รายงาน: อินเทอร์เน็ต คลื่นลูกใหม่ที่ถาโถมเข้าใส่พม่า

ที่มุมถนนแห่งหนึ่งในย่านคามายุท ย่างกุ้ง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังทำสิ่งที่แปลกประหลาดถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ชายหนุ่มก้มหน้างุด สายตาจดจ่ออยู่กับสมาร์ทโฟนของเขา นิ้วปาดหน้าจอแล้วก็ยิ้มให้โทรศัพท์

ชายหนุ่มรายนี้น่าจะอายุราวยี่สิบเศษ แต่งตัวสบายๆ ด้วยเสื้อลายกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ทำให้เขาโดดเด่นท่ามกลางผู้คนส่วนใหญ่ที่นุ่งลองยีหรือโสร่งแบบพม่า ที่จริงเขาก็ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างอะไรไปจากชาวพม่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่พบเห็นได้ทุกวันตามย่านใจกลางเมืองย่างกุ้ง

ทุกวันนี้เยาวชนพม่าจำนวนมากขึ้นทุกทีก็เหมือนกับคนรุ่นเดียวกันทั่วโลกที่ต้องมีสมาร์ทโฟนเคียงกายไว้ตลอด เป็นคนรุ่นที่ไม่สามารถจินตนาการชีวิตตนเองที่ไม่มีโทรศัพท์ประเภทที่มีทุกอย่างอยู่ในตัวเครื่องเดียวกันได้

ท่ามกลางบรรยากาศที่ออกไปทางย้อนเวลาหาอดีต ผู้มาเยือนจากต่างแดนอาจจะรู้สึกว่าพม่ากำลังเร่งก้าวให้ทันโลกภายนอกภายหลังจากที่ตกอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองทหารที่เข้มงวดมากว่าห้าทศวรรษ

การเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่นี่มีโอกาสเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ ผู้คนที่นี่ต่างมีความคาดหวังว่าการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กับค่านิยมที่ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกนั้นจะช่วยพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

อย่างไรก็ดีหลายกลุ่มเกรงกันว่าแพลตฟอร์มใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้ได้กลับกลายเป็นเครื่องมือในทางที่ไม่ดีของบุคคลบางกลุ่ม ที่ฉวยโอกาสใช้ช่องทางนี้เพื่อเผยแพร่ถ้อยคำและเนื้อหาที่ยุให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายที่ไม่ใช่ตน (hate speech)

ความขัดแย้งที่มีมานานแล้วในพม่าระหว่างขาวพุทธซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกับชาวมุสลิมและโรฮิงยาที่เป็นชนกลุ่มน้อย (ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเรียกชาวโรฮิงยาว่าชาวเบงกอล) กับอีกเรื่องคือความขัดแย้งระหว่างคนเชื้อสายพม่าซึ่งเป็นชาติพันธุ์หลักกับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มเล็กกว่าอื่นๆ เป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้ใช้ออนไลน์เลือกข้าง ทำให้เกิดการแสดงความเห็นที่โกรธแค้นต่อเหตุปะทะรุนแรงระหว่างคนต่างศาสนาที่ปะทุขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ทำให้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองสงสัยว่า ความขัดแย้งทางศาสนากำลังซ้ำรอยรูปแบบในอดีต เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้ครองอำนาจรู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคามหรือท้าทาย เรื่องแนวนี้มีให้เห็นทั่วไปในยุคที่อังกฤษปกครองพม่าเป็นอาณานิคมจนกระทั่งช่วงระบอบทหารปกครองหลังจากที่พม่าได้รับอิสรภาพ

แนวคิดที่ผู้คนส่วนใหญ่มองก็คือ พวกขั้วอำนาจเก่าอาจตั้งใจสร้างความแตกแยกมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยบาดแผลรอยร้าวที่มีอยู่แล้วมานาน ในขณะเดียวกันกับที่ฟากนิยมประชาธิปไตยกำลังพยายามที่จะประคับประคองทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียว

เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียไซต์ยอดนิยมที่สุดในเมียนมาร์ได้กลายเป็นสนามประลองกำลังทางการเมืองแห่งใหม่ระหว่างพรรคยูเอสดีพี (Union Solidarity and Development Party) พรรครัฐบาลกับพรรคเอ็นแอลดี (National League for Democracy) ต่างฝ่ายต่างกำลังเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปี 2015

คนนอกประเทศพม่าอาจประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าเราจะติดต่อเพื่อนชาวพม่าได้ทางเฟซบุ๊กได้ง่ายกว่าทางอีเมล เพราะชาวพม่าทั้งหลายเข้าไปใช้เฟซบุ๊กได้ทางสมาร์ทโฟน

จากตัวเลขประเมิน ประชากรราวร้อยละ 1 จาก 60 ล้านคนในพม่าใช้เฟซบุ๊ก ตามข้อมูลของเนย์ พง ลัต ผู้อำนวยการบริหารของมิโด (Myanmar ICT for Development Organisation, MIDO) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน

ในมุมมองของเย เนง โม ผู้อำนวยการของ Yangon Journalism School แม้ประชากรไม่ถึงร้อยละ 1 ในพม่าจะมีอินเทอร์เน็ตใช้ก็จริง แต่ว่าคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้นั้นเป็นคนที่มีอิทธิพล กิจกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นในแวดวงชนชั้นปกครอง สื่อสารมวลชน นายทหาร พระที่มีการศึกษา ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้คือคนที่สามารถจะเปลี่ยนรูปโฉมทางการเมืองและสังคมของประเทศ

“คนที่ออนไลน์คือคนที่มีอิทธิพล พวกเขาสามารถกำหนดสังคมได้ ในเมืองเล็กๆ ก็จะมีอยู่ไม่กี่คนที่ออนไลน์ได้ และคนที่ออนไลน์ได้นี่เองก็จะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับชุมชน” เย กล่าว

ประธานาธิบดีอู เต็ง เส่งสื่อสารกับประชาชน โพสต์ภาพถ่ายกับคำปราศรัยในโอกาสต่างๆ ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของเขา เขามีผู้ติดตามหน้าเขาอยู่ 11,800 คน

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข่าวสาร เย ธุต ซึ่งเป็นผู้นำพรรค USDP อีกคนหนึ่งก็มีผู้ติดตามเขาทางเฟซบุ๊กอยู่ 47,000 ราย ส่วนหน้าแฟนเพจของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD ของนางอองซานซูจีมีผู้ติดตามอยู่ 221,000 คน

สถิติจากแหล่งต่างๆ เมื่อปีที่แล้วระบุว่า 29.7% ของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั่วโลกอายุ 25-34 ปี และ 50% ของกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีอายุ 18-24 ปีบอกว่าต้องเข้าเฟซบุ๊กเป็นกิจวัตรประจำวันหลังตื่นนอน ถึงแม้ว่าจะไม่มีสถิติในส่วนของเมียนมาร์ แต่การใช้อินเทอร์เน็ตกำลังมาแรงในประเทศนี้แน่นอน

ธินซาร์ ชุนเล ยี วัย 21 ปีเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เกาะกระแสการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมในพม่าอย่างเหนียวแน่น เธอเซิร์ฟอินเทอร์เน็ตผ่านทางสมาร์ทโฟนของเธอและคอยเช็คเฟซบุ๊กกับอีเมลทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ชีวิตออนไลน์นั้นเป็นความเป็นจริงที่ห่างไกลตัวมากสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมพม่า

ผู้คนในย่างกุ้งจำนวนมากมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1 เหรียญสหรัฐขณะที่คอมพิวเตอร์ที่มีจอแอลซีดีกับระบบปฏิบัติการราคาประมาณ 400,000 จั๊ต (หรือราว 400 เหรียญ) และราคาของเลอโนโวธิงค์แพดอยู่ที่ราว 1,300 เหรียญ

กระทั่งชุนเล บัณฑิตหมาดๆ จากสถาบันด้านการศึกษาจากครอบครัวข้าราชการทหาร โทรศัพท์ตัวแรกของเธอเป็นแอนดรอยด์ 2.1 เอแคลร์ ราคาพอประมาณ คือ 100 เหรียญ ซึ่งลุงของเธอให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว

“แย่หน่อยที่เป็นรุ่น 2.1 ใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับรุ่นที่วัยรุ่นทั่วไปเขาใช้กัน” ชุนเลว่า เธอต้องควักกระเป๋าจ่ายประมาณ 10 เหรียญเพื่อเปิดใช้บริการ 2G

ทุกวันนี้ผู้ใช้โทรศัพท์แอนดรอยด์ส่วนใหญ่ใช้เวอร์ชั่น 4.3 เจลลี่บีน

ถ้าไปเดินเล่นย่านถนนโบจกอองซาน เราก็จะรู้สึกถึงบรรยากาศที่คึกคัก ผู้คนมากมายนั่งยองๆ สำรวจแผงเสื่อแบกะดิน บางคนก็เสาะหาชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ หลายคนก็ทดลองใช้สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด

ก่อนปี 2010 ซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์หนึ่งใบมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 เหรียญ ปัจจุบันผู้คนสามารถที่จะซื้อซิมรุ่นที่มี 3G ด้วยในราคา 400 เหรียญ แม้ว่าจะเป็นราคาที่แพงสุดโต่งก็ตาม ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถเป็นเจ้าของซิมการ์ดได้
เมื่อการสื่อสารอินเทอร์เน็ตไร้สายกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ตามมาเป็นพรวนสำหรับประเทศเมียนมาร์ด้วยเช่นกัน

 

อินเทอร์เน็ต ดาบสองคมสำหรับเมียนมาร์ 
แม้เมียนมาร์จะเป็น "น้องใหม่" ในเรื่องการสื่อสารออนไลน์ อินเทอร์เน็ตกำลังเป็นกระแสที่มาเร็วและแรง และก็เช่นเดียวกันกับที่อื่นทั่วโลก อินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองด้วยการกระจายข่าวสารและปลุกปั่นอารมณ์

ความเกลียดชังระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมบางส่วนซึ่งได้ก่อตัวจนปะทุเป็นเหตุรุนแรงร้ายแรงในรัฐยะไข่ก่อนที่จะลามไปทั่วภาคกลางของเมียนมาร์ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมปีก่อนได้เยื้องกรายเข้ามาเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่ออนไลน์

ถ้อยความยุยงให้เกิดความเกลียดชังอีกฝ่าย (hate speech) ที่วนเวียนอยู่ในเฟซบุ๊กทำให้หลายคนกังวล ชาวพุทธกับมุสลิมกล่าวหาว่าร้ายกันอย่างเปิดเผยในเวทีออนไลน์ บางครั้งก็มีการยุยงปลุกปั่นให้กระทำการรุนแรงต่อคนที่นับถือต่างศาสนา
การที่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการหยุดยั้งความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยเช่นกัน

ข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ระบุว่ามีการปะทะเกิดขึ้นในแถบสะแกง ห่างจากมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมาร์รองจากย่างกุ้งไปประมาณหนึ่งชั่วโมง มีบ้านชาวมุสลิมหนึ่งหลังถูกเผา

ข้อมูลจากองค์กรเอกชนชื่อ Physicians for Human Rights (หมอเพื่อสิทธิมนุษยชน) อ้างรายงานข่าวในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนปีนี้ว่า เหตุการณ์รุนแรงต่อต้านมุสลิมและการโต้ตอบเอาคืนทำให้ประชาชนกว่า 250,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย บ้านเรือน 10,000 กว่าหลังถูกทำลาย มัสยิดและวัดอีกหลายสิบแห่งก็ถูกทำลายเสียหายด้วย

“มีคนพูดว่าโซเชียลมีเดียหรือว่าเฟซบุ๊กเหมือนกับข้างฝาห้องส้วม ในพื้นที่ยากจนในประเทศเรา ข้างฝาห้องส้วมนั้นสกปรกมาก ใครนึกอยากเขียนอะไรก็เขียนไว้บนข้างฝานั่นแหละ” นั่นเป็นคำพูดของคิน เลย์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Triangle Women Support Group

การที่อินเทอร์เน็ตกับสมาร์ทโฟนราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นได้กลายเป็น “ใบอนุญาต” ให้คนจากทุกชนชั้นในสังคม ไม่ว่าจะมีพื้นเพหรือการศึกษาอย่างไร ก็สามารถที่จะโพสต์คำพูด “สกปรก” ออนไลน์ได้ คินกล่าว

ผู้ใช้ออนไลน์จำนวนมากที่เกลียดชังคนที่นับถือคนละศาสนากับตนตอนนี้ก็มีช่องทางที่จะระบายความโกรธแค้น ปลุกปั่นอารมณ์ โดยปราศจากเหตุผล

การเผยแพร่ถ้อยคำที่ยุให้เกิดความเกลียดชังทางออนไลน์เป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง ผู้คนในแวดวงสื่อและนักกิจกรรมสังคมที่ผู้เขียนได้สนทนาด้วยในย่างกุ้งมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง พวกเขามองว่าอาจมีมือที่มองไม่เห็นคอยวางหมากสกัดความคืบหน้าในการสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศ

เนย์ พง ลัต ผู้อำนวยการบริหาร Myanmar ICT for Development Organisation หรือ MIDO กล่าวว่ามีกลุ่มใหญ่ๆ ที่มีทุนหนากับมีพื้นเพ ที่จงใจสร้างและเผยแพร่วาทกรรมสร้างความเกลียดชังเพื่อปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ

“รัฐธรรมนูญของเราระบุไว้ว่าทหารสามารถที่จะยึดอำนาจได้ในกรณีที่เกิดความรุนแรง” เนย์กล่าว
 

จริงหรือว่าปั่น?
เนย์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง "แหล่งที่มา" ของถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังฝ่ายอื่น เนื่องจากทุกครั้งที่มีผู้ใช้สักรายโพสต์ถ้อยคำยุยงแนวนี้ออกมา ข้อความนั้นก็จะถูกแชร์ออกไป 150 ครั้งภายใน 2-3 นาที อันนับเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

“ต้นตอแห่งแรก (ของถ้อยคำที่ทำให้คนเกลียดกันดังกล่าว) ไม่ได้มาจากคนธรรมดาทั่วไป” เขาขยายความ

ธิฮา หม่อง หม่อง ผู้ประสานงานโครงการของ Yangon Journalism School มีข้อสังเกตถึงรูปแบบความเป็นไปของหน้าเฟซบุ๊กบางหน้า ที่ยืนยันความเชื่อของเขาว่า กระแสการเผยแพร่ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังหลายกรณีนั้นมีวางแผนล่วงหน้า

เขาอธิบายว่าเฟซบุ๊กบางหน้าตบตาว่าเป็นหน้าแฟนฟุตบอลบ้าง หรือว่าโรยหน้าด้วยเนื้อหาอารมณ์ขำขันเพื่อดึงให้มีคนมาติดตาม จากนั้นหน้าเหล่านั้นก็เริ่มกลาย “บุคลิกภาพ” มีการสอดแทรกเนื้อหาที่ออกแนวรักชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

“หน้าหรือแอคเคาท์เฟซบุ๊กลักษณะที่ว่านี้จะมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันมาก สเตตัสหรือรูปภาพที่พวกเขาโพสต์ไว้จะเหมือนกัน ดูราวกับว่าเป็นผลงานของบุคคลคนเดียวกันหรือว่าคนกลุ่มเดียวกัน” ธิฮาอธิบาย

ตัวชุนเลเองก็รู้สึกไม่สบายใจเวลาเธอเห็นภาพของดอว์อองซานซูจี (ดอว์ หรือ "คุณป้า" เป็นคำเรียกให้เกียรติ) ที่ถูกตัดต่อให้ใบหน้าของเธอไปแปะกับเรือนร่างโป๊ของผู้หญิงคนอื่น

“มีคนอยู่สองประเภท คือกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลกับกลุ่มที่สนับสนุนอองซานซูจี พวกเขาต่อสู้ห้ำหั่นกัน ประธานาธิบดีกับอองซานซูจีเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ เวลามีใครสักคนโพสต์อะไรสักอย่างจากฟากของอองซานซูจี กลุ่มผู้ใช้จากฟากรัฐบาลจะออกมาพูดอะไรที่ไม่ดี พวกเขาเกลียดเธอจริงๆ” ชุนเลว่า

ความที่มาจากครอบครัวทหาร ชุนเลจึงมีเพื่อนอยู่สองกลุ่มในหน้าเฟซบุ๊กของเธอ เพื่อนรักจากรั้วมหาวิทยาลัยของเธอมีทั้งชาวพม่าและจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เพื่อนวัยมัธยมของเธอส่วนใหญ่มีสถานภาพเป็นคนในครอบครัวทหารที่เรียนในโรงเรียนมัธยมของทหาร

จากการที่เธอเข้าร่วมกิจกรรมจัดงานวันสันติภาพสากลและเข้าร่วมเดินขบวนสันติภาพเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว เพื่อนเก่าของเธอหลายตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของเธอ มีเพื่อนวัยมัธยมของเธอคนหนึ่งเลือกออกจากกลุ่มของเธอไปด้วยเหตุผลว่าอยู่ไกลๆ การเมืองไว้ดีกว่า

“เขาอาจคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเลยดีกว่า ไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัวนะ แต่ว่าด้วยวิธีคิดของเขาว่าห่างการเมืองไว้เป็นดีที่สุด”

“พ่อแม่เขายังรับราชการอยู่ แต่พ่อแม่ฉันก็ยังรับราชการอยู่เหมือนกัน บางครั้งฉันก็รู้สึกผิดถ้าหากว่ากิจกรรมที่ฉันทำจะไปมีผลกับหน้าที่การงานของพ่อ ฉันยังไม่แน่ใจนะ ดังนั้นฉันก็ตัดสินใจว่าจะไม่พาตัวไปออกสื่อ แม้ว่าในฐานะเยาวชน ฉันยังทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเมืองบ้างก็ตาม” ชุนเลเล่าความในใจของเธอให้เราฟัง

ปีเตอร์วัย 33 ปีทำงานในภาคประชาสังคม เขาแสดงความกังวลเช่นกันเกี่ยวกับการเผยแพร่ hate speech ทางออนไลน์ที่เติมเชื้อไฟให้อารมณ์ผู้คนคุกรุ่น ตัวเขาเองเคยโดนโจมตี (ในโลกไซเบอร์) เมื่อเขาออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายถกประเด็นกันโดยใช้เหตุผล

แม้กระนั้นปีเตอร์ก็มองว่าโลกออนไลน์ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด เขาเชื่อว่าคนที่นับถือศาสนาต่างกันและมีความคิดทางการเมืองไม่เหมือนกันสามารถที่จะใช้สื่อออนไลน์เป็นเวทีในการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กัน แทนที่ด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายเวลาจะแสดงความเห็น

“พวกเขาน่าจะใช้สื่อออนไลน์ในการหาจุดร่วมท่ามกลางความแตกต่าง แต่ที่ว่ามานี่ก็ยังไม่เกิด”

“พวกเขาหาจุดร่วมกันไม่เจอเลยทางอินเทอร์เน็ต พวกเขาได้แต่โพสต์วาจาหยาบคาย และถ้าเกิดมีใครที่พยายามพูดจาเรื่องเหตุผล พวกเขาก็จะโต้กลับมาเช่นว่า “อย่าพูดชุ่ยๆ ไม่เชื่อหรอก” เขาเล่า

ปีเตอร์ผู้ได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษชี้ว่า วิกฤตไม่ว่าจะศาสนาหรือการเมือง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองหรือว่ามีคนชักใยให้เกิด เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมีมาตั้งแต่ยุคที่พม่าเป็นอาณานิคม

“เมื่อประชาชนต่อต้าน หรือว่าเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลก็จะเริ่มเปิดบทวิกฤตระหว่างพุทธกับมุสลิม ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ ในช่วงทศวรรษ 1930 และหลังจากที่พม่าได้รับอิสรภาพแล้ว จะเห็นว่าเกิดวิกฤตทั้งด้านศาสนาและการเมืองหลายครั้ง”

“ด้วยเหตุนี้เราจึงสงสัยว่าวิกฤตเกี่ยวกับศาสนาเมื่อไม่นานมานี้เกิดขึ้นมาจากน้ำมือของคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาร์ และสื่อออนไลน์ก็ได้ตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการที่ไม่ซื่อสัตย์นั้น” ปีเตอร์กล่าว

คิน เล ที่ทำงานองค์กรด้านผู้หญิงกล่าวว่ารากเหง้าแห่งปัญหาระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมที่เกิดมายาวนานนั้นอาจมีต้นตอมาจากการต่อสู้เพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจ ที่ชาวมุสลิมที่ร่ำรวยกว่ากดขี่ชาวพุทธที่มักจะยากจนกว่า คินยกตัวอย่างหลายกรณีที่ผู้หญิงพุทธแต่งงานกับชายมุสลิมแล้วเปลี่ยนไปนับถืออิสลามเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้สูตรผสมระหว่างความเป็นชาตินิยมกับพุทธศาสนาโดยกลุ่ม 969 นำโพยพระอชิน วิราธู ซึ่งอ้างว่าชาวมุสลิมเป็นคนนอก ดังนั้นต้องถูกผลักดันให้ออกไปจากดินแดนสุวรรณภูมินั้น ประสบความสำเร็จในแง่ที่ปลุกปั่นอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก

“ทุกวันนี้ชาวพม่าส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเราไม่ต้องการประชาธิปไตย เราต้องการศาสนาของเรา ในอดีตพรรคเอ็นแอลดีได้รับความนิยมมาก แต่ตอนนี้ความนิยมของพรรคตกต่ำลง เพราะอะไร? เพราะว่า hate speech ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เป็นทั้งเครื่องมือและอาวุธของทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอย่างเอ็นแอลดี ในการที่จะบั่นทอนศักดิ์ศรีและทำให้ความนิยมถดถอย

“ก่อนวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2012 พรรค NLD ได้รับชัยชนะท่วมท้น จากนั้นก็บังเอิญเกิดวิกฤตที่รัฐยะไข่” เขาตั้งข้อสังเกต NLD ชนะได้ที่นั่งมากกว่า 90% ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปีนั้น

เยยังสังเกตเห็นแนวโน้มลักษณะเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ประชาชนวิพากษ์พรรครัฐบาลหนักมาก แต่ตอนนี้การณ์กลับกลายเป็นว่าพระสงฆ์ต่างหันมารวมตัวกันหนุนรัฐบาล

ปีเตอร์กล่าวว่า ดอว์อองซานซูจีถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักยิ่งขึ้น จากการที่ทั้งตัวเธอกับพรรค NLD ไม่ออกมาแสดงจุดยืนใดๆ เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และด้วยเหตุนี้ความนิยมในตัวเธอจึงได้รับผลกระทบเนื่องจากผู้คนคาดหวังให้เธอเป็นตัวแทนแห่งสำนึกที่ดี

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าการที่นางซูจีเลือกที่จะนิ่งเงียบเป็นเพราะว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นนั้น ผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ

ประธานาธิบดีอู เต็ง เส่งกลับมีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว โดยออกมาพูดว่าชาวมุสลิมโรฮิงยาควรถูกเนรเทศออกนอกประเทศ จุดยืนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์ 5,000 กว่ารูปในมัณฑะเลย์ ที่รวมตัวกันออกมาเดินสนับสนุนท่าทีดังกล่าวของประธานาธิบดี

อย่างไรก็ดี โฆษกของพรรค NLD อู ญาณ วิน ออกมาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าวิกฤตครั้งนี้บั่นทอนความนิยมต่อพรรค


โฆษกพรรค NLD

ความยากเข็ญแห่งการเชื่อมต่อออนไลน์
แม้จะขุ่นเคืองกับปรากฏการณ์ hate speech โญ โอ มินท์ นักสันติวิธีแห่งศูนย์สันติภาพเมียนมาร์ ซึ่งสังกัดอยู่กับสำนักประธานาธิบดี กล่าวปกป้องการแลกเปลี่ยนความเห็นกันทางออนไลน์

ชาวพม่าแค่กำลังใช้เสรีภาพออนไลน์ที่พวกเขาเพิ่งได้มีกันอยู่เต็มที่เท่านั้นภายหลังจากที่ดูกดขี่ทางการเมืองมากว่าห้าทศวรรษ “คนพม่ามักจะอนุรักษ์นิยมในแง่สังคม แต่ในเรื่องการเมืองพวกเขาจะล้ำหน้ามากกว่าในเรื่องเสรีภาพ พวกเขากล้าแสดงออกและอาจไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่ตามมา ดังนั้นที่เราเรียกกันว่า hate speech นั้นที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีวาระอื่นแอบแฝง” โญกล่าว

“หลายคนกำลังใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อแสดงออกซื่งความรู้สึกส่วนตัว”เขาอธิบาย

อย่างไรก็ตามเขากังวลเกี่ยวกับข่าวสารที่ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแพร่กระจายได้อย่างเร็วดังไฟป่าทางโซเชียลมีเดีย

ประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตและยังเปราะบางอยู่ของเมียนมาร์ กับธรรมชาติของช่องทางออนไลน์กับโซเชียลมีเดียกำลังเป็น “ความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที”ของดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้

พัฒนาการนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่ต้องอภิปรายเรื่องสมดุลระหว่างการรักษาความกลมเกลียวทางสังคม ขณะเดียวกันกับที่เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากยิ่งขึ้น
 

สมดุลแห่งออนไลน์ในเมียนมาร์
“ตอนนี้เรามีเสรีภาพมากขึ้น แต่ว่าเรายังไม่ปลอดภัย”

นั่นเป็นข้อสังเกตของเนย์ พง ลัต ผู้อำนวยการบริหารของ Myanmar ICT for Development Organisation, MIDO

เขามองว่าร่างกฎหมายโทรคมนาคมที่กำหนดให้มีการตั้งองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมไอซีทีขึ้นมานั้นเป็นการสะท้อนวิธีคิดแบบเก่าของรัฐบาล "ใหม่" ที่ต้องการขยายอำนาจในการควบคุมและลงโทษผู้ใช้ปลายทาง

ร่างกฎหมายดังกล่าวลอกเลียนแบบกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปี 2004 มาทั้งดุ้น กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษหนักสำหรับผู้ใช้ที่โพสต์เนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือต่อสาธารณประโยชน์ คำนิยามต่างๆ ก็กว้างและคลุมเครือ

เนย์ถูกจับในสมัยรัฐบาลชุดเก่าในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการปราบปราม "ปฏิวัติผ้าเหลือง" โดยกองทัพเมื่อปี 2007 ให้กับโลกภายนอก ภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวเขาโดนตัดสินลงโทษจำคุก 15 ปี แต่เขาได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดี จึงได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2012

MIDO ได้ส่งข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยหลักๆ แล้วทางองค์กรเสนอให้มีการตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระขึ้นมา พร้อมทั้งให้ตัดข้อความเรื่องโทษจำคุก 7-15 ปีออกไป

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐสภาทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฏหมายนี้ไปแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีลงนาม เนย์ยังไม่ได้เห็นตัวร่างฉบับแก้ไขสุดท้ายที่สภาผ่านไป

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข่าวสารเย ธุต ตอบคำถามผู้เขียนผ่านอีเมลว่า “รัฐบาลสังเกตเห็นว่า เมื่อเรายกเลิกการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ก็เกิดการเผยแพร่ข้อความที่ยุให้เกิดความเกลียดชังทั้งในเรื่องศาสนาและการเมืองขึ้นมา จนกลายเป็นปัญหาสังคมในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรุนแรงช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันเรากำลังทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในการรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเรื่อง hate speech”

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีเย ธุตไม่ได้ให้รายละเอียดว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียหรือไม่

ต่อคำถามเรื่องชะตากรรมของนักเคลื่อนไหวชาวมุสลิมโรฮิงยาชื่อ ทัน ส่วย ที่ถูกจับไปเมื่อเดือนสิงหาคมในข้อหาโพสต์รูปภาพเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงปะทะกับชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ เขาตอบว่า ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา การเผยแพร่ข้อความที่สร้างความเกลียดชังเกี่ยวกับศาสนาหรือการกระทำดังว่าเป็นโทษทางอาญา ดังนั้นทัน ส่วยจึงต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย

“วิธีที่เราต้องการมากกว่าก็คือแคมเปญการสร้างความตระหนัก ไม่ใช่ออกกฏหมายอีกฉบับออกมาเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย” เย ธุตกล่าว พร้อมย้ำด้วยว่าทางกระทรวงข่าวสารกับสถานทูตสหรัฐประจำเมียนมาร์ร่วมกันจัดสัมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง hate speech บนโซเชียลมีเดียไปเมื่อเดือนกรกฎาคม

แม้ว่าวุฒิภาวะของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหลายยังไม่ค่อยได้ระดับที่เขาต้องการเห็น เนย์ พง ลัตมองว่ารัฐบาลไม่ควรที่จะปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ เพราะว่าประชาชนสามารถกำกับดูแลกันเองได้

“เรากำกับดูแลซึ่งกันและกันเอง เราสามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมการใช้สื่อออนไลน์ด้วยตัวเรากันเองได้”

“ผมมีเพื่อนเฟซบุ๊ก 5,000 กว่าราย ถ้าพวกเขาจะเผยแพร่เนื้อความที่ยุให้เกลียดกัน ผมก็จะเตือนพวกเขา ถ้าพวกเขาพยายามทำซ้ำอีก ผมก็จะอันเฟรนด์เขา ตอนนี้ผมพูดได้ว่าเพื่อนผมไม่ได้เป็นผู้แพร่ hate speech “

ขณะเดียวกันเนย์เชื่อว่าการบังคับใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมของเมียนมาร์ยังไม่มีขีดความสามารถที่จะจัดการกับคดีอาชญากรรมไซเบอร์

“ถ้าหากคุณตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นมา แล้วก็ไปแจ้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่เข้าใจว่าคุณพูดเรื่องอะไร” เนย์กล่าวว

ด้วยกลุ่มประชากรออนไลน์ที่จำนวนเล็กน้อยมากในเมียนมาร์ บางคนอาจมองว่านัยในเรื่องที่เกี่ยวกับ hate speech นั้นยังไม่ได้มีผลกระทบมาก

อย่างไรก็ดี การที่ไม่มีสถาบันหรือองค์กรที่จะเผชิญกับความท้าทายที่นับวันจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ออนไลน์ในอนาคตเมื่อคำนึงถึงว่าบริการสื่อสารโทรคมนาคมกำลังจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

เทเลนอร์จากประเทศนอร์เวย์จะเปิดตัวบริการวอยซ์และดาต้าในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2014 ครอบคลุมบริการ 78% ของประชากร ในขณะที่บริษัท Ooredoo จากกาตาร์ก็จะสร้างจุดเชื่อมต่อสาธารณะ 10,000 จุดทั่วประเทศ หมายความว่าประชากร 84% จะมีอินเทอร์เน็ตใช้ภายในปี 2019

อินเทอร์เน็ตอาจเป็นหน้าต่างสู่โลกสำหรับคนจำนวนมาก แต่ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับคนบางกลุ่ม หากว่าประชาชนยังไม่มีความตื่นรู้ตระหนักรู้ พื้นที่ออนไลน์อาจจะตกอยู่ในกุมมือของกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวเพื่อตอบสนองประโยชน์เฉพาะกลุ่มเขาเท่านั้น

นักวิพากษ์กล่าวว่าการเปิดพื้นที่ในโลกไซเบอร์ไม่ควรเป็นภารกิจที่ไม่ต่อเนื่อง การเปิดเสรีพื้นที่นี้ควรจะเป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อติดพลังให้กับประชาชนในทางสร้างสรรค์ ทุกฝ่ายควรมีความรับผิดชอบเท่าเทียมกันในการที่จะตัดสินใจว่าพื้นที่ออนไลน์เป็นเวทีสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์กันในวงกว้าง หรือว่าเป็นพื้นที่ประลองกำลังของชนชั้นปกครองอภิสิทธิ์ชนเพื่อโกยคะแนนทางการเมือง

 

 

เฉิน เชา ฟุยเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับทุนในโครงการ SEAPA Fellowship 2013 ซึ่งในปีนี้ว่าด้วยประเด็นความท้าทายด้านเสรีภาพในการแสดงออกและการกำกับดูแล บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษชิ้นนี้เผยแพร่เป็นครั้งแรกทาง www.fz.com ดูฉบับภาษาอังกฤษได้ทางลิงก์ต่อไปนี้
http://www.fz.com/content/internet-–-new-wave-sweeping-myanmar (Main-Part I)
http://www.fz.com/content/internet-–-double-edged-sword-myanmar (Main-Part II)
http://www.fz.com/content/striking-delicate-online-balance-myanmar (Main- Part III)
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์