การเมืองไทยปลาย 2556 : ตลกหน้ากากขาว

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ส่วนที่ 2

นับตั้งแต่คณะกรรมาธิการฯพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเปิดเผยการแก้ไขร่างกฎหมายของตนจากฉบับวรชัย เหมะ กลายเป็นฉบับสุดซอย ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ก็ปรากฎเสียงตำหนิและการแถลงคัดค้าน ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการจากบุคคลและองค์กรต่าง ๆ จำนวนมาก  ขณะที่เสียงสนับสนุนมีเพียงเล็กน้อยจากภายในองคาพยพของมวลชนเสื้อแดงกลุ่มย่อย

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้าแถลงคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยของกรรมาธิการเสียงข้างมากอย่างถึงที่สุด  เช่นเดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวขัดขวางคัดค้านและพยายาม “คว่ำ” การผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนในฉบับวรชัย เหมะ วาระที่ 1 มาก่อนแล้วแต่ไม่ประสบผลที่ต้องการ

พรรคประชาธิปัตย์ยกระดับการต่อสู้ด้วยการชุมนุมใหญ่ ดึงดูดชนชั้นกลางกรุงเทพฯและมวลชนจัดตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ ของตนได้โดยอาศัยเหตุผลข้ออ้างต่าง ๆ ทางกฎหมายและพยายามสร้างความเชื่อในหมู่ประชาชนว่ากฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวมุ่งทำประโยชน์ทางการเงินให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  ข้ออ้างเหตุผลนี้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯจำนวนมากเชื่อ

เที่ยงวันที่ 5 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรแถลงต่อประชาชนว่ารัฐบาลเคารพอำนาจของรัฐสภาและวุฒิสภาหากจะมีการยับยั้งร่างกฎหมายฉบับกรรมาธิการฯ  และรัฐบาลจะไม่ฝ่าฝืนความต้องการของประชาชน เมื่อเห็นแล้วว่า “ประชาชนยังไม่พร้อมให้อภัยต่อผู้กระทำผิด”

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ประธานวุฒิสภาแถลงว่าวุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร และมีแนวโน้มชัดเจนว่าสมาชิกวุฒิสภาจะไม่ยอมให้ร่างกฎหมายที่สร้างปัญหาผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา

พรรคประชาธิปัตย์น่าจะพึงพอใจ ที่รัฐบาลและวุฒิสภาต่างก็แถลงจุดยืนคล้ายคลึงกันกับความต้องการ “คว่ำ” ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยตามที่พรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยต่อผู้ประชุมและแถลงผ่านกลไกประชาสัมพันธ์ของพรรค  แต่ปรากฎว่าในค่ำวันเดียวกันนั้นนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะปราศรัยที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแสดงความไม่สบอารมณ์ต่อคำแถลงของประธานวุฒิสภาดังกล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพรรคคนอื่น ๆ ที่เคยปราศรัยกล่าวอ้างการยึดมั่นหลักการนิติรัฐนิติธรรมจึงกลายสภาพเป็น “ตลกการเมืองถอดหน้ากากขาว” ที่ดูบริสุทธ์ผุดผ่องจากภายนอก  กลายเป็นเนื้อในที่แสดงถึงความไม่ยึดมั่นในหลักการที่ตนประกาศหาเสียง หรือปราศรัยหาพลังมวลชนมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตน

ในบรรดาผู้แสดงหรือแถลงคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ทุกรายทุกกลุ่มที่กล่าวอ้างเหตุผลต่าง ๆ บางส่วนคล้ายกันบางส่วนต่างกันนั้นมีจุดยืนที่อาจจำแนกอย่างคร่าว ๆ ได้ 2 ประเภท คือ (1) ต้องการรักษาหลักการทางกฎหมายในการนิรโทษกรรมไม่ให้เกินเลยไปเป็นกฎหมายที่ขัดหลักนิติรัฐนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนสากล และ (2) ต้องการฉวยโอกาสใช้จุดอ่อนทางกฎหมายของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับสุดซอยในการเคลื่อนไหวเพื่อ “ล้ม” รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ผู้สนใจอาจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การล้มพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผู้เขียนเคยนำเสนอก่อนหน้านี้ทางระบบอินเตอร์เน็ต)

คำปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อค่ำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ยืนยันเนื้อในภายใต้หน้ากากขาวที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องจากภายนอก  อีกวาระหนึ่ง  แต่วาระนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ลากเอาบรรดาที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัย  ที่ประชุมองค์กรเครือข่ายธุรกิจเอกชน  ที่ประชุมดารานักแสดง  ที่ประชุมชมรมบุคคลากรทางสาธารณสุข และชนชั้นกลางกรุงเทพฯ อีกเป็นจำนวนมากให้แสดงภาวะตัวตนเช่นเดียวกับภาวะตัวตนของนายอภิสิทธิ์และคณะออกมาให้สาธารณชนพิจารณาด้วยเช่นกัน

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์