ปรีดิยาธร ยื่นจม.ถึงยิ่งลักษณ์ – ฟันธงจำนำข้าวเจ๊ง 4 แสนล.รั่วไหลเพียบ

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.56  โครงการอาจารย์ป๋วย จริยธรรม ร่วมกับองค์การต่อต้านการคอร์รัปชัน  จัดงาน “รำลึก 100 ปี ชาตกาล อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ขึ้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยมีการจัดเสวนา เรื่อง มหากาพย์จำนำข้าว “มหากาฟย์กอบกู้สุจจริต “ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ”  ขึ้น  โดยมี นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) , ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายนิพนธ์ พัวพงธกร รักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขา ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบท ทีดีอาร์ไอ , นายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล​ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการเสวนา

โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า   โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการรับจำนำข้าวด้วยความวิตกว่าจะเกิดผลสูญเสียต่องบประมาณของประเทศชาติเป็นจำนวนมาก  และจะมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นมากมาย จึงทำจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ทบทวนนโยบายการรับจำนำข้าวอย่างจริงจัง และหันมาใช้วิธีการจ่ายผลประโยชน์ส่วนเพิ่มให้ชาวนาโดยตรง กำหนดยอดสูงสุดต่อครัวเรือน และตั้งเกณฑ์ให้กระจายไปถึงครัวเรือนที่มีฐานะยากจนเพิ่มขึ้นด้วย

หากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทำได้เช่นนี้ก็จะได้ชื่อว่าได้ทำงานสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ดูแลป้องกันไม่ให้เงินของแผ่นดินต้องสูญเสียมากเกินความจำเป็น  และยังสามารถช่วยชาวนาได้ทั่วถึงมากขึ้นอีกด้วย  แต่หากยังคงเพิกเฉยและดำเนินโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิต 2556/2557 ต่อไปเป็นปีที่ 3  เท่ากับว่ากำลังปล่อยให้มีการบริหารงานแผ่นดินในลักษณะที่เกิดความเสียหายต่องบประมาณของชาติเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่รู้มาก่อนว่าจะต้องเกิดความเสียหายมากมาย 

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  ยังระบุด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้น  ควรหาวิธีการช่วยเหลือที่ไม่ต้องสูญเสียเงินของแผ่นดินในจำนวนมาก  และเป็นแนวทางที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาเกาะหลังชาวนาเพื่อหาประโยชน์  ขณะเดียวกัน ต้องเป็นวิธีการที่สามารถกระจายประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมชาวนาที่ีมีฐานะยากจนมากขึ้น  และเพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตข้าวเกิดความเสียหายจากการเน่าเสีย  รัฐบาลควรยกเลิกช่วยเหลือชาวนาโดยใช้วิธีตั้งราคารับซื้อสูง ๆ เพื่อดึงดูดข้าวทั้งหมดไว้กับรัฐ และใช้วิธีระบายข้าวผ่านระบบการค้าของภาคเอกชน  ซึ่งทำได้ดีอยู่แล้วโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐแต่อย่างใด  

โดยวิธีดังกล่าวเป็นแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบเดียวกับกรณียางพาราที่รัฐดำเนินการไปแล้ว  โดยจ่ายเฉพาะส่วนเพิ่มที่ต้องการให้ชาวสวนยางได้รับโดยตรง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้รับผลประโยชน์ ในขณะที่ระบบการค้ายางก็ยังคงดำเนินตามปกติ ไม่ได้ดึงดูดยางเข้ามาอยู่ในสต๊อกรัฐ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการขาดทุนหรือคอร์รัปชันในช่วงขายออก นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็เริ่มใช้วิธีเดียวกันนี้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนาสำหรับข้าวจำนวน 890,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวลอตสุดท้ายของฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 โดยจ่ายเข้าบัญชีของชาวนาโดยตรงเฉพาะผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจำนวน 2,500 บาทต่อตัน  ไม่ได้รับจำนำในอัตรา 15,000 บาทต่อตันแต่อย่างใด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐ  ข้อมูลของภาคเอกชนในวงการค้าข้าว และจากการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมจากชาวนา พบว่า การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสร้างความสูญเสียไม่ต่ำกว่า 425,000 ล้านบาท  โดยเป็นผลประโยชน์ในส่วนที่ชาวนาจะได้รับไม่ถึงครึ่ง และเป็นเงินที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันสูงถึง 115,831 ล้านบาท โดยมีปริมาณการรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิต 2554/2555 จำนวน 21,640,000 ตัน  และเพิ่มขึ้นเป็น 22,230,000 ตันในฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 รวมปริมาณข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำทั้งสิ้น 48,870,000 ตัน โดยมีปริมาณที่ช่วยเหลือประโยชน์ส่วนเพิ่ม 890,000 ตัน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่สามารถสกัดกั้นการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าวได้เลย

ด้านนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาข้าวโลกมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างรุนแรง และเป็นการปรับลดราคาลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น  เนื่องจากตลาดเริ่มรู้ว่าไทยมีสต๊อกข้าวคงคลังอยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่าไทยเหลือสต๊อกข้าวในโกดังประมาณ 17 ล้านตัน  แต่หลังจากนั้นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับระบุว่าสต๊อกข้าวไทยเหลือ 10 ล้านตัน ส่งผลให้รัฐบาลมีหนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวแล้วกว่า 500,000-600,000 ล้านบาท เกินวงเงินที่ตั้งไว้ และเริ่มชนเพดาน  กำลังจะเกินกำลังที่ผู้ให้กู้จะสนับสนุนได้อีกต่อไป.

นอกจากนี้ปัญหาการขายข้าวคุณภาพสูง เพราะในอนาคตการบริโภคข้าวจะลดน้อยลง เน้นเพิ่มคุณภาพข้าว ทำให้ไทยสู้ตลาดโลกไม่ได้ ราคาที่ชาวนาได้ในที่สุดเป็นราคาที่ขายข้าวได้ในตลาดโลก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามทุ่มเทเงิน แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังไม่มีเงิน คิดว่ากระทรวงการคลังเริ่มเห็นว่า ค่าใช้จ่ายจากการขาดทุนต่างๆ เริ่มมากขึ้น คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการแจงรายงานการปิดบัญชีว่า เห็นปัญหาต่างๆ ซึ่งทำให้กระทรวงการคลังไม่อยากให้กู้ยืมมาก โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงคลัง ขณะที่รัฐมนตรีช่วงนี้ก็ดูเงียบๆ ไป เช่นเดียวกับผู้นำรัฐบาลตัวจริงที่อยู่แดนไกล

“ตอนนี้ถึงจุดต้องแก้ไขปัญหา แต่จะแก้อย่างไรให้เดือดร้อนน้อยที่สุด ที่ผ่านมารัฐบาลนับว่าประสบความสำเร็จ แม้จะมีการโกงกินกันบ้าง แต่ก็โกงแบบมีจริยธรรม เป็นการโกงกิน 'ขาออก' จากโกดังรัฐบาล ด้วยคิดว่าเป็นเงินของรัฐ ฝากให้ฝ่ายค้านจี้ให้ถึงที่สุด อย่ารับไปทำเอง ไม่อย่างนั้นตายแล้วก็ยังต้องรับผิดชอบ นี่คือวิธีการทำโทษของผม ต้องจับให้ขังอยู่กับการจำนำข้าว ให้แก้ไขอย่างถึงที่สุด ต้องรับผิดชอบกับเงินที่สูญเสียไป”อัมมารกล่าว

 

 

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ , เว็บไซต์แนวหน้า

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์