ศาลไม่ถอนประกัน ‘ไทกร’ คดีก่อการร้าย ชี้ไม่ผิดเงื่อนไข

หลังจากอัยการขอให้ศาลเพิกถอนประกัน ไทกร พลสุวรรณกับพวกชี้ผิดเงื่อนไขประกันในคดีร่วมกันก่อการร้ายปิดสนามบิน ล่าสุดศาลยกคำร้องชี้ชุมนุมปราศจากอาวุธไม่มีเหตุเพิกถอนประกัน คปท.ยังชุมนุมต่อท่ามกลางสายฝน

สำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.รายงาน ศาลอาญา รัชดา อ่านคำสั่งในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว นายไทกร พลสุวรรณ, นายพิเชฐ พัฒนโชติ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีต ส.ว.  เป็นจำเลยในคดี ร่วมกันก่อการร้าย ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเห็นว่า จำเลยทั้ง 3 มีพฤติการณ์กระทำผิดเงื่อนไขการประกัน กรณีจัดชุมนุม และขึ้นเวทีปราศรัย ที่บริเวณลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี โจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 4-5 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ แม้ว่า ในช่วงวันดังกล่าว จำเลยได้ร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมจำนวนมาก เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และต่อต้านระบอบทักษิณ แต่ในช่วงที่มีการชุมนุมนั้นยังไม่พบว่าเกิดความวุ่นวาย สอดคล้องกับตำรวจที่สังเกตการณ์ชุมนุม ระบุว่า การชุมนุมดังกล่าว ปราศจากอาวุธ อีกทั้ง รัฐบาล ได้ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ก่อนครบกำหนด

ดังนั้น การกระทำของจำเลย จึงไม่เข้าข่ายผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราว ไม่มีเหตุผลที่ศาลจะเพิกถอนการประกันตัว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยรายงานว่า ภายหลังที่ศาลอ่านคำสั่งให้จำเลยทั้งสามฟังแล้ว ศาลยังได้กำชับด้วยวาจากับจำเลยทั้งสามว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องแต่ขอให้พึงสังวรว่า อย่ากระทำการใดๆ ที่จะเป็นการผิดต่อเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวของศาล ซึ่งจำเลยทั้งสามได้กล่าวตอบรับศาล ภายหลังฟังคำสั่งแล้ว กลุ่มมวลชนประมาณ 20 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจ ได้นำดอกกุหลาบมามอบให้นายไทกร นายพิเชฐ และนายสมบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น
 
ภายหลังนายพิเชฐ พัฒนโชติ เปิดเผยว่า คำสั่งของศาลเป็นบรรทัดฐานว่าผู้ที่มีคดีเกี่ยวกับการเมืองสามารถที่จะขึ้นเวทีปราศรัยได้ แต่ต้องระมัดระวังการพูดไม่ให้ผิดเงื่อนไขศาล โดยศาลได้กำชับว่าคดีที่ตนทั้งสามคนถูกดำเนินคดีมีอัตราโทษสูง เพราะฉะนั้นควรระมัดระวังคำพูดให้มากยิ่งขึ้น
 

ไทกรยัน กปท.ไม่แตกแยกปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.)  กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มแกนนำว่า  เป็นการเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มแกนนำอย่างแน่นอน คาดว่าเป็นการปล่อยข่าวลือ ส่วนกรณีที่ พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หนึ่งในแกนนำ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวทำนองว่า ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจของ กปท. ที่มีการปลุกระดมมวลชนไปเคลื่อนไหวตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น ไม่เกี่ยวของกับคณะเสนาธิการร่วม แต่เป็นการกระทำของนายไทกร นั้น เห็นว่า พลอากาศโทวัชระ ไม่ค่อยได้เข้าได้เข้าร่วมประชุม จึงได้ข้อมูลที่ผิด เลยแสดงความเห็นออกมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ตอนนี้ได้มีการอธิบายและเข้าใจกันแล้ว

ขณะที่ นายไทกร ได้ปฏิเสธถึงกรณีการเปลี่ยนบุคคลออกมาแถลงข่าวของ กลุ่ม กปท. นั้น เห็นว่าขึ้นอยู่กับแกนนำที่จะมอบหมายให้ใครเป็นผู้แถลงข่าว แต่หากมีการเปลี่ยนผู้แถลงข่าวก็ไม่เป็นไร เพราะตนมีคดีที่ถูกฟ้องร้อง 13 คดีแล้ว ที่เกิดจากการแถลงข่าว

นอกจากนี้ ภายหลังศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เพิกถอนประกัน นายไทกร กับพวกได้ มีกลุ่มผู้ชุมนุม กปท. กว่า 20 คน เดินทางจากสวนลุมพินี มายังศาลอาญา เพื่อมอบดอกกุหลาบเพื่อให้กำลังใจแกนนำทั้ง 3 คนด้วย

 

แหล่งข่าวเนชั่น ในกปท. เผยแตกกันเองค้านยอมกลับสวนลุมฯ

สำหรับข่าวความแตกแยกใน กปท.นั้น เนชั่นแชลแนล ซึ่งอ้างถึงแหล่งข่าวใน กปท. เมื่อ 11 ต.ค.ที่ผ่านมาหลังการย้ายจากการชุมนุมที่ทำเนียบว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเสนาธิการร่วม เพราะภายหลังที่ประกาศเคลื่อนกลับได้มีมวลชนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจ อีกทั้งการตัดสินใจคั้งนี้เสียงยังไม่เป็นเอกฉันท์ด้วย โดยมีเสนาธิการร่วมฯ บางคนไม่เห็นด้วยกับการประกาศเคลื่อนมวลชนกลับ เพราะก่อนจะมีการเจรจาในเสนาธิการร่วมได้มีการตกลงกันแล้วว่า จะไม่ยอมเคลื่อนออกจากทำเนียบรัฐบาลเด็ดขาด อะไรจะเกิดก็เกิด แต่เมื่อผลการตัดสินใจของเสนาธิการส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ เสียงส่วนน้อยก็รู้สึกไม่พอใจและท้อแท้ ถึงกับพูดขึ้นมาว่า แล้วอย่างนี้ใครจะมาร่วมชุมนุมด้วย เสียไปหมด และถ้าเป็นอย่างนี้ที่สวนลุมพินีก็ต้องประกาศยุติการชุมนุมไปด้วย แต่เมื่อผลออกมาเป็นอย่างนี้ก็ต้องยอมรับ ส่วนแผนต่อๆไปก็พังลงหมดเพราะแผนหัวขบวนล้มลงแล้ว แผนทั้งหมดที่วางไว้ก็จบไปด้วย ทั้งนี้เสนาธิการร่วมฯ จะมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง แต่ในเสนาธิการร่วมบางคนถึงกับบอกว่าจะคุยอะไร ไมรู้จะคุยอะไรแล้ว

นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า ในระดับการ์ดของกปท.เองก็มีปัญหากัน ด้วยความที่การ์ดมักวางท่าว่าเป็นใหญ่ จึงทำให้กลุ่มนักเรียนอาชีวะที่เข้าร่วมชุมนุมเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเกิดความเขม่นกันอยู่ อีกไม่นานถ้าการ์ดกปท.ยังไม่ปรับปรุงก็จะมีการตีกันเองกับอาชีวะอย่างแน่นอน อีกทั้งมวลชนที่จะเข้าร่วมก็เกิดความไม่พอใจการ์ดด้วย และนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้มีมวลชนเข้าร่วมน้อย

 

คปท. ยังคงชุมนุมท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่วันนี้(16 ต.ค.56)กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยังคงชุมนุมบริเวณแยกอรุพงษ์  ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายต่อเนื่องตั้งแต่เช้ามืดที่ผ่านมา โดยมวลชนยังคงกระจายตัวอาศัยตามเต้นท์ที่พัก และนั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน บางส่วนยังมีความกังวลใจกับเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดี นำหมามุ่ยมาโรยในพื้นที่ชุมนุม แต่ยังยืนยันที่จะชุมนุมต่อไป ขณะที่บนเวทีนั้นยังไม่มีกิจกรรมใด ๆ แกนนำยังคงพักผ่อนด้านหลังเวที ด้านการจราจรเป็นไปอย่างคล่องตัว มีติดขัดบ้างตามสัญญาณไฟจราจร แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจาก สน.พญาไท คอยอำนวยความสะดวก

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมออกมาสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ เพื่อหาฉันทามติ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการชุมนุมของ คปท. ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์

ชาวบ้านชุมชนตลาดประแจจีน แจ้งความม็อบอุรุพงษ์ทำเดือดร้อน - รถสุขาตั้งหน้าบ้านเหม็นหึ่ง

เว็บไซต์ข่าวสด รายงานเพิ่มเติมว่า  เวลา 14.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. เผยกรณีมีชาวบ้านชุมชนตลาดประแจจีนไปแจ้งความสน.พญาไท เพื่อให้ม็อบคปท.ยกเลิกการชุมนุมเนื่องจากทำให้ผู้ประกอบการและชาวบ้านบริเวณดังกล่าวเดือดร้อน ว่า ในวันนี้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมบริเวณตลาดประแจจีน 2-3 ราย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.พญาไท ร้องเรียนไว้ 5 ข้อ คือ 1.บริเวณถ.พระราม 6 ขาออก เป็นสถานที่ที่ผู้ชุมนุมใช้ตั้งเต็นท์ รวมถึงมีเวทีขยายเสียงเพื่อการชุมนุมทำให้ถูกปิดการจราจร ประชาชนไม่สามารถเข้าบ้านได้ เกิดความเดือดร้อน 2.กรณีมีรถสุขาตั้งอยู่หน้าบ้าน ส่งกลิ่นเหม็นและน้ำของเสียไหลเข้าบ้านของประชาชนในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการร้านขายของในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถใช้บริการได้ 3.การใช้เครื่องขยายเสียงพูดปราศรัย หรือร้องเพลงบนเวทีทำให้เสียงดังรบกวนชาวบ้าน 4.การชุมนุมดังกล่าวปิดเส้นทางลูกค้าที่จะมาใช้บริการไม่สะดวกส่งผลให้ลูกค้าลดลง 5.กลุ่มประชาชนที่พักอาศัยต้องการให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายเวทีไปยังบริเวณอื่นต่อไป 

 

ศาลรับคำฟ้อง กปท.กรณี ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

ที่ศาลแพ่ง ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยรายงานว่า เวลา 15.00 น. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และ นพ.ระวี มาศฉมาดล ผู้ประสานงานกลุ่ม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี นายนิวัฒนธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและมีอำนาจออกประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.ศอ.รส.) เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่อง กระทำความผิดรัฐธรรมนูญละเมิดสิทธิการชุมนุม

กรณีเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2556 นายนิวัฒน์ธำรง จำเลยที่ 2 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื้อหาส่วนหนึ่งว่า “ด้วยปรากฏว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองและการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความต้องการตามแนวทางและผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มในขณะนี้ ได้กำหนดรูปแบบการชุมนุมเพื่อให้มีการระดมคนจำนวนมาก หรือมีการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ใกล้เคียง เพื่อขัดขวางการใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรนิติบัญญัติ ซึ่งอยู่ในระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา"
 
ดังนั้น จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกเพิกถอนประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ของโจทก์ที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศเรื่องการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.มั่นคงฯ ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนประกาศของ ศอ.รส.ฉบับที่ 1/2556 เรื่องห้ามบุคคลเข้าหรือออกจากบริเวณพื้นที่ อาคารหรือสถานที่ที่กำหนด และขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่ 2 เรื่อง ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ 4239 /2556 และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น.
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์