บลูมเบิร์กวิเคราะห์ เมืองไทยกำลังกระจายความมั่งคั่งไปสู่ภูมิภาค

มีการจับกระแสการลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัด แม้แต่ในเขตที่ถูกมองว่าเป็นเขตยากจนของไทย รวมถึงนโยบายบางด้านของรัฐบาล เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง กับการเตรียมตัวเปิดพรมแดนอาเซียน ทั้งหมดนี้ถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้เกิดความมั่งคั่งไปสู่จังหวัดรอบนอก ซึ่งแต่เดิมถูกมองว่าความมั่งคั่งเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองหลวงเท่านั้น

31 ต.ค.2556 เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่บทความวิเคราะห์เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการกระจายความมั่งคั่งจากเมืองหลวงกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ส่วนภูมิภาคที่ถูกมองว่าเป็นเขตห่างไกลความเจริญ

บทความในบลูมเบิร์กกล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมืองหลวงของไทยถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบันกระแสจากทั้งในและนอกประเทศได้ปรับเปลี่ยนภูมิศาสตร์ทางเศรษฐกิจของไทย โดยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่าพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์และการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้นทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตมากกว่ากรุงเทพฯ 2 เท่า

ขณะเดียวกันข้อมูลของรัฐบาลไทยก็ระบุว่าพื้นที่ภาคใต้ก็มีการเติบโตด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปี 2555 ถูกจัดให้เป็นประเทศผู้ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์อันดับที่ 10 ของโลก ซึ่งเป็นการนำความมั่งคั่งมาสู่พื้นที่ที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ดในจังหวัดระยอง ทำให้มีรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยมากกว่ากรุงเทพฯ

บลูมเบิร์กยังได้กล่าวถึง ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้ที่เคยเปิดตลาดในต่างประเทศคืออิตาลีในปี 2554 ได้หันมาเปิดห้างสรรพสินค้าและโรงแรมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และภาคอีสานคือจังหวัดขอนแก่นกับอุบลราชธานีโดยให้ความเห็นว่าพื้นที่เหล่านี้กำลัง 'บูม' ซึ่งดูเหมือนนักลงทุนต่างชาติจะเห็นด้วยกับทิศทางนี้ ทำให้มีการลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น

ตลาดรถเบนซ์ภายในประเทศก็มียอดขายเพิ่มขึ้น โดยเชษฐพล เรืองพัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มบี โคราช ออโต เฮาส์ ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ กล่าวว่าเขามียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 120 คัน เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่มียอดขาย 55 คัน อ่างอาบน้ำจากุซซี่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสุขภัณฑ์หรูหรา ก็มีการนำเข้ามาในคลังสินค้ามากขึ้น โดยบริษัทสยามโกลบอลเฮาส์ จำกัด ได้นำเข้าอ่างจากุซซีราคาราว 180,000 บาท และสุขภัณฑ์อื่นเข้ามาในคลัง

บลูมเบิร์กเปิดเผยอีกว่าวิทูร สุริยวนากุล เศรษฐีผู้สร้างตัวมาจากการขายของเล็กๆ น้อยๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ดจนกระทั่งกลายเป็นเจ้าของสยามโกลบอลเฮาส์ ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศเว้นแต่ในกรุงเทพฯ และสามารถขายหุ้นของบริษัทได้จำนวนมาก โดยเมื่อปีที่แล้วปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ซื้อหุ้นไว้ร้อยละ 30 ด้วยราคาราว 9 พันล้านบาท

ในพื้นที่ชนบทก็มีกรณีของผู้ที่ซื้อที่ดินในราคา 500,000 บาทเมื่อปี 2554 และขายมันด้วยราคาสูงกว่าที่ซื้อมาสามเท่า โดยทำเงินรายได้มาซื้อรถแทรกเตอร์และซื้อเครื่องซักผ้าให้แม่ยาย

บลูมเบิร์กกล่าวอีกว่านโยบายการรับจำนำข้าว การขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน ทำให้พื้นที่ชนบทมีรายได้มากขึ้น และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปยังอุดรธานีก็ทำให้เกิดการบูมด้านอสังหาริมทรัพย์

ขณะเดียวกันแผนการเปิดพรมแดนทางเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนในปี 2558 ก็มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงส่วนภูมิภาครอบนอกของไทย เช่นจังหวัดอุดรธานีได้กลายเป็นแหล่งเชื่อมการค้าระหว่างประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และจีน

ทางด้านบริษัท ซิงเกอร์ ก็มียอดขายร้อยละ 95 นอกเขตกรุงเทพฯ และสามารถทำรายได้เกือบ 20 เท่าตั้งแต่ปี 2552 โดยการขายเครื่องปรับอากาศ และปั๊มแก๊สอย่างง่ายๆ ที่มาแทนถังแกลลอนน้ำมันในพื้นที่ชนบท

"ใครที่คิดว่ากรุงเทพฯ คือเมืองไทยนั้นคิดผิด" บุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้เสียสถานะการเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก จากการที่รัฐบาลรับซื้อสูงกว่าราคาตลาดทำให้แข่งขันกับต่างชาติได้น้อยลง ทางด้านสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่าการพยายามดำเนินการตลาดใหม่ในปี 2557 อาจช่วยให้ประเทศไทยกลับมาอยู่อันดับ 1 ในการส่งออกข้าวอีกครั้ง

แต่แม้ว่าเมืองไทยจะมีความขัดแย้ง มักจะเกิดการรัฐประหารและภัยธรรมชาติ แต่ก็เป็นที่นิยมของการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ และเหนือกว่าอังกฤษ  สเปน แคนาดา ในด้านเป็นแหล่งการผลิตยานยนต์โดยบริษัทจากต่างชาติ

โดยแมทท์ แบรดลีย์ ประธานบริษัทฟอร์ดสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่สำหรับการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

อดิเทพ วรรณพฤกษ์ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน กล่าวในบทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กว่าสิ่งที่สำคัญต่อนักลงทุนอีกอย่างหนึ่งคือเสถียรภาพทางการเมือง โดยประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้ว 15 ครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา โดยอดิเทพมองว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะอยู่ได้นานจนครบกำหนด 4 ปี

ซึ่งหลังจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดก็เกิดการแบ่งแยกในประเทศไทยโดยฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เป็นชนชั้นนำในเมืองและคนจนในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ และมีการจุดไฟเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยทศ กรรมการใหญ่เซ็นทรัลตั้งความหวังว่าการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในเมืองกับชนบทจะช่วยให้ความตึงเครียดนี้เบาบางลง และเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปแล้วประเทศจะเติบโตขึ้นกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจโลก

 

เรียบเรียงจาก

Thailand’s Rural Boom Yields Mercedes and $6,000 Jacuzzis, Bloomberg, 28-10-2013
http://www.bloomberg.com/news/2013-10-28/thailand-s-rural-boom-yields-mercedes-and-6-000-jacuzzis.html

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์