เลื่อนเลือกตั้ง : ทางออก หรือ ทางตัน ?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ช่องให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งได้นั้น มีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาดังนี้

ประเด็นที่ 1 คำวินิจฉัยมีฐานทางรัฐธรรมนูญรองรับหรือไม่ ?

ในการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลได้อ้างอำนาจจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา 214 ซึ่งบัญญัติว่า

"ในกรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้น เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย"

ถ้อยคำใน มาตรา 214 บัญญัติชัดเจนว่าจะต้องมีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ หมายความว่า จะต้องมีการโต้แย้งกันว่าอำนาจหน้าที่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายข้อใดที่ให้อำนาจ คณะรัฐมนตรี หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งโดยอ้าง "ความกังวล" ว่าจะจัดเลือกตั้งไม่สำเร็จ

ตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้เล็งเห็นอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งอาจมีปัญหาได้ จึงมีบทบัญญัติที่สามารถตีความต่อไปได้ว่า หากการเลือกตั้งมีปัญหาและส่งผลให้ได้ ส.ส. ไม่ครบ 95 % ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีปัญหาให้ได้ครบจำนวนภายใน 180 วัน และหากเขตใดมีปัญหาสุดวิสัย ก็ดำเนินการแก้ไขเฉพาะในเขตนั้น

ดังนั้น กฎหมายจึงได้กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาไว้อยู่แล้ว และไม่มีประเด็นความขัดแย้งของอำนาจหน้าที่ใดที่ต้องตีความ ประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความสงสัยและนึกขึ้นเอาเองของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งแม้อาจจะหวังดีก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เหตุในการให้ศาลต้องชี้ขาด แต่หากกรณี 'นึกเอาเอง' แบบนี้ศาลรับมาชี้ขาดได้ ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐาน 'เปิดประตูอภินิหาร' ให้ศาลกลายเป็นผู้เพิ่มและลดอำนาจองค์กรอื่นได้ตามใจปรารถนา

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ศาลได้อธิบายว่าอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นอำนาจซึ่ง คณะรัฐมนตรี ต้องหารือกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เท่ากับเป็นกรณีที่ศาลได้สารภาพในคำวินิจฉัยเองว่า คดีนี้ไม่มีความขัดแย้งหรือแย่งชิงอำนาจหน้าที่ เพราะศาลยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอำนาจร่วมกัน และไม่มีอำนาจที่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่งที่จะโต้แย้งกันได้

ส่วนการที่ศาลได้อ้างตัวอย่างการเลือกตั้งในปี 2549 ที่เคยถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่นั้น ก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงต่างกัน เนื่องจากเป็นกรณีที่ในปี 2549 ได้มีการจัดการเลือกตั้งไปแล้ว และถูกประกาศให้เป็นโมฆะ แต่กรณีปัจจุบันยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น และไม่มีเหตุใดที่จะอ้างให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ดังนั้น คำวินิจฉัยนี้ จึงตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดพลาดในหลักกฎหมาย และมีความขัดแย้งเชิงเหตุผลอยู่ในตัวเองจนไม่อาจยอมรับว่าถูกต้องได้ในทางนิติศาสตร์ และหากมีการยอมรับเป็นบรรทัดฐาน ก็จะเป็นการเปิดช่องการใช้อำนาจผ่าน มาตรา 214 ให้ศาลสามารถเพิ่มหรือลดอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นได้อย่างไร้เหตุผลและตามอำเภอใจ อันเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจอันเป็นหัวใจของหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญในที่สุด

นอกจากนี้ แม้จะสมมติว่าคำวินิจฉัยนี้มีฐานทางรัฐธรรมนูญรองรับ แต่ก็ยังทำให้เกิด 'คำถามทางกฎหมาย' ตามมาอีกว่า หากคณะรัฐมนตรี และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตัดสินใจตรา 'พระราชกฤษฎีกา' ฉบับใหม่เพื่อเลื่อนวันเลือกตั้งตามแนวทางของคำวินิจฉัยแล้วไซร้ จะสามารถเลื่อนออกไปได้นานเพียงใด จะมีผลต่อการรับสมัครที่ดำเนินการไปแล้วอย่างไร และจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ?

ประเด็นที่ 2 หากจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้ง จะเลื่อนออกไปได้นานเพียงใด ?

รัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง บัญญัติว่า

"การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร..."

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ยุบสภา คือวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ดังนั้น หากจะตีความว่าเลื่อนได้ ก็ต้องเลื่อนไม่เกิน 60 วัน จากวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ซึ่งเท่ากับว่าเลื่อนออกไปได้เพียงเล็กน้อยจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

คำถามก็คือ การเลื่อนเช่นนี้ จะทำให้แก้ปัญหาได้หรือไม่ ? และหากจะเลื่อนไกลกว่านี้ จะมีกรอบกำหนดเพียงใดในเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับว่าไม่ให้เกิน 60 วัน จากวันยุบสภา ?

ประเด็นที่ 3 หากมีการเลื่อนวันเลือกตั้ง จะต้องเริ่มต้นการรับสมัครใหม่หรือไม่ ?

มาตรา 7  แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งต้องกำหนดให้มีการเริ่มรับสมัครไม่เกินยี่สิบวันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับและต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน

(๒) กำหนดวันที่พรรคการเมืองจะยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นวันก่อนวันรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตาม (๑) และกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน
...

ดังนั้น หากตีความ มาตรา 7 อย่างตรงไปตรงมา หากมีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง กฎหมายก็จะบังคับให้ต้องมีการประกาศการรับสมัครและยื่นบัญชีรายชื่อในราชกิจจานุเบกษาใหม่เช่นกัน

ผลที่อาจตามมาก็คือ ความสูญเปล่าของกระบวนการรับสมัคร ตลอดจนการดำเนินการอื่นที่ได้ดำเนินการมา รวมไปถึงการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งไม่ได้เกิดความเสียหายเฉพาะภาครัฐหรือตัวผู้สมัครเท่านั้น และความเสียหายจะเกิดต่อประชาชนไทยในแต่ละประเทศที่ได้มีต้นทุนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วด้วย

ประเด็นที่ 4 : การเลื่อนวันเลือกตั้ง สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ?

ประเด็นแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ ความกังวลว่าการเลือกตั้งอาจประสบปัญหาจากการชุมนุมประท้วงและการปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง จนทำให้เลือกตั้งไม่สำเร็จลุล่วง

ด้วยเหตุนี้ การเลื่อนวันเลือกตั้ง  (ซึ่งศาลเองก็มิได้บังคับ) นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเติมตามมาดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดอีกด้วย เพราะแม้จะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ทางฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงก็จะยังปฏิเสธการเจรจาหารือใด ๆ และวันเลือกตั้งที่เลื่อนออกไปก็จะยังมีปัญหาอยู่ดี

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด จึงไม่ใช่การเลื่อนการเลือกตั้ง แต่ต้องแก้ไขที่ "ต้นเหตุ" ของปัญหานั่นก็คือการจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงที่อ้างเสรีภาพจนเกินเลยขอบเขตตามรัฐธรรมนูญเพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง อันเท่ากับเป็นการมุ่งหมายให้มีการเปลี่ยนวิธีการได้อำนาจการปกครองให้ผิดไปจากวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ อาทิ

- อัยการสูงสุดควรเร่งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอาศัยอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 สั่งห้ามการกระทำเพื่อปิดกั้นการเลือกตั้งดังกล่าว

- ประชาชนทั่วไปผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิการเลือกตั้งที่ถูกกระทบกระเทือน ก็ควรดำเนินการทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิในการไปเลือกตั้งของตน

- เจ้าหน้าที่ทหารต้องสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้งอย่างเต็มความสามารถ

เมื่อได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้หากการเลือกตั้งจะยังมีปัญหาอยู่ แต่ก็ยังแก้ไขได้โดยการจัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะในเขตที่มีปัญหา มิใช่คาดเดาและเหมารวมว่าปัญหาจะต้องเกิดขึ้นในทุกเขตประหนึ่งว่ารัฐไทยเป็นรัฐล้มเหลวที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน รัฐบาล พรรคการเมือง แกนนำผู้ชุมนุม และทุกฝ่าย ควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมได้อย่างจริงใจและจริงจัง ซึ่งย่อมต้องรวมไปถึงการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน.

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์