เปรมกับการเป็นผู้นำแบบตัวแทน: ชัยชนะของยิ่งลักษณ์และฝ่ายประชาธิปไตยในบ้านเปรม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ถนนทุกสายในทางการเมืองไทย วิ่งเข้าบ้าน เปรม  ติณสูลานนท์ ในโอกาสเข้าอวยพรวันปีใหม่ สถานะของเปรมโดดเด่นและสูงส่งในการเมืองไทย เพราะผู้คนในแวดวงการเมืองรู้ดีว่า เปรมเป็น ผู้นำของ network monarchy และรัฐบุรุษผู้นี้นี่เอง ที่เป็นผู้ชี้ขาดในทางการเมืองอยู่ข้างหลังของการเมืองไทยเรื่อยมา

เมื่อราวสองเดือนที่แล้ว ในวิชาผู้นำทางการเมือง มีรุ่นน้องท่านหนึ่งนำเสนอใน class ว่าเปรมเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ กล่าวคือ เปรมรักษาสถานะของตัวเอง ด้วยการใช้อำนาจนำที่ตัวเองมีทั้งหมดปกปักรักษาสถาบันการเมืองหลักของไทย มาหลายทศวรรษ ขณะที่พลังบารมีของสถาบันทางวัฒนธรรมของไทย ก็คุ้มครอง ปกป้องเปรมให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทุกชนิดในทางการเมือง

อำนาจของทักษิณทั้งพลังเงิน และมวลชน ทำร้ายเปรมไม่ได้เลย ทำได้เพียงกระตุกเครือข่ายผู้จงรักภักดีให้ออกมาขับไล่ตัวทักษิณไวขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้เขียนคิดว่า วิธีการจะเข้าใจ เปรมอย่างถึงที่สุด ทำได้โดยการตระหนักว่า เปรมเป็น ผู้นำแบบตัวแทน (represent leadership) กล่าวคือ การเคลื่อนไหวทุกชนิด ทุกประเภทในห้วงวันเวลา ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ของเปรม มีผู้คนสนใจ เพราะผู้คนถือว่า/ให้ค่า ว่าการเคลื่อนไหวของเปรม เป็นการเคลื่อนไหวของอำนาจที่เหนือไปกว่านั้น พูดให้ถึงที่สุด [ การเคลื่อนไหวของเปรม = การเคลื่อนไหวของ network monarchy]

การเข้าพบ เปรม ของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ไม่นานมานี้ สำหรับผู้เขียน จึงไม่ใช่การพบปะธรรมดาในเทศกาลปีใหม่ จึงไม่ใช่แค่การเข้ารับพรเพื่อรับสนอง พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปปฏิบัติเท่านั้น จึงไม่ใช่แค่การเข้าไปรับเน็คไทร์ รับของขวัญปีใหม่ และจึงไม่ใช่กิจวัตรประจำที่ใครๆ จะเข้าพบเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า เปรมไม่ได้ให้คนเข้าพบง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่เปรมไม่เอาแล้ว และเลือกเขี่ยทิ้งในทางการเมือง เช่น ทักษิณ

นี่เป็นวาระพิเศษ โดยที่พิเศษเพราะเป็นการชี้ขาดทางการเมืองอย่างหนึ่ง

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจของเปรม การให้ยิ่งลักษณ์ และเหล่าทหารที่ปรับตัวมารับใช้ฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่ของข้าราชประจำ เข้าพบ ผู้เขียนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณอย่างสำคัญในทางการเมือง ว่า เปรมในฐานะตัวแทนของเครือข่ายฯ ได้ส่งสัญญาณแล้วในทางการเมือง ว่าพวกเขาเลือกอะไร คิดอย่างไร

พวกเขาได้ส่งสัญญาณผ่านการพบปะครั้งนี้ ไปยังสุเทพว่า พวกเขาเลือกยืนข้างฝ่ายประชาธิปไตย พวกเขาตระหนักว่า พวกเขาทั้งหลายจะอยู่รอด และอยู่ร่วมกับมวลชนจำนวนมากในสังคมไทย ด้วยการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่มีวิธีการอื่น กระทั่งการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะการปฏิรูปใดๆ สามารถเดินไปพร้อมกับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยได้

ผู้เขียนไม่ได้นั่งเทียนเขียน แต่ผู้เขียนเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของเหล่า network monarchy ทั้งหลายว่า  การที่เปรมเปิดโอกาสให้ใครพบ นั่นคือชัยชนะของฝั่งนั้นเสมอ ถ้าเปรมไม่เอา เปรมก็เลือกจะผีไม่เผา เงาไม่เหยียบตั้งแต่แรก ขณะที่ร่องรอยของประวัติศาสตร์ในอดีต ทำให้เห็นว่า เครือข่ายสถาบันฯเคียงข้าง ฝ่ายผู้ได้รับชัยชนะในที่สุด พูดให้ถึงที่สุด พวกเขารู้แล้วว่า ในระยะยาว ใครเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้

เปรมตระหนักได้ดีว่า ยิ่งลักษณ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสถาบันฯ ไม่พร้อมจะประกาศสงครามกับฝ่ายประชาธิปไตยในห้วงเวลานี้ เปรมรู้ดีว่า ยิ่งลักษณ์เป็น choice ที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเธออดทน และกล้าหาญพอจะลดอัตตาตัวเองลงไปประนีประนอมกับทุกอำนาจในสังคมการเมืองไทย

ไม่มีโซ่ข้อกลางระหว่าง เครือข่ายสถาบันฯเก่า [old network monarchy ] กับ เครือข่ายสถาบันฯ ใหม่ [new network monarchy ] ได้ดีเท่ายิ่งลักษณ์  ชินวัตร เพราะการบริหารของเธอตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า เธอพร้อมเกลี่ย/กระจาย/แจกจ่ายอำนาจนำในสังคมกับผู้คนกลุ่มอื่นๆ ทุกเมื่อ

เธอไม่หวงอำนาจ เพราะเธอรู้ว่า สังคมไทยมาถึงจุดที่มีความแตกต่างหลากหลาย พร้อมความต้องการจำนวนมหาศาล และแน่นอนว่า ไม่มีใครรักษาอำนาจนำไว้ได้ ทั้งสถาบันทางวัฒนธรรมเก่า และกลุ่มทุนใหม่ที่เข้าสู่การเมืองมาหลายสิบปีแล้ว

การเปิดโอกาสให้ยิ่งลักษณ์เข้าพบเปรม จึงเป็นชัยชนะของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และฝ่ายประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นที่บ้านเปรม

ข้อเขียนชิ้นนี้ อาจสรุป/จับประเด็นรวดเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นชัยชนะของสถาบันทางวัฒนธรรมเดิมอีกครั้ง เหมือน 14 ตุลาฯ ชนชั้นนำรู้ดีว่า ถ้าพวกเขาอยากชนะใจคนหมู่มากในสังคมนี้ พวกเขาต้องเลือกใคร เลือกอะไร และเลือกอย่างไร

และแน่นอนพวกเขาเลือกถูกมาตลอด ชนะตลอด โดยพร้อมทิ้งมวลชนอีกฝ่ายเสมอตลอดเช่นกัน เพื่อรักษาอำนาจนำของตัวเองให้มั่นคงที่สุด

ยิ่งลักษณ์ต่างจากพวกเขา ตรงที่เธอรู้จักแชร์อำนาจนำ ขณะที่พวกเขาอาจเริ่มต้นปรับตัวง่ายๆ ในวันนี้ด้วยการเรียนรู้ว่า สังคมเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน มวลชนเปลี่ยน เกินกว่าจะกอดรัดอำนาจนำไว้กับตัวเอง

พวกเขาต้องเลิกลุ่มหลงคิดว่าตัวเองมีอำนาจนำมากมายขนาดแต่ก่อนได้แล้ว

การแชร์อำนาจออกไปให้กว้างขวางเท่านั้น คือวิธีการรักษาอำนาจของตัวเองไว้

ถ้าพวกเขาเลือกส่งสัญญาณต่อสุเทพ ว่าพวกเขาไม่เอาวิธีการแบบสุเทพ เป้าหมายแบบสุเทพ นั่นเป็นทางเลือก และทางรอด ของสถาบันฯ

ไม่มีวิธีการที่พวกเขาจะอยู่รอด และอยู่ร่วมกับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม นอกหนทางนี้ ถ้าพวกเขาไม่ทำ จุดจบของพวกเขาต่างหากที่จะเดินทางมาถึง ไม่ใช่จุดจบของยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และพลังฝ่ายประชาธิปไตย

 

 

เดี่ยวกับผู้เขียน: ปัจจุบัน เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี ศึกษาอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์