ทีดีอาร์ไอขอใช้อำนาจศาลพิสูจน์คดีนักวิชาการถูกฟ้องหมิ่น ยันกรณีปัญหา 'ซิมดับ' ควรดีเบตเพื่อประโยชน์สาธารณะ

20 ก.ย. 56 - จากกรณี กสทช.ฟ้องนักวิชาการและสื่อมวลชน คือ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัยทีดีอาร์ไอ และน.ส.ณัฐฐา โกมลวาทิน ผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส และต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2556 ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่า  นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่าจะมีผู้ถูกฟ้องรายหนึ่งไปพูดคุยเจรจากับกสทช.เพื่อให้มีการถอนฟ้อง
 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เปิดเผย รู้สึกแปลกใจมาก เมื่อได้ยินข่าวนี้ และจากการตรวจสอบจากเฟซบุ๊กของ คุณณัฐฐา โกมลวาทิน หนึ่งในผู้ถูกฟ้องยืนยันว่าไม่ได้มีความคิดใด ๆ ที่จะไปเจรจากับ กสทช. เพราะได้ทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ ในส่วนของนักวิชาการคือ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัยของทีดีอาร์ไอ ก็ยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะไปเจรจาเพื่อให้ กสทช.ถอนฟ้อง เช่นกัน นอกจากนี้เฟซบุ๊กของนายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสก็ระบุชัดเจนว่าไม่มีแนวทางจะไปเจรจาเพื่อให้มีการถอนฟ้อง  เพราะทั้งทีดีอาร์ไอในฐานะนักวิชาการและไทยพีบีเอสในฐานะสื่อมวลชน ต่างได้ทำหน้าที่ตามหลักวิชาการและหลักวิชาชีพของตัวเอง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปขอร้องให้มีการถอนฟ้อง   ฉะนั้นจึงประหลาดใจอย่างยิ่งที่ กสทช.ให้ข่าวดังกล่าว  โดยเลขาธิการ กสทช, ระบุว่า นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) เป็นผู้ให้ข่าวว่าจะมีผู้ที่ถูกฟ้อง 1 รายจะไปเจรจาเพื่อให้มีการถอนฟ้อง ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ข้อสรุปที่ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนว่า 1 ใน 2 ท่านนี้ท่านใดท่านหนึ่งน่าจะให้ข้อมูลที่ไม่จริงต่อสาธารณชน
 
“ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะบุคคลทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การให้ข้อมูลในเรื่องที่ไม่จริงและสามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ ว่าเป็นจริงหรือไม่ ก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากๆ และประชาชนไม่ค่อยเข้าใจ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะให้ข้อมูลกับสาธารณชนอย่างถูกต้อง”
 
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนของทางทีดีอาร์ไอ ยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ของนักวิชาการ  หาก กสทช.อยากจะถอนฟ้องก็สามารถดำเนินการได้เอง  ทางนักวิชาการและสื่อมวลชนทั้งสองคนไม่ได้มีแนวคิดที่จะไปเจรจาในที่ลับ  หากจะมีการพูดคุยใด ๆ อยากให้เป็นการเปิดเวทีสาธารณะพูดคุยกันถึงความถูกต้องเหมาะสมของการที่ กสทช. ไปขยายอายุการใช้สัมปทานคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรจะพูดกันในที่แจ้ง
 
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การที่คดีไปสู่ศาลนั้นในมุมหนึ่งแม้จะทำให้เกิดความยุ่งยากเสียเวลากับผู้ถูกฟ้องทั้งสอง แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ขั้นตอนของศาลซึ่งจะสามารถใช้อำนาจของศาลในการเรียกข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ซึ่งเคยเป็นความลับยังไม่ถูกเปิดเผยโดยสำนักงาน กสทช. ออกมาเป็นข้อมูลสาธารณะ และเมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าประชาชนจะได้ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
 
ขณะเดียวกันการออกมาให้ข่าวของ กสทช.ทั้งสองท่านหากเป็นจริงตามที่เป็นข่าว ก็ควรอย่างยิ่งที่ กสทช.ทั้งสองคนจะต้องออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว ว่าผู้ใดอ้างใครไปติดต่อกับท่าน ท่านจึงเอามากล่าวอ้างว่ามีความพยายามว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการที่ถูกฟ้องจะไปเจรจาต่อรองเพื่อให้ถอนฟ้อง
 
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า สิทธิเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพของสื่อเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ และการทำหน้าที่ของนักวิชาการและสื่อในกรณีแบบนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการคุ้มครองจากสังคม    และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนในอนาคตที่จะชี้ให้เห็นว่าหากสิทธิของสื่อและนักวิชาการถูกคุกคามไปแล้วทำให้ไม่สามารถตรวจสอบองค์กรของรัฐที่บริหารเม็ดเงินบริหารผลประโยชน์เป็นแสนล้านต่อปีได้ คนที่จะเสียก็คือประชาชน เพราะประชาชนก็จะไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ควรได้รับทราบ 
 
อย่างกรณีคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ต ซึ่งมีความซับซ้อนจนนำมาสู่การฟ้องร้องนั้น พูดง่าย ๆ คือ คลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ต เป็นคลื่นที่ใช้กับสัมปทานโทรศัพท์ 2G (มีคนจำนวนมากใช้งานอยู่) แต่สามารถนำไปใช้กับ 4G ได้ด้วย ซึ่งโทรศัพท์ 4G จะสามารถสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงได้   การที่ กสทช.โดย กทค.ได้ไปต่ออายุการใช้คลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ตให้กับบริษัทเอกชนสองราย มีผลทำให้หมดโอกาสที่จะเอาคลื่นนั้นไปใช้กับ 4G ซึ่งมีประโยชน์กับสังคมมากกว่า  ซึ่งหากมีการยืดออกไปอีก 1 ปีอย่างที่ปรากฏ ความเสียหายที่จะเกิดคือประเทศไทยจะได้ใช้บริการ 4G ล่าช้าออกไป 1 ปี และที่สำคัญ มีการตั้งคำถามจากนักวิชาการด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียงหลายคนถึงการดำเนินการดังกล่าวของ กสทช. ว่าดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ตนคิดว่าคำถามที่ กสทช.ต้องตอบในกรณีนี้ก็คือ การดำเนินการ ของ กสทช.นั้นได้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานภายนอกเช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือแม้กระทั่งที่ปรึกษากฎหมายภายใน คืออนุกรรมการด้านกฎหมายของ กสทช. หรือไม่.อย่างไร
 
สำหรับสัมปทานคลื่น 1800  เมกกะเฮิร์ตที่หมดอายุสัมปทานไปเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมานั้น ตามกฎหมาย กสทช. การใช้คลี่นความถี่จะต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช.  โดย กสทช.และผู้ที่ใช้อำนาจ กสทช.ซึ่งรวมถึง กทค.ด้วย หากทราบว่ามีการใช้คลื่นความถี่โดยผู้ประกอบการ โดยไม่ได้รับอนุญาต  กสทช.หรือผู้ใช้อำนาจ กสทช. หากละเว้นก็จะมีความผิด ถ้าไม่ผิดตามมาตรา 157 กฎหมายก็กำหนดไว้ว่าให้มีความผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย กสทช.ด้วย    กสทช.จึงควรเร่งแก้ไขการดำเนินการที่น่าจะผิดพลาดให้กลับมาโดยเร็วที่สุดและด้วยความโปร่งใส
 
สิ่งที่ กสทช.ควรทำ คือ การเปิดเผยผลการศึกษาของอนุกรรมการที่ กสทช.ตั้งขึ้นและปรึกษาหารือหน่วยงานด้านกฎหมายต่าง ๆ ก่อนจะดำเนินการที่จะผิดพลาดมากไปกว่านี้   และโดยส่วนตัวตนเห็นว่า  กสทช.ควรเปิดเวทีพูดคุยสาธารณะกับนักวิชาการฝ่ายต่าง ๆ และกลุ่มผู้บริโภค  เพื่อค้นหาว่าจะมีวิธีการเยียวยาปัญหานี้ร่วมกันอย่างไรในอนาคต.

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์