สุเทพ เทือกสุบรรณอ้างมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญใช้ยึดอำนาจรัฐไม่ได้

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เมื่อเวลา 16:30 น. วันนี้ (1 ธันวาคม 2556) คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยึดอำนาจรัฐ ควบคุมอาคารสถานที่ราชการและสถานีโทรทัศน์ของรัฐและเอกชน รวมทั้งศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ แล้วประกาศบังคับให้ทุกส่วนราชการหยุดงาน โดยถือว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสิ้นความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปแล้ว โดยอ้างว่ารัฐบาลและพรรคการเมืองของรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงสิ้นความเป็นรัฐบาลเพราะไม่ยึดหลักนิติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญจึงถูกคุณสุเทพใช้เป็นข้ออ้างว่าตนเองกับคณะกรรมการประชาชนฯที่เรียกว่า กปปส. มีความชอบธรรมในการเข้าควบคุมยึดอำนาจรัฐ และรัฐบาลปัจจุบันหมดความชอบรรมตามมาตรา ๓ นี้ด้วย

มาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญฯ มีสองวรรค (สองย่อหน้า) บัญญัติไว้ดังนี้:

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

อธิบายได้ดังนี้:

วรรคหนึ่ง :
ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยนั้นถูกต้อง แต่พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้น ผ่านคณะรัฐมนตรี ดังนั้นมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงไม่มีอำนาจตั้งคณะรัฐมนตรีเอาเองตามใจชอบได้ และพระมหากษัตริย์ก็มิได้ทรงมีอำนาจจะทำอะไรตามพระทัยชอบได้ ต้องทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คือจัดให้ต้องเลือกตั้ง ต้องมีรัฐสภา ต้องเลือกรัฐบาลตามขั้นตอนปรกติตามกฎหมายเลือกตั้ง รัฐบาลของคุณสุเทพ - หากจะตั้งเมื่อไรมีใครบ้างก็แล้วแต่ - จะตั้งโดยการยึดอำนาจ ตั้งสภาประชาชนเอาตามใจชอบไม่ได้ คุณสุเทพ และพวก กปปส. จึงต้องตั้งพรรคการเมืองแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระหน้า คืออีกประมาณสองปีข้างหน้า หรือหากมีการยุบสภาก็เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งได้เลย ไม่มีทางลัดทางอื่นเลย เพราะคุณสุเทพยังเคารพรัฐธรรมนูญอยู่ และรัฐบาลก็ยังอยู่

วรรคสอง :
เฉพาะเรื่องรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม ที่คุณสุเทพว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม นั้นถูกต้อง เพราะรัฐบาลและพรรคการเมืองของรัฐบาลรวมทั้งรัฐมนตรีที่ร่วมแถลงด้วยก็แถลงแล้วว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเทศไทยวันนี้จึงมีรัฐบาลที่ไม่ยึดหลักนิติธรรม เมื่อไม่ยึดหลักนิติธรรมก็ตีความได้ว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นสิ้นความชอบธรรม สิ้นสภาพการเป็นรัฐบาลได้ ตามวรรคสอง แต่ผู้ที่จะตีความดังว่าได้นั้นคือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน นั่นก็คือ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข” หรือจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะดีกว่า จะได้ไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ดังนั้นคุณสุเทพและ กปปส. จึงไม่มีสิทธิที่จะคิดเอาเองว่ารัฐบาลพ้นอำนาจแล้วและพวกตนเองกับมวลมหาประชาชนมีสิทธิ์ที่จะยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลเองตามการตีความของตนเองตามใจชอบ เพราะไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง

นี่เป็นการอธิบายของผมเอง ซึ่งไม่ยากนักสำหรับประชาชนไทยทุกคนจะเข้าใจเช่นเดียวกันกับผม เพราะมาตรา ๓ นี้อ่านง่ายมาก

ดังนั้นกิจกรรมทางการเมืองของคุณสุเทพ และ กปปส. กับ “มวลมหาประชาชน” จึงไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่จะยึดอำนาจและควบคุมกำกับปิดกั้นการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และไม่มีอำนาจใดๆที่จะเข้าไปข่มขู่บังคับสั่งงานสื่อมวลชนให้เข้าข้างตน

คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส. ไม่มีทางเดินไปไหนเลยในซอยที่เดินมาสุดทางแล้ว นอกจากจะฉีกรัฐธรรมนูญแล้วยึดอำนาจใหม่ ออกประกาศ กปปส.ฉบับที่หนึ่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง!

ทางที่ดีที่สุด เป็นสามัญสำนึกในการเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากที่สุด ก็คือให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ลาออกเพื่อเป็นแสดงความรับผิดฐานที่ประกาศไม่เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความผิดที่น่าอับอายและวิกฤติที่สุดของการเป็นรัฐบาลที่ควรจะเคารพรัฐธรรมนูญแต่กลับไม่เคารพ ความผิดนี้ชัดแจ้ง ไม่บังควรที่จะให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงมาใช้พระราชอำนาจยืนยันความผิดของรัฐบาลนาวสาวยิ่งลักษณ์ แม้จะทรงทำได้ก็ตาม แต่เรามิควรที่จะปล่อยให้พระองค์ต้องมาทรงลำบากพระทัย

เรื่องนี้เป็นสามัญสำนึกแท้ๆที่นางสาวยิ่งลักษณ์จำต้องมี หากไม่มีก็จะเป็นเรื่องที่น่าอับอายในความไม่ประสาทางวัฒนธรรมประชาธิปไตย  แม้ประชาชนธรรมดาหรือนักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ก็ย่อมมีสามัญสำนึกเช่นนี้

คุณยิ่งลักษณ์ต้องรู้ว่า ณ ชั่วโมงนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องลาออกทั้งคณะ ทั้งๆที่ตามประเพณีปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญถึงเวลามาตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยแล้ว รัฐบาลต้องลาออกและยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยพลัน

เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาแล้ว กำนันสุเทพ และ กปปส. รวมทั้ง “มวลมหาประชาชนชาวไทย” ก็จะได้มีทางออกที่งดงาม พอไม่เสียหน้า กลับไปเริ่มกระบวนการตั้งพรรรคการเมืองของกลุ่มตน เสนอนโยบายที่เคยประกาศกันเองบนเวทีราชดำเนินตามสะดวก แล้วรณรงค์หาเสียงเอาชนะใจมวลมหาประชาชนให้ได้คะแนนเสียง ให้มากๆนับ ๑๐-๒๐ ล้าน เพราะเพียง ๑ ล้านเสียงที่ราชดำเนินไม่พอ แพ้ระบอบทักษิณแน่

ถ้าประชาชนเข้าใจความเลวร้ายของระบอบทักษิณ ก็ไม่มีทางจะเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจตั้งรัฐบาลได้ แล้วจะหันไปเลือกพรรค กปปส. ดังนั้นแล้ว กปปส. ก็จะได้เป็นรัฐบาล จัดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ตามอุดมการณ์
ถ้าพรรค กปปส. ยกเลิกนโยบายข่มขู่สื่อ และไม่ทำอะไรตามใจตัวเองจนไม่ฟังคำทักท้วงของมวลมหาประชาชน ผมก็จะเลือกด้วยหนึ่งคะแนนแน่นอน
หากประชาชนยังชอบที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยให้ได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาลระบอบทักษิณ ก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชน อยู่ร่วมกันไปแบบไม่ชอบหน้ากันอย่างสันติ ก็น่าจะพออยู่กันได้

หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลจากระบอบยิ่งลักษณ์-ทักษิณอีก ก็จัดการชุมนุมมวลมหาประชาชนอีกรอบก็ได้ แล้วเราก็สู้กันต่อไปเรื่อยผ่านระบบเลือกตั้ง จนกว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรดีอะไรไม่ดี

การล้มระบอบทักษิณขึ้นอยู่กับประชาชนจะลงคะแนนตอนเลือกตั้ง
จะล้มระบอบทักษิณโดยการยึดสถานที่ราชการไม่ได้
ต้องยึดหัวใจของประชาชนที่ต้องการล้มระบอบทักษิณให้ได้
จะได้กำจัดระบอบทักษิณไปได้ยั่งยืน

 

หมายเหตุ  กปปส = คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

ที่มา: https://m.facebook.com/notes/somkiat-onwimon

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์