคับแต่งชุดนักศึกษา ดูภาพแล้วสอดคล้องกับคำอธิบายไหม

คือทีแรก ผมก็งงมาก งงว่าการเลือกใช้ภาพโปสเตอร์ ทำไมถึงออกมาแนวนี้ ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นโปสเตอร์อะไร แล้วพอบอกว่า เป็นภาพการต่อต้านการบังคับใส่ชุดนักศึกษา ก็แอบงงเล็กน้อย เพราะไม่ทันคิดว่า มันเกี่ยวกับค้านบังคับแต่งชุดนักศึกษาอ่างไร มันกลับดูไปในแนว sexual มากกว่า

ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้าประเด็นเท่าไหร่ แต่พอฟังเหตุผล ฟังที่เขาอธิบาย ผมก็เห็นด้วยแต่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด คือ เห็นด้วยว่าชุดนักศึกษา ก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ทางเพศบางอย่างเหมือนกัน

คือ ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นต่อต้านการบังคับใส่ชุดนักศึกษา ผมเห็นด้วย เพราะผมไม่เห็นเหตุผล ความจำเป็นของการใส่ชุดนักศึกษา

แต่ถ้าถามว่าโปสเตอร์ที่สื่อออกมาเหมาะสมไหม เรื่องเหมาะสมหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่าสายตาใคร ถ้าสมมุติคุณมองด้วยสายตาไทยๆ แบบ หมอประเวศ วสี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คุณสุเมธ ตันติเวชกุล ของแบบนี้ ถ้ามองด้วยสายตาแบบนี้ ก็รับไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมองด้วยสายตาที่เป็นตะวันตกมากๆ นี่เป็นเรื่องโคตรธรรมดาเลย ที่ออสเตรเลียก็เพิ่งทำวารสารเกี่ยวกับ vagina ของผู้หญิง แล้วใช้รูปอวัยวะเพศ ลงหน้าปกเป็น 10 รูป คุณคิดว่ามาเมืองไทยนี่ ไม่กรี๊ดกันตายเหรอ เรื่องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อยู่ที่สายตาคุณมองด้วยสายตาแบบไหน

-คิดว่า คิดว่าโปสเตอร์ สื่อกับประเด็นชุดนักศึกษา จริงหรือเปล่า

อันนี้ตอบได้ยากมาก คือ ผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่งว่า ชุดนักศึกษา สื่อนัยทางเพศได้เหมือนกัน แต่ตรงกับประเด็นที่เขาเสนอไหม บางมุมผมว่าโปสเตอร์มันหลุดประเด็นไปนิดหน่อย มันจะหลุดค่อนข้างไปไกลนิดหนึ่ง

-มี sexual fantasy กับชุดนักศึกษา หรือจินตนาการการร่วมเพศในชุดนักศึกษา มาก่อนอยู่แล้ว

จริงๆ การร่วมเพศในชุดนักศึกษา ปกติก็มีอยู่แล้ว คือ ไม่มีใครที่กลับจากมหาวิทยาลัย แล้วจะไปเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านก่อนร่วมเพศ หรือบางคนก็มี sexual fantasy ในการร่วมเพศในชุดนักศึกษาอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับการรณรงค์นี้ เพราะsexual fantasyมีมาก่อนอยู่แล้ว หนังโป๊แนวนักศึกษา การ์ตูนการร่วมเพศในชุดนักศึกษา มีมาก่อน

-จินตนาการทางเพศ กับคนที่อยู่ในเครื่องแบบ มีการพูดคุยระบายหรือปรึกษา มาทางเพจศาสดาเยอะไหม

มีเยอะแยะไป มีบางคนชอบชุดนักศึกษา บางคนชอบชุดอาจารย์ บางคนชอบชุดทหาร บางคนชอบชุดตำรวจ บางคนบอกว่าเห็นชุดยามแล้วมีอารมณ์ทางเพศ อยากมีอะไรกับยามก็มีจริงๆ แล้วอย่าไปคิดว่าเขาเป็นสาวโรงงานอะไร เพราะ คนนี้ก็เป็นนักศึกษานี่แหละ มหาวิทยาลัยดังด้วย

-ในแง่การจินตนาการทางเพศกับคนในเครื่องแบบในฐานะภาพของ “อำนาจ” ก็ไม่เสมอไป หรือเปล่า ชุดยาม มีอำนาจหรือเปล่า

ก็อาจจะเป็นอำนาจแบบหนึ่ง แล้วแต่ว่าคุณจะแฟนตาซี plot ยังไง คุณแฟนตาซี plot ว่าคุณเป็นลูกสาวชนชั้นสูง แล้วโดนชนชั้นล่างกระทำชำเรา ก็เป็นไปได้ แล้วplot แบบนี้ เป็น plot ที่ peak มาก ในหนังสือโป๊ตลาดล่าง ถ้าอยากรู้ต้องอ่านงานวิจัยของอาจารย์ชลิดาภรณ์ (ส่งสัมพันธ์)

Plot  ที่เป็นผู้หญิงชนชั้นสูงกับผู้ชายชนชั้นล่างplot แบบนี้ เป็นplot หลักที่ขายดีมาก sex ข้ามชนชั้น

-แฟนตาซี ชุดนักศึกษา มีเรื่องอะไรแปลกๆ ไหม

ไม่ค่อย เพราะเอาเข้าจริงๆ มันเกร่อ นะ

-หมายความว่า แทบไม่ต้องจินตนาการ ถ้าจะทำ ก็ทำได้เลย

ใช่ ไม่ต้อง fantasy ในประเทศที่แม่งมีชุดนักศึกษา คุณไม่ต้องไปซื้อ costume มันมีอยู่แล้ว ในประเทศที่มีชุดนักศึกษา มึงเดินไปไหนมึงก็มีชุดนักศึกษา แต่ในบางประเทศก็อาจจะเป็นของน่าสนใจ

แต่เรื่อง fantasy กับชุดนักศึกษานี่ ไม่เฉพาะ เรื่องเพศนะ เพราะมีบางสถาบันใช้ชุดนักศึกษา มาดึงดูดให้เด็กเข้าเรียนด้วยนะ เช่น โรงเรียนอาชีวศึกษา เอกชน เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ที่แข่งกันออกแบบชุดนักศึกษา ให้เหมือนญี่ปุ่นมากที่สุด  เพื่อดึงดูดเด็กเข้าเรียน

-ข้อที่มีการนำมาพูดถึงว่า ชุดนักศึกษา ทำให้ทุกคน เหมือนกัน เท่ากัน

ในชุดนักศึกษาไม่มีแบ่งเกรดเหรอ?  สุดท้ายก็แบ่งชั้น  เช่น ชื่อมหาวิทยาลัย  เครื่องแบบแต่ละมหาวิทยาลัยก็เป็นตัวแบ่งอยู่แล้ว

-เฉพาะมหาวิทยาลัยเดียวกัน ชุดเดียวกัน จะได้มีความเหมือนกัน หรือเปล่า

จริงเหรอ คุณใส่รองเท้า เข็มขัดเหมือนกันเหรอ ต่อให้ใส่เหมือนกันแล้ว พอออกไป ได้นั่งรถเมล์ เหมือนกันหรือเปล่า กินกาแฟแก้วละ 15 บาท เหมือนกันหรือเปล่า ใช่ไหมฮ่ะ เข้าร้านการแฟ ร้านเดียวกันหรือเปล่า

-คิดว่าในที่สุด ตัวเครื่องแบบไม่ได้ทำให้เราเท่าเทียมกันได้

ไม่เลย ไม่เลย คือ มันเป็นการคิดแบบจินตนาการมาก สุดท้ายแบ่งได้จริงเหรอ รองเท้าใส่ยี่ห้อเดียวกันเหรอ กระเป๋าที่คุณเอามา มือถือที่คุณใช้ เหมือนกันเหรอ คุณตัดผมร้านเดียวกันเหรอ น้ำหอมคุณใส่ยี่ห้อเดียวกันเหรอ

ง่ายๆ เลยมือถือ ชัดเจน มีการแบ่งอยู่แล้ว การบอกว่าชุดนักศึกษา ช่วยให้ไม่มีการแบ่ง จึงเป็นเรื่องไม่จริง สังคมมันแบ่งกันอยู่ตลอด

-การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ด้วยโปสเตอร์ท่าร่วมเพศ คิดว่าสื่อได้บรรลุเป้าหมายไหม

อย่างที่บอกว่า มันยาก เพราะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของใคร แต่ว่า อย่างน้อยๆ ไม่ว่าจะเหมาะสม หรือไม่ก็ตาม มันก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคม ให้คนมาฉุกคิด ดีเบตเรื่องนี้กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าดีใจมากก็คือว่า เหมือนกับสังคมไทยเดินไปอีก step หนึ่งนะ

การมีโปสเตอร์แบบนี้ ออกมา ถ้าเรามองสังคมไทยเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว โดยปกติก็ต้องมีคนรับไม่ได้ บอกให้เอาเด็กคนนี้ออกไป หรือไล่ออก หรือรุมเสียบประจาน แต่นี่ไม่มีเลย แล้วกลายเป็นการถกเถียงกัน ด้วยเหตุผลมากขึ้น แม้จะมีคำหยาบ มีการแสดงความไม่พอใจ มีการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ มีการถกเถียงในประเด็นมากขึ้น แล้วมันทำให้เรื่องเครื่องแบบชุดนักศึกษา ถูกดีเบตในสังคม อย่างไม่เคยมีมาก่อน คือคุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตามแต่สิ่งนี้มันนำไปสู่จุดนั้นได้

-เป็นแอดมิน “ศาสดา” มาครบ 2 ปี เห็นอะไรเปลี่ยนไปในโลกออนไลน์

ผมว่าพัฒนาการไปในทางที่ดีมากหลายส่วน เพราะว่า ประมาณ 2-3 ปีก่อน เราจะเห็นชัดเจน วิธีคิดเรื่องการเสียบประจาน การล่าแม่มด เดี๋ยวนี้ลดลงน้อยมาก ถ้ามองในแง่ดีคือ คนจำนวนมาก เกิดการรับรู้ว่า วิธีอย่างนั้น มันไม่ใช่วิธีที่ ถูกต้อง เพราะ ความเห็นทางการเมือง เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความดีชั่ว ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน

ผมคิดว่า เรื่องสมาคมรีพอร์ต ปีที่แล้ว อาจจะเป็นจุดเปลี่ยน ที่สำคัญ ทำให้ระบบการเสียบประจาน การรุมรีพอร์ต หมดไปเลย เพราะตอนนั้นสมาคมรีพอร์ตจะมารุมรีพอร์ต เพจผมกับเพจโหดสัส ตอนนั้น สมาชิกเพจผมมี 27,000 คน ส่วนสมาคมรีพอร์ต มี 38,000 คน แต่ตอนั้น มีวิกฤตศรัทธา เพราะ คนมองว่า มึงไปรุมรีพอร์ตความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองได้ยังไง คนเลยกด unlike เพจสมาคมรีพอร์ต จาก 38,000 คน เหลือ ประมาณ 19,000 คน คือหายไปเกือบครึ่งในวันเดียว เกิดวิกฤตศรัทธาที่แรงมาก หรือเพจ โซเชียลแซงค์ชั่น ก็มีกรณีไปเอาภาพคนอื่นมาผิด คนชื่อเหมือนแต่จริงๆ ผิดพลาด แล้วคุณไม่ขอโทษ ก็มีเรื่องฟ้องร้อง เตรียมปิดตัว

ตอนนี้สมาคมรีพอร์ตก็จบไป จากเดิมที่บอกว่าจะรีพอร์ต เพจที่เขามองว่าเป็นเพจหมิ่นฯ แต่เขากลับมารุมเพจที่คิดแตกต่างทางการเมือง แล้วตอนนี้ คนก็ยอมรับความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น แล้วการไปกล่าวหาว่า เว็บไหนหมิ่นฯ ก็เป็นการทำตัวเหมือนเป็นศาลเตี้ยด้วย

แต่ที่ผ่านมา 2 ปี หลายๆ ส่วนที่น่าสนใจก็คือ ระดับการใช้เหตุผลก็ลดลง สมัยก่อน การด่ากันทางการเมือง มีการพูดถึงนโยบายวิธีคิดพอสมควร เช่น จะประชานิยมหรือไม่ อะไรก็ตาม แต่ 2 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นด่าเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของผู้นำ หรือคำพูดผิด เขียนผิด ยักคิ้วหลิ่วตา บางเรื่องไม่มีประเด็นอะไรเลย คือระดับการใช้สติปัญญาในการถกเถียงมันลดลงอย่างน่าตกใจ อันนี้ฝ่ายโจมตีรัฐบาล

ส่วนฝ่ายที่ชมรัฐบาลแบบไม่กล้าวิจารณ์อะไรเลยก็มีเหมือนกันทั้งที่ทุกรัฐบาล ก็มีปัญหา อย่างรัฐบาลชุดนี้ กำลังประสบปัญหาจากนโยบายของตัวเองหลายๆ อัน เช่น จำนำข้าว , รถคันแรกไม่ในแง่การยึดรถ แต่ในแง่เงินโดนดูดจากระบบเศรษฐกิจออกไปเยอะ ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการอื่นออกมาแก้ไขเรื่องพวกนี้ หรือการแจกแทปเลต แนวคิดดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ได้ติดตามเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้ต้องวิจารณ์และควรวิจารณ์รัฐบาลตัวเองด้วย ไม่ใช่เงียบเชียบ บางเรื่องไม่ดีก็ต้อเตือนๆ กัน

-มีกรุ๊ปลับ “ศาลาคนเงี่ยน” ในเฟซบุคตั้งเพื่ออะไร

ตอบแบบการตลาด คือ ตั้งมาเป็นแรงจูงใจให้คนมาซื้อหนังสือ ถ้าซื้อก็มีห้องแชทมาเป็นการสนุกขำๆ

-ทำไมชื่อนี้

ตอนแรกชื่อศาสดา เลาจ์ แต่ผมคิดว่าควรเปลี่ยนชื่อให้ขำขันดีกว่า เปลี่ยนมาล้อเลียนหนังสือ “ศาลาคนเศร้า”  เราไม่ใช่คนเศร้า แต่เราเป็นอย่างอื่นก็เลยเป็น “ศาลาคนเงี่ยน” ทีนี้ พอเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สมาชิกเยอะขึ้นก็คิดว่าอาจจะไม่เหมาะ เพราะบางคนก็ไม่ได้ห่ามเหมือนเรา เขาก็มีสติ มีฐานะทางสังคม แต่เปลี่ยนไปชื่อเดิมไม่ได้แล้ว เพราะ ระบบของเฟซบุคล็อค ไม่ให้เปลี่ยนกลับไป เพราะสมาชิกเกิน 200 คน ห้ามเปลี่ยนกลับ  

-ชื่อห้องแบบนี้ จะเปิดโอกาสให้ไปนัดแนะไปร่วมเพศ หรือสวิงกิ้ง หรือเปล่า

ไม่ใช่เลย ไม่ทำ ผิดกฎหมายและไม่ทำอย่างนั้น ไม่สนับสนุนด้วยนะ ถ้ามีใครมาโพสต์แบบนั้น ผมลบหมด เคยมีคนโพสต์แนะนำสถานที่เที่ยว บอกราคา ผมลบหมด เพราะ สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย ผมรับผิดชอบไม่ได้

ห้องนี้ไม่มีนัดไปสวิงกิ้ง หรือนัดไปร่วมเพศ หรือแม้กระทั่งการขายบริการ ทั้งหมดเราลบตลอด เพราะ กลุ่มนี้มีเอาไว้ปรึกษาปัญหาเรื่องเพศกัน ขำๆ เช่น ผัวฉันไม่แฮปปี้เพราะอะไร เมียฉันบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ มาคุยขำๆ บางคนตูดดำก็เอาภาพมาลงว่าฉันตูดดำจังเลย ไม่ใช่ภาพโป๊ แต่เป็นภาพแก้มก้นน่ารักมาก เป็นภาพน่ารักทุกคนเห็นแล้วอยากจะอ้วก ไม่ได้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศอะไรเลย ถ้ากระทรวงไอซีทีบอกว่าผิด จะบอกว่าผิดข้อหาทำให้คนอ้วกเหรอ ใช่ไหม เขาเอาภาพก้นดำมาลงแล้วถามว่าต้องใช้ครีมอะไร มันเป็นการสื่อทางเพศตรงไหน ใช่ไหมฮ่ะ กลุ่มนี้ตลกขำขัน ไม่มีการเมืองด้วย เพราะ คุยการเมืองหน้าเพจเยอะแล้ว ควรจะมี space ที่เราคุยเรื่องขำขันผ่อนคลายไม่มีสีไม่มีฝั่งกันบ้าง

-มีคนอยากเข้าไปเยอะ แต่ทำไม ศาสดา มีเงื่อนไข

คนที่จะเข้าไปได้ ต้องเคยซื้อหนังสือ หรือ เคยซื้อเสื้อผมก่อน  ผมถือว่าคุณอุปการะผม ผมตอบแทน นอกจากจะขายของแล้วก็ให้ได้เข้ามาคุยขำขัน โดยให้แจ้งมาหลังไมค์ว่าชื่ออะไรซื้อเมื่อไหร่จึงจะกดรับได้ บางคนบอกว่าขอเข้าฟรี แต่ถ้าให้เข้าฟรี แล้วผมจะตอบคนที่จ่ายตังค์ยังไง มันเป็น privilege ที่ให้คนที่อุปการะจริงๆ

-สมาชิกใช้แอคเคาท์ชื่อจริงในเฟซบุค เข้ากลุ่มหรือเปล่า

ส่วนใหญ่ก็เป็นแอคเคาท์ ที่เขาใช้จริงหมดเลย บางคนเป็นทหาร ตำรวจ เป็นรอง ผอ.โรงพยาบาล เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าของผับ เป็นเศรษฐีร้อยล้าน

-ในกรุ๊ปลับนั้น มีไอดอลตัวจริงอย่าง อาจารย์ธเนศ อาจารย์สมศักดิ์ไหม

คือ ผมอยากให้เขาเข้ามา แต่ผมไม่กล้ากดชวน เพราะ เขาอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเด็กๆ เล่นกันขำๆ แต่ถ้าเขาอยากเข้า ผมจะใส่พานเชิญ จุดธูป ผมเวลคัม ยินดี แต่ถ้าเขาไม่อยากเข้ามาก็กลัวว่าดึงเข้ามาแล้วเขาจะรำคาญ เพราะเราโพสต์กันเยอะ  

-โลกออนไลน์ กับโลกความเป็นจริง แตกต่างกันมากไหม

แตกต่างกัน อย่างโลกออนไลน์ ก็จะมีวัฒนธรรม มีมุข ที่ถ้าคนไม่ได้ติดตาม ก็ไม่ทราบว่านี่เป็นมุข หรือเป็นเรื่องจริง

-ฟีดแบค หนังสือเล่มแรก เป็นอย่างไร

หลายคนบอกว่า ไม่เคยอ่านหนังสือแนวนี้ หลายคนอยากอ่านแนวคิดเชิงวิจารณ์วิพากษ์ แต่ด้วยความยากของภาษา เป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ได้หมายถึงภาษาไทยหรืออังกฤษ จริงๆ แล้ว มีคนเขียนหนังสือดีกว่าผมแน่นอน 100%และผมเป็นลูกศิษย์คนเหล่านั้น แต่ผมนำมาย่อยให้คนที่ไม่ได้เรียนสายสังคมศาสตร์ อ่านด้วยภาษาง่ายๆ ผมไม่ได้คิดอะไรใหม่ แต่ผมอ่านคนนั้นคนนี้ แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ในสังคมมีคนอยากเสพ ความคิดที่หลากหลายมาก แต่ภาษาเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถเข้าถึงคลังความรู้มหาศาล

-ชื่อหนังสือ “ความเงี่ยนไม่เคยปราณีใคร” ไม่เห็นสื่อถึง ความเป็นองค์ความรู้อะไร

ตอนแรกจะเขียนเนื้อหาทะลึ่งๆ แต่เขียนไปเขียนมา ออกไปเรื่องอื่น ขณะที่ชื่อยังเป็นชื่อเดิมอยู่ และคำนี้เป็นคำจุดขายในเพจ จึงเอามาตั้งชื่อ บางคนอ่านแล้วพ่อแม่มาเห็น แทนที่จะโดนด่า เพราะหนังสือมีคำหยาบ แต่กลายเป็นว่า พ่อแม่มาตามเพจ ตามทวิตเตอร์เพราะชอบ

-เล่มต่อไปมีไหม ออกมาเมื่อไหร่

เล่มแรก พิมพ์มา 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 เปลี่ยนปกใหม่ ซึ่งกำลังขายอยู่ตอนนี้ ส่วนปลายปี จะทำอีก 1 เล่มเป็นเล่ม 2 เนื้อหาไม่ซ้ำเล่มแรก แต่จะต่อยอดไปแตกต่างจากเล่มแรก
หลังจากนั้น จะไปเขียนแนวอื่น เช่นมหาภารตะ สามก๊กฉบับการเมือง ซึ่งกำลังเขียนร่วมกับร่วมกับคุณ "Anthony Yang" แห่งเพจสามก๊ก https://www.facebook.com/samkokview

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์