ศาลสั่ง 3 แดงถูกยิงตาย 14 พ.ค.53 ไม่ทราบฝีมือใคร

ศาลสั่งปิยะพงษ์ กิติวงศ์, ประจวบ ศิลาพันธ์และสมศักดิ์ ศิลารัตน์ ถูกยิงตายสวนลุมและลาน ร.6  วันที่ 14 พ.ค.53 ช่วงสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. แต่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

29 พ.ย.2556 ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์  รายงาน ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำ ช.3/2556 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ ผู้ตายที่ 1 การ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายประจวบ ศิลาพันธ์ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนลุมพินี และนายสมศักดิ์ ศิลารัตน์ ผู้ตายที่ 3 ซึ่งถูกยองบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6  ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องและญาติผู้ตายทั้งสาม ประกอบด้วย ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และผู้เชี่ยวชาญแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. 2553 มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า เพื่อเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ และได้มีการขยายพื้นที่ชุมนุมไปยังบริเวณราชประสงค์ และถนนเพลินจิต โดยในวันที่ 14 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารม้าที่ 23 รักษาพระองค์ พร้อมอาวุธปืนปฏิบัติหน้าที่บริเวณถนนพระรามที่ 4 ด้านในสวนสาธารณะลุมพินี และบริเวณฝั่ง สน.ลุมพินี ขณะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นมาในสวนสาธารณะลุมพินี ผู้ตายที่ 1 ได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนที่เป็นการ์ด นปช.เข้าไปในพื้นที่สาธารณะสวนลุมพินี โดยระหว่างแยกสำรวจกับเพื่อน มีกระสุนปืนยิงมาที่ผู้ตายที่ 1 ทำให้เสียหลักล้มลง และถูกยิงซ้ำระหว่างหลบหนี จนทำให้ถึงแก่ความตายบริเวณริมสระน้ำด้านหลังหอนาฬิกาภายในสวนสาธารณะลุมพินี จากการตรวจชันสูตรศพพบว่าผู้ตายที่ 1 ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด.223 นิ้ว หรือ 5.56 มิลลิเมตร ทำลายเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอ ส่วนผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยถูกยิงด้วยกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ทะลุหัวใจและตับ ทำให้เสียเลือดมาก พบศพผู้ตายที่ 2 อยู่บริเวณพื้นสนามหญ้าใกล้สระน้ำภายในสวนสาธารณะลุมพินี ห่างจากจุดที่พบศพผู้ตายที่ 1 ประมาณ 100 เมตร โดยทิศทางของกระสุนปืนที่ยิงผู้ตายทั้งสองมาจากฝั่งถนนวิทยุ หรือถนนพระรามที่ 4 ส่วนผู้ตายที่ 3 มีพยานเบิกความว่าขณะผู้ตายที่ 3 ยืนอยู่หน้าลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ได้ยินเสียงปืนดังจากฝั่งตรงข้าม และเห็นเจ้าหน้าที่ทหารยิง เอ็ม 16 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ตายและเพื่อนจึงได้หนีไปหลบหลังอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ขณะนั้นเพื่อนผู้ตายได้วิ่งไปหลบหลังรถกระบะ และได้ตะโกนเรียกผู้ตายที่ 3 ให้วิ่งตามไป แต่ผู้ตายที่สามไม่ตอบรับ กระทั่งได้ยินเสียงปืนอีกครั้ง เมื่อหันไปพบว่าผู้ตายที่ 3 ถูกยิงเสียชีวิต โดยจากการชันสูตรพลิกศพพบว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด.223 นิ้ว หรือ 5.56 มิลลิเมตร ทำลายสมองขณะยืนอยู่บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ด้านถนนราชดำริ โดยวิถีกระสุนเป็นแนวราบมาจากด้านหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ด้านถนนราชดำริ หรือถนนพระรามที่ 4

จึงมีคำสั่งว่าผู้ตายทั้งสามรายถึงแก่ความตายภายในสวนสาธารณะลุมพินี เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553 โดยผู้ตายที่ 1-2 เสียชีวิตภายในสวนสาธารณะลุมพินี เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายของผู้ตายที่ 1 สืบเนื่องจากบาดแผลกระสุนปืน ขนาด.223 นิ้ว หรือ 5.56 มิลลิเมตร ทำลายเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอ ผู้ตายที่ 2 เสียชีวิตเนื่องจากบาดแผลกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดทะลุหัวใจและตับทำให้เสียเลือดมาก โดยวิถีกระสุนมาจากฝั่งถนนวิทยุหรือถนนพระราม 4 แต่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ ส่วนเหตุและพฤติการณ์การตายของผู้ตายที่ 3 เนื่องจากกระสุนปืนขนาด .223 นิ้ว หรือ 5.56 มิลลิเมตรทำลายสมองโดยมีวิถีกระสุนมาจากบริเวณด้านหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 แต่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ