สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: อย่าคิดว่าโทษประหารชีวิตเท่ากับความยุติธรรม

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์ประชาไท เนื่องในวันยุติโทษประหารชีวิตสากล (World Day against the Death Penalty) ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 10 ต.ค. ของทุกปี

สำหรับประเทศไทยในปีนี้ที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้จัดภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Give Up Tomorrow”  ขึ้นเพื่อถ่ายทอดประเด็น "การใช้โทษประหารชีวิต" และ "กระบวนการยุติธรรม" ผ่านภาพยนตร์ พร้อมร่วมเสวนากับ Marty Syjuco ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ โดยศิโรตม์เป็นพิธีกรร่วมพูดคุยกับผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ด้วย

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "Give Up Tomorrow" ที่มีการฉายนั้น เป็นเรื่องราวของ "ฟรานซิสโก ฆวน ปาโก้ ลาราญากา" หรือ "ปาโก้" ชาวฟิลิปปินส์เชื้อสายสเปน อดีตนักโทษประหารที่ถูกกล่าวหาในคดีฆ่าข่มขืน วัยรุ่นหญิงสองคน เมื่อปี 2540 โดยกระบวนการตัดสินคดีเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม และถูกตัดสินประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาประเทศฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกโทษประหาร ทำให้ "ปาโก้" รับโทษจำคุกตลอดชีวิต และในปัจจุบันเนื่องจากการรณรงค์เพื่อช่วยเหลือและทวงความยุติธรรมให้ "ปาโก้" ทั้งในฟิลิปปินส์ สเปน และทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันเขาถูกส่งไปรับโทษที่สเปน ทั้งนี้เขายังคงอุทธรณ์โทษหลายครั้งเป็นการทำทัณฑ์บนเพื่อขอกลับไปอยู่กับครอบครัว โดยเขายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด ทั้งนี้หลังการฉายภาพยนตร์ ผู้ร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันชูป้ายรณรงค์ให้มีการปล่อยตัว "ปาโก้" ด้วย

โดยศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ กล่าวถึงแนวโน้มของการยุติโทษประหารชีวิตในประเทศไทยว่า "โทษประหารชีวิตในทุกสังคมจะเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต เพราะเป็นวิธีการลงโทษโบราณ มีมานานเหมือนกับจะเป็นการลงโทษที่คล้ายเป็นธรรม เป็นการลงโทษที่เหมือนกับว่าใครทำอะไรก็ได้รับอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วหลายสังคมโทษประหารชีวิตถูกยกเลิกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ผมคิดว่า ในที่สุดก็จะเดินไปบนเส้นทางนี้"

"คือโทษประหารชีวิตในที่สุด ไม่สามารถจะอยู่ได้ในโลกซึ่งสังคมส่วนใหญ่เขายกเลิกโทษแบบนี้ไปแล้ว หรือถ้าไม่ยกเลิกก็ระงับการประหารชีวิตในทางความเป็นจริงไปมากขึ้นเรื่อยๆ หรือต่อให้ไม่ทำแบบนั้น ในหลายๆ สังคมก็มีการลดความผิดซึ่งนำไปสู่การประหารชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าถ้าเราดูบทเรียนจากประเทศอื่น ประเทศไทยก็จะหนีวิธีแบบนี้ไปไม่พ้น"

ตัวอย่างภาพยนตร์ "Give Up Tomorrow" ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำมาฉายพร้อมพูดคุยกับผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เมื่อ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา

 

สำหรับภาพยนตร์ "Give Up Tomorrow" ที่มีการนำมาฉายในกิจกรรมเนื่องในวันยุติโทษประหารชีวิตสากลซึ่งจัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลด้วยนั้น ศิโรตม์กล่าวถึงแง่มุมจากภาพยนตร์ที่เห็นคือ "อย่าไปคิดว่าโทษประหารชีวิตเท่ากับความยุติธรรม อย่าไปคิดแบบที่เราถูกสอนให้เชื่อว่า โทษประหารชีวิตเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดต่างๆ ขึ้นมาในสังคม 2 เรื่องนี้เป็นมายาคติซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า โทษประหารชีวิตไม่ใช่ความยุติธรรมและการเอาคนมาดำเนินคดีด้วยการประหารชีวิต โดยตัวมันเองไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสังคมจะไม่เกิดความผิดแบบนี้ขึ้นอีก"

"ต้องมีสติและแยกแยะสองสามเรื่องนี้ออกจากกัน โทษประหารชีวิตก็เรื่องหนึ่ง การคืนความยุติธรรมให้คนที่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายก็เรื่องหนึ่ง การป้องกันไม่ให้เกิดความผิดแบบเดียวกันก็อีกเรื่องหนึ่ง"

"เพราะบทเรียนจากทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยหรือสังคมอื่นเอง 3 เรื่องนี้มันไม่มีความเชื่อมโยงกัน และในหลายสังคมซึ่งมีการยกเลิกโทษประหารชีวิต การดำเนินคดี หรือการกระทำผิดของคนกลุ่มต่างๆ ก็ไม่ได้มากขึ้นหรือเลวลง ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่า การใช้โทษประหารชีวิตจะทำให้คนกระทำความผิดน้อยลงกว่าที่ผ่านมา อย่างที่เราคิดกัน คือ 2 เรื่องนี้เป็นมายาคติในสังคมล้วนๆ ถ้าดูในหนังเรื่องนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเราอาจจะเห็นก็คือ การพิจารณาโทษประหารชีวิต การตัดสินว่าใครผิดต้องประหารชีวิต มีมายาคติทางชนชั้น มีการสร้างกระแสทางสังคมผ่านสื่อ มีบรรยากาศทางการเมือง มีหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง จนอย่ามั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมากเกินไป ผมคิดว่าในที่สุดหนังเรื่องนี้บอกเราสั้นๆ ว่า อย่ามั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน แม้กระทั่งกับคนที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย"

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น