ชาวบ้านแม่ถอดร้อง ‘ศาลปกครอง’ ถอนใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลริมน้ำวัง

กลุ่มรักษ์น้ำวังฟ้อง 5 หน่วยงานรัฐ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานโรงไฟฟ้าชีวมวลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชี้ปัญหาบิดเบือนการทำประชาคมหมู่บ้าน ระบุความกังวล 14 ข้อของชาวแม่ถอดต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
 
 
 
23 ธ.ค.2556 ชาวบ้าน ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง ในนาม ‘กลุ่มรักษ์น้ำวัง’  ยื่นฟ้อง 5 หน่วยงานรัฐ ได้แก่ 1.คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 2.กรมโรงงานอุตสาหกรรม 3.ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง 4.อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง 5.องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอด ต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่
 
การฟ้องคดีดังกล่าวเพื่อให้ศาลสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เห็นชอบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตไฟฟ้า (ร.ง.4) ที่ออกให้แก่บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไบโอ เอเชีย จำกัด และให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ (สรข.5) 02-83/2556 ทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-88-68/56 ลป เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2556 ที่ออกให้แก่บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไบโอ เอเชีย จำกัด เพื่อประกอบกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ระหว่างบ้านแม่เตี๊ยะนอก หมู่ที่ 8 กับบ้านท่าสามัคคี หมู่ที่ 11 ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง เลียบและประชิดติดแม่น้ำวัง
 
เนื่องจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐที่ได้ดำเนินการต่างๆ และออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการออกคำสั่ง และโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ กระทำการอันมีลักษณะเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตลอดจนยังได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
 
กลุ่มรักษ์น้ำวัง ระบุด้วยว่า ชาวบ้านตำบลแม่ถอด และกลุ่มรักษ์น้ำวัง ได้ร้องเรียนคัดค้านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ตั้งแต่พบว่าการจัดประชุมประชาคมเพื่อขอจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นไม้สับและแปรรูปทางการเกษตร ของบริษัท โกลบัล วู้ดชิพ จำกัด และการขอจัดตั้งโรงงานรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้า ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ ไบโอ เอเชีย จำกัด มีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากชี้แจงไม่ครบถ้วน ไม่มีการชี้แจงถึงผลดี ผลเสีย มาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาวะอนามัยของประชาชนในพื้นที่
 
 
วิทยา งามดี หนึ่งในผู้ฟ้องคดี ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2555 มีการบิดเบือนการทำประชาคมหมู่บ้านที่นำรายชื่อและลายเซ็นผู้เข้าร่วมประชุมประชาคมตามปกติไปเป็นมติอนุญาตให้ก่อสร้างโรงงาน ซึ่งชาวบ้านได้ยื่นหนังสือคัดค้านให้ยกเลิกประชาคมดังกล่าว รวมถึงได้แสดงเจตจำนงต่อการจัดตั้งโรงงาน และขอให้ยุติและทบทวนขั้นตอนการขอจัดตั้งโรงงาน ไปยัง อบต.แม่ถอด และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง แต่เสียงร้องเรียนและการคัดค้านของชาวบ้านไม่ได้ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาและข้อร้องเรียนของชาวบ้านแต่อย่างใด
 
วิทยา กล่าวด้วยว่า การร้องเรียนที่เกิดขึ้นมานานนับปี แต่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กลับเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของชาวบ้าน และละเลยต่อข้อกฎหมายโดยออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้แก่บริษัทฯ ส่วน อบต.แม่ถอดก็ไม่ดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามธรรมนูญสุขภาพตำบลแม่ถอด ที่ออกตามความ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ทั้งๆ ที่ชาวบ้านได้ทำหนังสือถึงองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอดหลายครั้งหลายหนเพื่อให้ดำเนินการ
 
ฝ่ายผู้ประกอบการก็ไม่ได้ชี้แจงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของประชาชน แต่อย่างใด ขัดกับหลักการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชน ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายตามบทบัญญัติของมาตรา 67 วรรคสอง แต่การก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ของบริษัท ที่กำหนดไว้เพื่อไม่ให้เข้าข่ายประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) (10 เมกะวัตต์ ต้องทำ EIA) ก็สะท้อนถึงการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบต่อชาวบ้านในชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ อีกทั้งใบอนุญาตโรงงานยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถขยายโรงงานได้โดยไม่ต้องทำประชาคม
 
 
การดำเนินการทั้งหมดที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่าผู้รับผิดชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เพียงเพิกเฉยต่อการร้องเรียนของชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งทำให้ชาวบ้านตัดสินใจร่วมกันฟ้องดำเนินคดีต่อ 5 หน่วยงานรัฐดังกล่าว โดยมีตัวแทนลงชื่อร่วมกันเป็นผู้ฟ้องคดี 150 คน
 
“เราส่งหนังสือไปหลายครั้งถึงหลายหน่วยงาน บอกว่าเราคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวล เพราะเรากังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อแม่น้ำวัง สิ่งแวดล้อม และเพื่อปกป้องสุขภาพของชุมชน เรารวมตัวกันขับไล่ผู้ใหญ่บ้านในกรณีที่บิดเบือนทำประชาคมหมู่บ้านออกไป แต่ 5 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้สนใจปัญหาและคำเรียกร้องของเราเลย เราจึงตัดสินใจต้องไปฟ้องกับศาลปกครอง” วิทยากล่าว
 
ส่วน รวง สาสี ชาวบ้านท่าสามัคคี หมู่ 11 กล่าวว่า วิถีชีวิตของชาวบ้านถอด หากินอยู่กับป่า หาปูปลาอยู่กับน้ำวัง มีที่ดินไม่มาก น้ำกินน้ำใช้จากน้ำวังทั้งนั้น จากแม่ถอดลงไปจนถึงเขื่อนภูมิพล ถ้ามีโรงไฟฟ้าชีวมวลผลกระทบจะเกิดขึ้นจะกระทบต่อชาวบ้านริมน้ำวังตลอดทั้งสาย
 
“ถ้าเกิดโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ริมน้ำวัง อยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงสองกิโล เกิดขึ้นได้ ปูปลาไม่มีแล้ว ฝุ่น มลพิษ น้ำเสีย สิ่งแวดล้อม การหาอยู่หากิน และแม่น้ำวังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” รวง กล่าว
 
 
ทั้งนี้ ความกังวลของชาวแม่ถอดต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คือ 1.สถานที่ก่อสร้างโรงงานทั้งสองตั้งอยู่ริมแม่น้ำวัง โดยฝั่งขวาของแม่น้ำวังเป็นแปลงปลูกไม้โตเร็วเพื่อนำมาเข้าโรงงานผลิตชิ้นไม้สับและแปรรูปทางการเกษตร ของบริษัท โกลบัล วู้ดชิพ จำกัด ต่อจากนั้นก็นำชิ้นไม้สับมาผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้า ของบริษัท แอ๊ดวานซ์ ไบโอ เอเชีย จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตโรงงานเดียวกันบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำวัง โดยในระยะ 2 – 5 กิโลเมตร จะมีชุมชนล้อมรอบ ประมาณ 6 หมู่บ้าน
 
2.ฝุ่นละออง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกิจกรรมภายในโรงไฟฟ้าชีวมวล เริ่มตั้งแต่การเก็บ ขน ลำเลียงวัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการผลิต ฝุ่นละอองก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคน สัตว์ และพืช พบว่าฝุ่นขนาดเล็กในบรรยากาศจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด และเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหืดหอบ และเด็กจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนปกติด้วย รวมถึงทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน บดบังทัศนวิสัย และเกิดอุปสรรคในการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น
 
3.น้ำร้อนจากกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) โรงไฟฟ้าชีวมวลที่นี่เป็นแบบกังหันไอน้ำ ซึ่งจะใช้ชิ้นไม้สับและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำให้เดือด แล้วปล่อยน้ำร้อนไปตามท่อผ่านกังหัน เพื่อผลักดันกังหันให้หมุนด้วยความเร็วเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า คำถามก็คือ น้ำร้อนเหล่านี้จะถูกถ่ายเททิ้งลงไปในที่ลุ่มต่ำ เช่น ลำห้วย ลำธาร หรือแม่น้ำวังหรือไม่ อย่างไร
 
4.น้ำเสียและกลิ่นเหม็น แหล่งกำเนิดคือกิจกรรมของคนงาน และกระบวนการผลิต อันตรายของน้ำเสียและกลิ่นเหม็นอาจจะไม่รุนแรง แต่จะส่งผลในเรื่องของการอุปโภคบริโภค
 
5.เสียงดัง เกิดจากกิจกรรมภายในโรงไฟฟ้า ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนงาน รวมถึงบริเวณชุมชนท้องถิ่นใกล้เคียง ซึ่งมักส่งผลต่อสุขภาพทั่วไปและจิตใจ ได้แก่ รบกวนการนอนหลับ รบกวนการทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น ขัดขวางการได้ยินสัญญาณอันตรายต่างๆ
 
6.มลพิษทางอากาศ เมื่อเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลจะก่อให้เกิดมลสารในอากาศหรือไอเสีย ได้แก่ ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของสารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ฝุ่นที่เป็นอนุภาคแข็งลอยตัวอยู่ในอากาศ ละอองจากการฟุ้งกระจายของของเหลวหรือของแข็งในตัวกลางที่เป็นก๊าซ นอกจากนี้การเผาไหม้ยังก่อให้เกิดไอระเหยรวมถึงก๊าซและสารประกอบ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น
 
7.อาจเกิดแรงกระตุ้นให้ตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ ถ้าไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส กระถินเทพา ฯลฯ ในแปลงปลูกฝั่งซ้ายของแม่น้ำวังของบริษัททั้งสองเจริญเติบโตไม่ทันนำมาผลิตชิ้นไม้สับ และไม่สามารถหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้เพียงพอกับความต้องการที่วันละ 500 ตัน จะเป็นการส่งเสริมให้มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในแถบถิ่นนี้อย่างแน่นอน
 
8.หากไม่สามารถปลูกไม้โตเร็วในแปลงปลูกที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำวัง เพื่อนำมาผลิตชิ้นไม้สับ และไม่สามารถหาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรปริมาณ 500 ตันต่อวัน มาป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลได้เพียงพอ และไม่สามารถเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติได้ ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้จะเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้ เพราะแถบถิ่นนี้ ราษฎรในพื้นที่มักพูดหยอกล้อกันเสมอว่า “ถ่านหินหาง่ายกว่าชิ้นไม้สับและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเสียอีก” ซึ่งถ้าเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นถ่านหินจริง จะเกิดผลกระทบรุนแรงอย่างแน่นอน
 
9 ถนนในหมู่บ้านอาจได้รับความเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อ เกิดฝุ่นละออง คาร์บอนมอนอกไซด์จากไอเสียของรถบรรทุกวัตถุดิบของสถานประกอบ การทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ การสัญจรภายในหมู่บ้านจะคับคั่ง และอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรต่อประชาชนในชุมชน
 
10 การประกอบการของโรงงานทุกขั้นตอนการผลิต ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละอองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรชนิดต่างๆ อาจเป็นอันตรายต่อโพรงจมูก เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ในเด็กและผู้สูงอายุจะเจ็บป่วยง่าย
 
11 การเดินเครื่องจักรอาจทำให้เกิดเสียงดัง ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง
 
12 อาชีพเลี้ยงสัตว์อาจเกิดความเสียหายจากการประกอบกิจการ เช่น ไก่ไข่ไม่ออกไข่ เป็นต้น
 
13 อาชีพปลูกไม้ผลอาจเกิดความเสียหายจากการประกอบกิจการ เช่น ไม่ออกดอกและผล
 
14 อาจจะเกิดปัญหาจากการที่น้ำใต้ดินไหลไปรวมตัวที่สระน้ำของบริษัททั้งสอง ทำให้ที่ดินสาธารณะ ร่องน้ำ ลำห้วย ที่ต้องไหลไปรวมกันที่แม่น้ำวัง เกิดความแห้งแล้ง และประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียงอาจได้รับผลกระทบจากน้ำไม่เพียงพอสำหรับการใช้ทำการเกษตรและน้ำประปาหมู่บ้าน

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์