ศิลปิน-นักกิจกรรมเชียงใหม่จัด ‘กินข้าวรอเลือกตั้ง’

ศิลปิน-นักกิจกรรมเชียงใหม่จัดกินข้าวรอเลือกตั้ง ข่วงประตูท่าแพ ชี้ประเทศกำลังหิวโหย และวงอาหารเป็นเครื่องมือ-พื้นที่ส่วนกลางที่ดีในการพูดคุย ลดทอนอคติระหว่างกัน

10 ม.ค.56 บริเวณข่วงประตูท่าแพ ศิลปิน นักกิจกรรม และนักศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ในนามกลุ่ม “หมู่เฮาคนครัวท้องกิ่ว หิวจนแสบไส้ไปหมดแล้ว เมื่อไหร่น้องแก้วคนดีจะกลับบ้านสักทีพี่คิดถึง พี่รอน้อง น้องรอพี่ 2 กุมภานี้เราน่าจะมีปาร์ตี้กันนะจ๊ะ”  ได้มีการจัดกิจกรรม “กินข้าวรอเลือกตั้ง” โดยมีการปูเสื่อบริเวณลานประตูท่าแพเป็นรูปกากบาท (X) และเชิญชวนผู้ร่วมกิจกรรมล้อมวงกินอาหารพื้นเมืองบนเสื่อ โดยมีผู้เข้าร่วมกินอาหารราว 100 คน

ในอีเวนต์กิจกรรม “กินข้าวเลือกตั้ง” บนเฟซบุ้ค มีข้อความเชิญชวนร่วมกิจกรรมความว่า “รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ จนท้องหิว จึงอยากชวนคนคอย มาร่วมทำกับข้าว กินกันไป คุยกันไป ให้ใจร่ม...ลาบเมืองกินลำ จะสุกหรือดิบ เราเลือกเอง...ทำไป กินไป”

โดยในเวลา 17.00 น. ทีมผู้จัดกิจกรรมได้นำเครื่องครัว และวัตถุดิบประกอบอาหาร มาเริ่มทำอาหารในบริเวณลานประตูท่าแพ โดยมีอาหารเป็นลาบเมือง ลาบอีสาน ผัดผักรวม ผักสด และข้าวเหนียว ทั้งมี

การ นำโตกสำหรับวางสำรับอาหารมาจัดวางบนเสื่อที่ปูเป็นรูปกากบาท (X) และเชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมนั่งล้อมวงทานอาหารร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้จัดกิจกรรมไม่ได้มีการอธิบายความหมายกิจกรรมโดยตรง แต่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมตีความหรือทำความเข้าใจเอง ขณะเดียวกันก็มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน ที่เดินผ่านไปมาบริเวณประตูท่าแพให้ความสนใจเข้ามาสอบถามถึงกิจกรรมค่อนข้างมาก โดยบางคนก็ร่วมล้อมวงรับประทานอาหารด้วย โดยกิจกรรมการกินแล้วเสร็จและแยกย้ายกันกลับในเวลาราว 20.00 น.

ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในผู้จัดกิจกรรมและทำหน้าที่หนึ่งในพ่อครัวทำอาหาร เล่าถึงเหตุที่ต้องกินข้าวรอเลือกตั้งว่าจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมือนหยุดชะงัก และดูเหมือนไม่สามารถเดินต่อไปได้นี้ สิ่งเดียวที่ทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเดินต่อไปได้ คือการเลือกตั้ง แต่การเมืองในความหมายของเรา ไม่ใช่การเมืองในระบอบรัฐสภาอย่างเดียว แต่การเมืองได้เข้ามารุกล้ำปัจเจกบุคคลถึงในครัวเรือน ในบ้าน ทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ไม่เป็นปกติ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย

ถ้าเราเปรียบว่าประเทศคือกระเพาะขนาดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงคนทั้งชาติ ก็เหมือนกับประเทศเรากำลังหิวโหย และการรณรงค์การเลือกตั้งทั่วประเทศในขณะนี้ไม่ใช่แค่การได้รัฐบาลใหม่ แต่หมายถึงการทำให้องคาพยพของประเทศโดยภาพรวม รวมทั้งเศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้ และทำให้ประชาชนสามารถอยู่ได้อย่างปกติสุข ดังนั้นจึงกินข้าว เลือกตั้ง และไม่ควรที่จะหิว

ทัศนัยเห็นว่าการได้รัฐบาลมาใหม่หลังการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือความขัดแย้งก็ไม่ได้ยุติ แต่ปัญหาเหล่านี้เห็นว่าควรแก้ในระบบรัฐสภา และความตื่นตัวของประชาชนในเวลานี้สามารถที่จะตรวจสอบรัฐบาลได้ โดยหลักประกันลำดับแรกก็คือการใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ที่จะนำไปสู่การแก้ไขในระบบ

มิตร ใจอินทร์ ศิลปินอิสระและมาร่วมในกิจกรรมนี้ กล่าวว่าสำหรับตนกิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวเชิงวัฒนธรรม โดยเมื่อปลายปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เคยมีการจัดกิจกรรมกินลาบ ในนามกลุ่มเชียงใหม่จัดวางสังคม และมีการยึดถนนท่าแพเป็นถนนคนเดินสำหรับศิลปิน ส่วนในครั้งนี้ตนเห็นว่าอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการสลายอคติต่างๆ การหาจุดร่วมต่างๆ มันเกิดขึ้นจากวงอาหาร หรืออย่างในภาคใต้ก็ผ่านสภากาแฟ ในครอบครัวเวลาพ่อจะสอนอะไรลูก ก็มักจะทำในวงข้าวเย็น หรือเวลาโตขึ้นมาหน่อย จะมีข้อเสนออะไรต่อครอบครัว ก็ทำในวงอาหาร ระหว่างการกินอาหารจึงเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดเพราะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ที่จะหาคติใหม่ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคม  

โดยมิตรเสนอว่าศิลปะสามารถเป็นเครื่องมือในการหาทางระบายความตึงเครียดออก เป็นการเจาะลูกโป่งให้มันไม่ระเบิดเอง โดยเราจำเป็นต้องหาทางออกไปจากความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก

ด้านผู้เข้าร่วมกิจกรรม ธนดล พรหมเมตจิต เจ้าของธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ารู้ข่าวกิจกรรมจากในเฟซบุ้ค โดยอยากมากินฟรี และมาหาคนพูดคุย พบว่ากิจกรรมก็เป็นกันเองดี และมีชาวต่างชาติให้ความสนใจ ตนเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นการโปรโมตทางอ้อมว่าอยากให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งเป็นการแสดงหนทางหนึ่งของประชาธิปไตย และทุกคนควรจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน

ธนดลกล่าวว่าตนไม่เคยไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาก่อน แต่ก็ติดตามความเคลื่อนไหวการเมืองทางสื่อจากหลายๆ ฝ่าย และยืนยันว่าตนเองไม่มีสีอะไรเลย แต่ในตอนนี้ตนเห็นว่ากลุ่มกปปส.เคลื่อนไหวแบบผลักดันให้กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง ไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งทำให้สังคมเกิดการแบ่งขั้วกัน ซึ่งตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะคนแต่ละคนก็มีความคิดเห็นของตนเอง อาจจะมีเป็นหนึ่งล้านฝ่ายหรือหลายๆ ขั้วการเมือง ไม่ใช่มีขั้วการเมืองแค่สองขั้ว โดยในขณะนี้ตนเสนอว่าให้ทุกคนเริ่มจากตนเองก่อน ไม่ควรเอาอารมณ์มาตัดสินคนอื่น

วสันต์ สิงห์ทอง อาชีพค้าขายอะไหล่ที่จังหวัดลำพูน กล่าวว่าตนไม่เคยร่วมกิจกรรมกับกลุ่มใดมาก่อน แต่ที่มาร่วมกิจกรรมนี้เพราะอยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะการทะเลาะกันไปมาที่เป็นอยู่ ก็ไม่ได้รู้ว่าคนทั้งประเทศอยากได้อะไร จึงควรใช้คะแนนเสียงดูว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร แล้วข้อกล่าวหาที่ว่าจะมีการโกงการเลือกตั้ง ฝ่ายต่างๆ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถส่งคนไปมอนิเตอร์การเลือกตั้งได้ และถ้าได้พูดคุยกับชาวบ้านบ้าง การใช้เงินในตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นผลชี้ขาดการเลือกตั้งแต่อย่างใด

โดยนอกจากการเลือกตั้ง ตนเห็นว่าต้องมีคำว่า respect คือการเคารพในผลที่ออกมาด้วย ตอนเสื้อแดงขอให้ยุบสภา เลือกตั้งในปี 53 นั้น ถ้าประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง เขาก็บอกว่าจะเคารพผลที่ออกมา ในครั้งนี้ก็ควรจะเคารพกัน ส่วนในเรื่องปฏิรูปตนเห็นว่าถ้าปฏิรูปคือการให้ความรู้ประชาชน ตนก็คิดว่าประชาชนก็เรียนรู้อยู่แล้ว แม่ค้าในตลาดก็คุยกันเรื่องกฎหมายต่างๆ การปฏิรูปจึงควรดำเนินไปตามระบบประชาธิปไตย

พิชยา เข็มเพชร อาชีพแม่บ้านอยู่ย่านแม่โจ้ กล่าวว่าตนทราบข่าวกิจกรรมจากรายการทางช่องวอยซ์ทีวี และเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่จะได้รณรงค์เรื่องการเลือกตั้ง ทำให้รู้ว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องการการเลือกตั้งและเห็นว่าไม่ควรเลื่อนเลือกตั้ง ไม่ได้มีแต่ฝ่ายผู้ชุมนุมในขณะนี้ที่มีคนจำนวนมาก โดยตนอยากมีสิทธิ์มีเสียงของตนเองและต้องการทำอะไรที่ถูกต้องตามกติกา ไม่ได้อยากให้คนอื่นมาตัดสินใจให้

พิชยากล่าวว่าตนไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง แต่รับฟังทั้งสองฝ่าย โดยมีเพื่อนทั้งสองกลุ่มสีเสื้อ และรู้สึกเหมือนกับตนยืนตรงกลาง ใครมาเล่าอะไรให้ฟัง ก็รับฟัง แต่ไม่ไปทะเลาะกับใคร แต่ในครั้งนี้การไม่ให้มีเลือกตั้งเหมือนกับการไม่ให้สิทธิตน ที่เป็นคนหนึ่งในประเทศเหมือนกัน ตนไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งใครมาก็ได้ เพราะคนที่ดีของเขา อาจไม่ดีสำหรับเราก็ได้ โดยคนที่เรียนมาสูงหรือต่ำ ก็เป็นคนเหมือนกัน หรือคนที่เรียนมาสูง คนในบ้านของคนเหล่านั้น พ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่ส่งเรียนมา ก็ต้องมีคนไม่ได้เรียนสูงอะไร จะไม่ให้คนเหล่านี้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างไร

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์