สุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวว่าไม่มีวันให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 เกิดขึ้นเด็ดขาด

เลขาธิการ กปปส. เล่าบรรยากาศไปร่วมเสวนากับกองทัพ ย้ำต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้ง ผู้ชุมนุมไม่ไปเลือกตั้งแน่นอนและจะไม่ยอมให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น ย้ำรัฐบาลต้องลาออกจากรักษาการเพื่อให้เกิดสุญญากาศ และจะรอคำตอบจากกองทัพ โดยจะให้เวลาตัดสินใจ

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)

 

15 ธ.ค. 2556 - เมื่อ 21.05 น. วานนี้ (14 ธ.ค.) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้ปราศรัยกับผู้ชุมนุม เริ่มต้นเล่าถึงภารกิจประจำวันว่าเป็นวันที่ยาวนาน เพราะตื่นไปหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเช้าเพื่อร่วมประชุมการปฏิรูปของ กปปส. และตอนเที่ยงก็ไปพบกับ ผบ.สส.

ตอนหนึ่งสุเทพได้ยกคำพูดของ บรรเจิด สิงคเนติ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่กล่าวว่ายังสร้างไม่เสร็จจะรีบทาสีไปได้อย่างไร ถ้ายังปฏิรูปประเทศไทยไม่เรียบร้อย เลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์เหมือนเอาสีมาทาบ้านที่ยังไม่เสร็จ สุเทพปราศรัยด้วยว่าฝากเรียน ประธานชมรมแพทย์ชนบทให้ประสานกลุ่มต่างๆ ตั้งเป็น กปปส. จังหวัด ทั้งนี้ทิศทางของเวที กปปส. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือทุกคนมาในทางเดียวกันคือต้องปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง

สุเทพเล่าถึงการไปร่วมเสวนา "เสวนาสาธารณะเพื่อความสงบสุขและประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย " ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการสันติภาพ บก.กองทัพไทย ถ.แจ้งวัฒนะว่า "เท่มากสำหรับกำนันบ้านนอกอย่างผม ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านต้อนรับขับสู้อย่างดี ผมหัวใจพองโตเพราะเวลาเจอผมท่านเรียกผม "พี่กำนัน" ผมว่ากำนันอย่างเรา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเรียกพี่กำนันก็ใช้ได้เหมือนกัน" โดยมีแกนนำ กปปส. เดินทางไปร่วมเวทีเสวนา 30 คน

สุเทพกล่าวต่อไปว่า เดิมนั้นต้องการไปแจ้ง ผบ.สส. ว่า "ต้องการนำความปรารถนาดีของมวลมหาประชาชนไปอธิบายให้บรรดาผู้นำเหล่าทัพได้เข้าใจ" อย่างไรก็ตามคงมีความจำเป็น จึงเปลี่ยนเป็นการจัดเสวนา โดยสุเทพเล่าว่า ได้กราบเรียนกับผบ.สส. กับ ผบ.เหล่าทัพ ตรงไปตรงมาบอกว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และต้องการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อให้พัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

"ผมได้ยกตัวอย่างว่าเรื่องที่มวลมหาประชาชนเรียกร้องที่ต้องแก้ไข ต้องปฏิรูป ต้องจัดการก่อน เช่น กฎหมายเลือกตั้ง ต้องให้กฎหมายเลือกตั้งมีความศักดิ์สิทธิ์แข็งแรง ป้องกันการโกงเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ขายเสียงต้องทำไม่ได้ เพราะทำให้ระบบประชาธิปไตยบิดเบี้ยว การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่จะไปสู่อำนาจในรัฐบาล ต้นตอความเลวร้ายอยู่ตรงนี้ และได้เรียนต่อไปว่า กม.พรรคการเมืองก็ต้องยกเครื่องปฏิรูปกันใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนคนเดียวครอบงำพรรคการเมืองทั้งพรรค คิดเองไม่เป็นต้องฟังเสียงสั่งอย่างเดียว"

สุเทพเสนอด้วยว่า ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วย  กกต. ออกกฎหมายแก้ไขป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นให้ได้ผลให้ได้ คดีทุจริตต้องถือว่าประชาชนเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นประชาชนมีสิทธิ์นำเรื่องไปฟ้องศาลดำเนินคดีเองได้ ไม่ต้องรอให้ตำรวจหรืออัยการไปดำเนินการ และผู้ต้องหาคดีคอรัปชัน ต้องเป็นคดีประเภทไม่มีอายุความ หนีไปต่างประเทศกลับมาต้องขึ้นศาล ต้องติดคุก

สุเทพกล่าวด้วยว่า "ต้องทำวาระแห่งชาติเรื่องการดูแลพี่น้องประชาชนคนจน โดยมีข้อห้ามเด็ดขาดว่าห้ามเอาโครงการประชานิยมมาหลอกคนจนอีกเป็นอันขาด เพราะโครงการประชานิยมทั้งหลายทำให้ชาติล่มจม ยกตัวอย่าง โครงการจำนำข้าวเสียหายไปหลายแสนล้านบาทแล้ว ชาวนาไม่รวยขึ้นแต่คนในรัฐบาลรวยเพราะโกง จนเขาลือกันว่าโกงทั้งโคตร โคตรโกง"

นอกจากนี้ยังพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตำรวจไม่ใช่ทหารไม่ต้องมีสายบังคับบัญชาที่เด็ดขาด แต่มีหน้าที่ดุแลความปลอดภัยของประชาชน เพราะฉะนั้นให้ขึ้นกับคนคนเดียวไม่ได้ เพราะคนๆ นั้นยังไปขึ้นกับคนที่อยู่ในต่างประเทศ อย่างนี้ประชาชนเดือดร้อน สุเทพกล่าวด้วยว่า สิ่งที่จะปฎิรูปประเทศไทยนี้ไม่มีวันทำได้เลยถ้าไม่ขจัดระบอบทักษิณให้หมดไปจากแแผ่นดินไทยก่อน และอธิบายในที่ประชุมว่า ระบอบทักษิณ คือ การปกครองบริหารบ้านเมืองโดยไม่เคารพกฏหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เช่น นโยบายยาเสพติด อุ้มฆ่า 2 พันคน กรณีภาคใต้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 พันคน รวมทั้งกรณีที่ตากใบ กรือเซะ คือตัวอย่างของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยไม่เคารพกฎหมายของระบอบทักษิณ ที่เลวร้ายที่สุดคือการทุจริตคอรัปชั่นขนานใหญ่ จนประเทศล่มจม

นอกจากนี้ระบอบทักษิณหมายถึงการทำลายระบบคุณธรรมของระบบราชการ เอาระบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบอุปถัมภ์มาใช้ ข้าราชการดีๆไม่เติบโต  นี่เป็นภัยต่อชาติที่เสียหายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ประชาชนอดทนมานานแล้ว วันนี้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงลุกขึ้นมาบอกว่าต้องขจัดระบอบทักษิณให้หมดประเทศไทย

สุเทพได้ชี้แจงนการเสวนาว่า "ประเทศไทยไม่มีรัฐบาล ไม่มีรัฐสภา เพราะทั้งสองอย่างหมดไปแล้ว" เพราะรัฐสภาได้กระทำการทรยศหักหลังประชาชนชาวไทยที่มอบอำนาจนิติบัญญัติให้ แต่กลับเอาอำนาจไปออกกฎหมายเพื่อพวกพ้อง เพื่อยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง ที่เลวร้ายที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรวบอำนาจ ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนููญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 

"แต่รัฐบาล คือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รัฐสภาคือ ประธานสภา รองประธานสภาปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือไม่เคารพศาลรธน. ทำตัวเหนือรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ต่อไป" สุเทพกล่าวด้วยว่าได้บอกกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า รัฐบาลอยู่ใต้บงการของคนหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ การแต่งตั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจก็ขึ้นกับคนต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ยอมให้คนที่อยู่ในต่างประเทศมาบงการสั่งรัฐบาลได้ เลยสรุปว่าทั้งรัฐบาลและรัฐสภาหมดความชอบธรรมในทางกฎหมายไปแล้ว เมื่อประชาชนลุกขึ้นปฏิเสธรัฐบาล นั่นหมายความว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมทางการเมืองลงแล้ว

"สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้มีทางเลือก 2 ทางเท่านั้น ผมพูดอย่างนี้ชัดเจน หนึ่ง คนที่รักษาการนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทั้งหมดต้องลาออกจากรักษาการ และไม่มีการตั้งใครขึ้นมารักษาการแทน เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองที่สมบูรณ์ และเป็นแค่วันสองวัน จากนั้นจะได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตั้งรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขบ้านเมือง โดยจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ราบรื่น ละมุนละม่อมที่สุด"

"สอง คือประชาชนบังคับเอา วันที่ 9 ธ.ค. มวลมหาประชาชนลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจอธิปไตย และประกาศแล้วว่าจะจัดการแก้ไขปัญหาด้วยมือของประชาชนเอง และผมได้ย้ำให้ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ฟังให้ชัดว่าการลุกขึ้นของพี่น้องประชาชนครั้งนี้ยึดแนวทางอหิงสา สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ ไม่มีเหตุรุนแรง ผมค่อนข้างพูดจาแข็งแรงไปนิดหน่อย"

ส่วนข้อเสนอให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งนั้น สุเทพกล่าวกับ ผบ.สส. และ ผบ.สามเหล่าทัพว่าจะไม่กลับไปเลือกตั้ง และจะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

"ที่บอกว่ายุบสภาแล้วให้กลับไปเลือกตั้ง พวกเรามวลมหาประชาชนไม่กลับไปเลือกตั้งแน่นอน จนกว่าจะปฏิรูปประเทศไทยเสร็จก่อน และถ้าใครแข็งขืนดึงดันที่จะให้มีการเลือกตั้ง ผมขอบอกแทนประชาชนว่า ไม่มีวันที่จะให้มีการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นแน่นอนเด็ดขาด และได้บอก ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ ว่าพวกเราประชาชนรู้ดีว่าทั้งหมดที่รัฐบาลทำอยู่คือถ่วงเวลา พูดกันแบบลูกผู้ชาย เรื่องนี้ไม่มีการเจรจา ไม่มีการต่อรองทั้งสิ้น ประชาชนลุกขึ้นมาแล้ว เหนื่อยยากมากแล้ว ผมบอกเขาด้วยว่าให้ไปดูว่าประชาชนที่ลุกมา 90% ไม่เคยเดินขบวนกับใครมาก่อนเลย ครั้งนี้ ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องมาทุกข์ยาก เพราะเหลืออดเหลือทนกับระบอบทักษิณ ต้องการทำให้ประเทศไทยวันนี้ดีขึ้นเสียที ถึงมากัน เพราะเขาทำเพื่อประเทศไทยและแผ่นดินไทย"

สุเทพย้ำด้วยว่า ผู้ชุมนุมจะไม่ถอยอีกแล้ว ที่หัวเราะเยาะ คิดว่าประชาชนไม่มีน้ำยา ขอบอกว่าคิดผิดถ้าใครคิดอย่างนั้นเพราะตั้งแต่ต่อสู้กันมาจำนวนเพิ่มขึ้นทุกครั้งๆ "ผมบอกด้วยว่าอย่าคิดว่าวันที่ 9 ธ.ค.มากสุด ถ้าจำเป็นอาจมีเป็นสิบล้านที่จะต้องลุกขึ้นมาทั่วประเทศคราวนี้ และบอกว่าอย่ามาคิดถ่วงเวลา อย่าคิดว่าเดี๋ยวหมดแรง กลับบ้านไปเอง มวลชนที่ลุกขึ้นมาคราวนี้ไม่มีหมดแรง และสู้ได้เป็นปี วันนี้พูดกับเขาชัดเจนมาก" 

สุเทพอ้างว่าคนที่มาร่วมประชุมในห้องเป็นคนสำคัญ และคนประมาณ 100 คน เห็นด้วยเกิน 80 คน

"ผมยังบอกกับ ผบ.สส. เลยว่า แม้แต่ที่บ้านท่านถ้าท่านไปโหวตกันเอง รับรองว่าเขาโหวตเข้าข้างประชาชนทั้งนั้น ยืนข้างประชาชนเลือกข้างแล้ว ผมได้เรียนกับ ผบ.สส. ว่าที่มาพูดวันนี้ไม่ต้องการกดดันอะไร เข้าใจดีที่ทหารได้ประกาศว่าจะยืนอยู่ข้างประเทศไทยเพราะการประกาศอย่างนั้น ประกาศยืนข้างเดียวกัน เพราะประชาชนก็ประกาศยืนข้างประเทศไทยเหมือนกัน และผมได้เรียนย้ำว่าเรื่องนี้ต่อรองกันไม่ได้ ต้องเลือกเอา ต้องเลือกข้างแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณกับประชาชนคนไทย เพราะฉะนั้นทั้งทหารและข้าราชการต้องเลือกข้างว่าจะเลือกข้างระบอบทักษิณหรือเลือกข้างประชาชนคนไทย ผมเรียนให้ทราบเท่านี้ ไม่ได้กดดันอะไร พวกผมจะรอคำตอบจากท่าน"

ตอนท้ายสุเทพระบุว่า "ผมก็เห็นหน้าตาท่าน ผบ.สส. ยิ้มแย้มดี ท่านก็ชื่นชมในที่ประชุมเลยว่า มวลมหาประชาชนมาชุมนุมกันคราวนี้ สงบ เรียบร้อยจริงๆ ผมก็ได้โอกาสก็เลยบอกกับ ผบ.สส. ว่าท่านช่วยบอกให้ตำรวจกลับบ้านไปเถอะ เพราะอยู่ไปก็เหนื่อยเปล่าๆ สงสารตำรวจชั้นผู้น้อย ข้าวที่เอามาเลี้ยงไม่ค่อยดี กินไม่ค่อยอิ่ม ไม่รู้ใครอมเบี้ยเลี้ยงตำรวจ ให้เขากลับบ้านไปดีกว่า ถ้าเป็นห่วงสถานที่ราชการก็เอาทหารมาเฝ้า ไม่ต้องมาเป็นร้อยเป็นพัน เอามาแค่ 5-6 คนพอทีเหลือประชาชนยืนเป็นเพื่อนทหารเฝ้าให้ เพราะประชาชนที่มาวันนี้พลเมืองดีทั้งนั้น ช่วยเหลือราชการได้อยู่แล้ว เอาตำรวจกลับไปและประเภทซ้อมชิงตัว ซ้อมจู่โจม ไม่มีกลัวเลย และผมก็คุยโตว่าที่เอาตำรวจมาเฝ้าสถานที่ราชการไม่มีความหมายอะไร พวกผมจะบุกวันไหน ยึดได้ทุกแห่ง"

สุเทพกล่าวว่า ได้ฟังความเห็นจากผู้ร่วมเวทีทุกคน ทั้ง วิชัย อัศรัสกร ประธานสภาหอการค้าไทย เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ส.ว.และนายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมหนังสือพิมพ์ แต่ไม่ได้ฟังความเห็นจากปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายการนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ เนื่องจากเดินทางกลับก่อน

"เราไม่รู้หรอกครับว่า ผบ.สส. ผบ. เหล่าทัพ จะตัดสินใจอย่างไร แต่ที่บอกว่าทำสำเร็จเพราะบอกกับเขาปากต่อปาก มองตากันระหว่างกำนันกับขุนทหาร จ้องกันแล้ววันนี้และได้ถ่ายทอดความคิดจิตวิญญาณของประชาชนให้บรรดาผู้นำกองทัพให้เขาเข้าใจ เขาปฎิเสธไม่ได้แล้วว่าไม่รู้เราคิดอะไร ไม่รู้เราจะทำอะไร รู้แล้วตอนนี้เหลือแต่ว่าพวกเขาคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร นั่นต่างหากที่เราต้องรออยู่ แต่เรายินดีที่จะรอ และให้เกียรติให้ท่านได้มีโอกาสทบทวนตัดสินใจ ผมได้กล่าวโดยข้อสรุปว่ามวลมหาประชาชนประสงค์ให้บ้านเมืองนี้ผ่านสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ไปให้ได้อย่างละมุนละม่อม ราบรื่น แต่เชื่อว่าฝ่ายยิ่งลักษณ์ไม่ยอม จะยื้ออำนาจเอาไว้ให้ได้ ถ้าไม่ยอมก็ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องบังคับเอา ผมบอกให้ชัด ก็ไปพบ พูดจา ทำหน้าที่แทนพี่น้องเรียบร้อย และนั่งรถกลับมาที่ราชดำเนินโดยปลอดภัยไม่เจอตำรวจแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นก็ตัดสินใจถูกแล้วว่าที่บอกว่าไม่ต้องไปส่งผมถึงที่โน่น รอผมที่นี่่ เห็นไหมครับว่ากำนันตัดสินใจไม่ผิด และทำให้ท่าน ผบ.สส. สบายใจด้วย ไม่กดดันเพราะเราไม่ได้พวกไปกดดันที่นั่น  และผมเชื่อว่าที่มีการจัดเสวนาวันนี้คงทำให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอนไม่หลับและท้องผูกแน่พรุ่งนี้เช้า"

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์