รายงาน: 2 เหยื่อความเกลียดชัง สัญลักษณ์แดง ของต้องห้ามในเขต กทม.?

 

คำถง สมชัย อาชีพเก็บของเก่า และ สำเภา (เจ้าตัวขอสงวนนามสกุล) อาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง โดนทำร้ายโดย “การ์ด” กปปส.ในเวลาไล่เลี่ยกันและนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้ ความผิดที่ถูกพิพากษาลงโทษด้วยสหบาทา มาจากการมีบัตรสมาชิก นปช. และเสื้อแดงไว้ในครอบครอง ท่ามกลางเหตุความรุนแรงป่วนการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หลายจุด ซึ่งส่งมีผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

0000

กรณีของคำถงเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา บริเวณใกล้เวทีห้าแยกลาดพร้าว หลังจากที่ช่วงคืนนั้นมีการปาประทัดยักษ์และมีเสียงปืน (อ่านข่าว) ส่งผลให้มีการ์ดได้รับบาดเจ็บ 2 ราย แม้ว่าสื่อมวลชนจะรายงานว่าเหตุดังกล่าวน่าจะมาจากรถเก๋งที่ขับมาจากทางจตุจักร อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับได้กลับเป็นคนขายของเก่า

“ผมไปเก็บของเก่าเหมือนเดิม ไปแถวนั้นตลอด แถวถนนกำแพงเพชร 2 เผอิญมีคนไปโยนระเบิดใส่เวทีเขา เขาเลยให้การ์ดขี่มอเตอร์ไซด์ตระเวนดูในรัศมีกิโลครึ่ง ผมก็อยู่ในรัศมีนั้น สะพายกระเป๋า ค้นกระเป๋าก็เจอเสื้อแดง โดนล็อกเลย เอาตัวไปหลังเวที”

คำถงอายุ 50 ปี เป็นชาวจังหวัดนครพนม รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจากอาการซี่โครงด้านซ้ายร้าว คิ้วแตก แผลหลายจุดบริเวณลำตัว และหน้าบวมปูด เขาให้สัมภาษณ์ว่า เขามีอาชีพเก็บของเก่าอยู่ย่านถนนกำแพงเพชรมานานแล้ว

“เก็บของเก่าไม่ใช่ธรรมดานะ เพราะเราไม่ได้ลงทุนอะไร ลงแต่แรง ขวดพลาสติกนี่โล 13 บาท กระป๋องโค้ก กระป๋องเบียร์นี่โล 45 บาท เราเก็บพวกนี้ไปขายทีก็ได้ 600-700 อย่างไม่ได้ก็ 300 พวกเก็บของเก่านี่แป๊บเดียวได้ออกรถแล้วนะ พวกนี้เป็นขยะแต่เอาไปขายนี่เป็นเงินล้วนๆ”

วันเกิดเหตุก็ออกหาของตามปกติพร้อมรถเข็นคู่ใจและเป้ใส่เสื้อผ้า เนื่องจากเขาไม่มีบ้านอยู่อาศัยนอนในตู้ยามเก่าร้างหลังเซ็นทรัล ลาดพร้าว โดยการอนุญาตของ “รปภ.ใจดี”

ชื่อของเขาเคยปรากฏในสื่อมวลชนด้วยเมื่อปี 2556 เนื่องจากเขาเป็นคนเจอกระเป๋าเป้ที่บรรจุศพทารกบริเวณสวนรถไฟ (อ่าน ตะลึง! ซาเล้งพบศพทารกเพศชายซุกกระเป๋าเป้ทิ้งสวนรถไฟ )

“ผมไม่มีบ้าน มีเสื้อผ้าอะไรก็เอาใส่กระเป๋าหมด วันนั้นมันดวงซวย ปกติเขาก็ไม่ลาดตระเวนถึงขนาดนี้ ผมอยู่ห่างจากที่ชุมนุมซักกิโลครึ่งได้”

สิ่งที่ทำให้ “ดวงซวย” ก็คือ “เสื้อแดง” ในกระเป๋าเป้ของเขา และเสื้อที่เขาใส่เองก็เป็นสีขาว มีข้อความว่า “เรารักยิ่งลักษณ์ เรารักประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเสื้อหาเสียงที่เขาได้รับแจกนานแล้ว เขาบอกว่า คิดว่าแค่ตัวหนังสือไม่น่าอันตรายอะไร นอกจากนี้ยังพบบัตรกลุ่มโกตี๋ นั่นทำให้เขาถูกโยงว่าเป็นพวกฮาร์ดคอร์หัวรุนแรงทันที

เมื่อถามว่าเขารู้จักกับโกตี๋หรือไม่ เขาเล่าว่า ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ติดตามโกตี๋ตลอดผ่านทางวิทยุชุมชน และหากรู้ว่ามีชุมนุมก็จะติดตามไปฟังปราศรัย ทานอาหารฟรี และช่วยงานต่างๆ

“บัตรนี้เค้าทำแจก เราไปช่วยเหลือตั้งโต๊ะเก็บโต๊ะเวลาเวทีเลิก เขาก็ให้มา เวทีเขาเปิดสองเดือนแล้วมั้งที่อนุสรณ์สถาน คู่กับเวทีสุเทพนั่น”

“รู้ข่าวความเคลื่อนไหวเพราะฟังวิทยุชุมชนตลอด และเพื่อนฝูงก็โทรบอกด้วย ส่วนมากคนเก็บของเก่ามีชุมนุมที่ไหนเขารู้หมด เขาก็แห่ไป ได้กินข้าวฟรีด้วย ผมก็ไปกินข้าวฟรี”

0000

คำถงเล่าว่าเขาถูกการ์ด 4 คนตรวจค้นตัวบนถนนหลังสวนรถไฟในเวลาประมาณ 8.30 น.หลังจากนั้นจึงถูกนำตัวมาหลังเวทีห้าแยกลาดพร้าวในพื้นที่เฉพาะของการ์ดเพื่อทำการสอบสวน เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาก่อความไม่สงบแต่อย่างใด แต่ไม่มีใครฟัง และโดนรุมทำร้ายร่างกายจนสลบหลายครั้ง

“การ์ดเขาหุ่นใหญ่ๆ ทั้งนั้น มีประมาณ 5 คน ที่หลังเวทีไม่มีใครไปยุ่ง เขากันไว้ มีแต่กลุ่มการ์ด อยู่ตรงหลังเวทีเกือบครึ่งวัน สลบแล้วสลบอีก สลบหลายครั้ง แล้วเอาพลาสติกจุดไฟให้มันหยดใส่หลัง ด้านหน้าด้วย เป็นแผลเต็มหมด”

“พอจัดการเสร็จ ตอนบ่ายก็ส่งไปในสวนจตุจักร กลุ่มนี้จะโหดสุดมี 5-6 คน เขาคุยกันจะฆ่าหรือจะปล่อย แต่เขาคงเช็คประวัติเช็คอะไรแล้ว คงเห็นว่าผมไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ก็โดนยำอีกจนสลบ แล้วเอาไปปล่อยหลังสวนรถไฟ”

“เขาใช้สปริงนิ่มๆ ตีให้ช้ำ ไม่ได้ตีแรงแต่ตีบ่อยให้ช้ำ” เขาเล่าพร้อมชี้ให้ดูรอยช้ำที่มีอยู่เต็มตัว

“เขาเอาด้ามปืนตบ ที่คิ้วแตกนี่ ปืนเก็บเสียงด้วย (รู้ได้ยังไง) เขายิงให้ดูเลย ยิงใส่กระสอบทราย”

“นาทีนั้นคิดว่าไม่รอด ถ้าตายตอนนั้นคงจะจบกัน ไม่ต้องทรมาน ดูสภาพแล้ว เอาไฟจี้ ตืดๆๆ ที่ทรมานสุดตอนเอาพลาสติกลนไฟมาหยดๆ เหมือนเทียน แต่เทียนมันไม่เท่าไหร่ พลาสติกนี่มันกินเข้าไปเยอะ โห สุดยอดเลย เอามือมัดไพล่หลัง เอาคอมแบตเหยียบหน้าไว้”

ภาพถ่ายวันที่ 20 ม.ค.57

คำถงเล่ารายละเอียดว่าประมาณ “หกทุ่ม” หลังจากเขาถูกทำร้ายจนสลบ ก็ถูกนำตัวไปทิ้งไว้หลังสวนรถไฟ พอดีมี “การ์ดมวลชน” ไปเจอจึงช่วยนำตัวมาพักยังเต๊นท์ที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาบอกว่า “การ์ดมวลชน” นั้นเป็นการ์ดที่มาจากจังหวัดต่างๆ รวมถึงภาคอีสานด้วย ใจดี เป็นมิตรและช่วยเหลือเขาด้วยความสงสาร พร้อมทั้งบอกว่าอย่ามาแถวนี้อีก

“การ์ดมวลชนเป็นพวกที่ดูแลมวลชนทั่วๆ ไป การ์ดมวลชนนิสัยดีมาก คนนี้เป็นคนอีสานเหมือนกัน เขาสงสาร เลยพามาหลบในเต๊นท์เขา เอายาให้กิน ให้นอนพักก่อน ตอนตีสี่กว่าก็พาไปส่ง ผมเดินออกมาแบบไม่มีวิญญาณเลย โซเซ เขาให้ข้าวมาด้วย 2 กล่องแล้วก็ให้ค่ารถ 200”

คำถงใช้ชีวิตคนเดียวในกรุงเทพฯ ไม่มีญาติพี่น้อง เขาแยกทางกับภรรยาส่วนลูกๆ อยู่กับภรรยาที่ต่างจังหวัด นานๆ จึงจะส่งค่าเทอมและได้ติดต่อกันทีหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจนั่งรถเมล์สาย 304 ไปยังเวทีโกตี๋ที่อนุสรณ์สถานเพื่อขอความช่วยเหลือ

“รอดตายครั้งนี้ เกิดใหม่ผมก็ไม่อยากเกิดแล้ว”  

00000

“เขาบอกคุณไม่น่ามาปาระเบิด พี่น้องอีสานก็เยอะ ผมบอกผมไม่ได้ปา ไม่ได้ปา เขาไม่เชื่อ บอกอยู่เสื้อแดงมาตั้งนานมันต้องมีอุดมการณ์แหละ อีกคนบอกว่ามึงจะต่อต้านพวกกูไปทำไม มึงรู้มั้ยทหารออกมาทั้งหมด กูก็เป็นทหารด้วย เขาว่างี้ ดูหุ่นแล้วก็เหมือนอยู่ หุ่นดี ตัวใหญ่ล่ำ”

นั่นคือบทสนทนาที่คำถงเล่าให้ฟัง เขาบอกด้วยว่าเมื่อการ์ดถามว่าเป็นเสื้อแดงมานานหรือยัง เขาก็บอกไปตามตรงว่า “นานแล้ว”

“ผมร่วมกันเสื้อแดงมา 7 ปี ฝ่าลูกกระสุนที่ราชประสงค์ด้วย หลบอยู่ในวัดปทุม ราชมังที่รามนั่นก็ไป ตั้งเก้าโมงเช้ากว่าจะออกมาได้ตอนที่มีเหตุ”

 “ทำไมถึงชอบเสื้อแดงเหรอ ก็ทักษิณเขาให้อะไรที่จับต้องได้เยอะแยะ เงินกู้หมู่บ้านละล้าน สามสิบบาทรักษาได้ทุกโรค มันจับต้องได้”

“คนอีสานไม่ได้โง่นะ ทีวีดาวเทียมเป็นร้อยช่อง ไม่ได้ดูบลูสกายช่องเดียว บางทีคนอีสานก็นั่งดูบูลสกาย ดูความเคลื่อนไหวนะ”

“ถ้าประชาธิปัตย์ทำได้อย่างนั้น ชาวบ้านเขาก็เลือก ทำไมจะไม่เลือก แต่ประชาธิปัตย์ไม่ลงไปหารากหญ้า เอาแต่นายทุนที่สนับสนุนตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาเกลียดประชาธิปัตย์แต่แรกที่ไหน แต่ไม่ลงไปดูแลเขาเอง ที่บอก ประชาชนต้องมาก่อน ดูสิ 99 ศพน่ะสิมาก่อน แค่ไปเรียกร้องให้ยุบสภาแค่นั้น ลูกปืนมาเป็นห่าฝน”

เมื่อถามถึงเรื่องเลือกตั้ง เขาตอบว่า “จริงๆ ผมไม่สนใจไม่เคยไปเลือกตั้ง แต่มาเลือกสามครั้งสุดท้ายนี่ คราวนี้อาจไม่เลือกแล้ว เบื่อ เลือกมาก็โดนยึดอำนาจอีก เลือกมาแล้วไม่เกินสองปีเขาก็ยึดไปอีก ทำอะไรไม่ได้”

เมื่อถามถึงชีวิตหลังจากนี้ เขาตอบว่าวางแผนกลับไปอยู่บ้าน เพราะรู้สึกกรุงเทพไม่น่าอยู่สำหรับเขาอีกแล้ว

“ผมไม่ได้เกลียดคนกรุงเทพฯ ที่เขาดูถูกคนอีสาน ปกติไม่มีเรื่องการเมืองเขาก็ดูถูกอยู่แล้ว แต่เราอยู่กันได้ แค่ตอนนี้มันเหมือนไม่ปลอดภัย เห็นม็อบธงชาติแล้วมันท้อ”

“เจ็บจนเกินจะเจ็บ เจ็บจนไม่เจ็บแล้วที่เขาซ้อมนี่ ตอนนี้เจ็บตรงซี่โครงอย่างเดียว แผลช้ำพวกนี้นี่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”

0000

กรณีที่สอง กรณีของสำเภา สำเภาอายุ 40 กว่าปี มีอาชีพขับวินมอเตอร์ไซด์ย่านถนนราชดำเนิน พื้นเพเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ ไม่มีญาติพี่น้องในกรุงเทพฯ เพื่อนของเขาให้ข้อมูลว่า สำเภาเคยทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนอยู่ 15 ปีก่อนจะออกมายึดอาชีพนี้

ผู้สื่อข่าวเข้าเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลแต่เขายังไม่สะดวกจะตอบคำถามใดๆ อาการของเขาค่อนข้างหนัก เนื่องจากซี่โครงขวาหัก 2 สองซี่ต้องเจาะลำตัวด้านข้างเพื่อนำเลือดที่คั่งออก แขนซ้ายมีอาการชาเนื่องจากโดนเตะและใช้ไฟฟ้าชอต หน้าปูดบวม และฟกช้ำทั้งตัว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลจากนพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.เพื่อไทยที่เข้าเยี่ยม และการให้ปากคำเบื้องต้นที่สำเภาให้ไว้กับพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ มีข้อมูลที่ตรงกัน

เหตุเกิดในช่วงค่ำวันที่ 12 ม.ค.ก่อนวันชัตดาวน์ กทม. 1 วัน เวลาประมาณ 19.30 น. สำเภาขับมอเตอร์ไซด์มาจากราชดำเนินด้านสี่แยกป้อมมหากาฬมุ่งหน้าไปแยกสำราญราษฎร์ แต่รถติดมาก จึงขับรถไปบนทางเท้าเข้าไปในวัดราชนัดดาและได้พบกับการ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนตั้งด่านและขอตรวจบัตรประชาชน  จึงนำบัตรประชาชนให้ดู การ์ดถามว่าเขาเป็น นปช.หรือไม่ เขาตอบปฏิเสธ จากนั้นการ์ดได้ตรวจค้นตัวและนำกระเป๋าสตางค์ไปตรวจสอบพบบัตร นปช. จึงเอาเชือกมัดมือไพล่หลังและร่วมกันใช้กำลังทำร้าย พวกเขาพูดว่า "ไอ้พวกเสื้อแดง กูจะเล่นงานให้หมด" ประโยคเดียวกันซ้ำหลายครั้ง พร้อมทั้งสอบถามว่า สำเภาเป็นสายเสื้อแดงหรือไม่ สำเภาตอบว่าไม่ใช่ แต่ก็ยังโดนทำร้ายต่อเนื่อง โดยการเตะบริเวณลำตัวและใบหน้าจนหมดสติ

ต่อมาเวลาประมาณ 02.00 น.ของวันรุ่งขึ้น เมื่อโดนน้ำสาดหน้าสำเภารู้สึกตัวอีกครั้ง จากนั้นถูกนำตัวไปที่เวทีใหญ่ (อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย) เมื่อไปถึงการ์ดที่เวทีเห็นว่าบาดเจ็บหนักจึงไม่ให้ขึ้นเวที  เขาถูกนำตัวไปด้านหลังศาลาว่าการกรุงเทพฯ กลุ่มการ์ดชุดแรกลงมือทำร้ายอีกครั้ง ระหว่างทำร้ายคนหนึ่งพูดว่า หากมึงทนไม่ได้ให้ลงไปอยู่ในน้ำ (คลองหลังที่ว่าการฯ ) เขาจึงลงไปแช่ในน้ำเพราะไม่อยากถูกทำร้าย เวลาประมาณ 05.00 น. มีการใช้วัตถุของแข็งไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดขว้างเขาและใช้น้ำมันสาดแต่เขาหลบไปใต้น้ำ ขณะนั้น มีตำรวจจราจร สน.สำราญราษฎร์ผ่านมาพบ จึงถูกนำตัวส่งรพ.กลาง

ทรัพย์สินที่เสียสูญหายคือ กระเป๋าสตางค์, บัตรเอทีเอ็ม ซึ่งถูกบังคับให้บอกรหัสด้วย, เงินสด 850 บาท, มือถือไอโมบาย รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า เวฟ

ปัจจุบันทั้ง 2 รายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยมีคนเสื้อแดงในนามกลุ่ม “สหายสีแดง” เป็นอาสาสมัครคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์