ใต้เท้า...ขอรับ: กปปส. ศาลรธน. และกกต. คือผู้พาประเทศไปสู่สงครามกลางเมือง

การชำเราสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตยคือภาวะที่สังคมไทยได้เผชิญมาอย่างน่าเวทนาและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

มวลชน กปปส. คือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไร้หลักการขนาดใหญ่ขบวนท้ายๆ ของโลก ที่ไม่มีหลักการใดๆ ให้ยึดเหนี่ยวนอกจากความเชื่อว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ข้อเรียกร้องของพวกเขาจึงไม่ยึดโยงอยู่กับหลักการใดๆ หากแต่เป็นเพียงอารมณ์ทางการเมืองที่ถูกปลุกสร้างขึ้น น่าสมเพชเวทนาประเทศนี้ยิ่งนักที่ความไร้วุฒิภาวะทางการเมืองของมวลชนกลุ่มนี้กลับได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบิดเบือนกฎหมาย รัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐมาตลอดอย่างน้อยก็หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา

ทางออกจากวิกฤตอย่างสันติ คือการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตยถูกปิดลงไปวันนี้ เมื่อประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าของตัวเองถูกสกัดขัดขวาง ด้วยความยินยอมพร้อมใจส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง

เหตุปะทะ ยิงกัน และมีผู้เสียชีวิตล่าสุด ในฐานะมนุษย์นั้นน่าเสียใจยิ่ง แต่เมื่อมองจากปรากฏการที่เกิดขึ้น มันจะมีอีกมาก จะยิ่งหนักหนากว่านี้

รัฐบาลยังคงมีหน้าที่ต้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมวลชนกลุ่มใด เพราะนี่คือหน้าที่พื้นฐานที่สุดของรัฐ

ดิฉันอยากให้ทุกท่านได้ย้อนอ่าน-ฟังบทเรียนจากกัมพูชา เปล่า— ดิฉันไม่ได้กำลังจะบอกให้เราเรียกหาสันติภาพ แต่ประโยคหนึ่งจากผู้ผ่านโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเพื่อนร่วมชาติ กล่าวว่า คุณไม่อาจเรียกร้องให้คนรุ่นที่ฆ่ากัน ปรองดองกันได้หรอก มันเป็นเรื่องของคนรุ่นถัดไป

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย

ย้อนกลับมาที่เมืองไทย มันไม่เคยมีข้อเรียกร้องที่เท่ากันระหว่างมวลชนและผู้นำทั้งสองฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งละเมิดทุกกติกาที่มี และได้รับการตอบสนองจากเครือข่ายอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยอย่างดีเสมอมา ขณะที่อีกฝ่ายต้องเอาหลังพิงหลักการไว้ให้มั่น ข้อเรียกร้องไม่ต่างกับให้ประชาชนต่อสู้อย่างสันติด้วยการนั่งรอให้รถถังมาบดขยี้ ความโกรธแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรมของตนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้นสะสมมาเป็นเวลานานหลายปี ผ่านการสอบทานมาหลายครั้งหลายครา ทั้งการรัฐประหาร การตัดสินคดีโดยศาลรัฐธรรมนูญ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระอันลักลั่น หลายมาตรฐาน สิ่งที่ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยทำก็คือการกลืนเลือดลงไป ท่องบ่นหลักการประชาธิปไตย แล้วก็ดำรงรักษาความหวัง

วันที่ 26 ม.ค. 2557 แนวทางประชาธิปไตยที่จะเป็นทางออกให้แก้ปัญหาวิกฤตการเมืองอย่างสันติถูกปิดลง และความอดทนของประชาชนจะถูกสอบทานอีกครั้ง เมื่อมีการหารือกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายกรัฐมนตรี และอีกครั้ง (หากมี) ในวันที่ 2 ก.พ. 2557……….

ดิฉันไม่ทราบว่านักสันติวิธีอยู่ที่ไหนในเวลานี้ แต่ที่นี่ประเทศไทย สงครามกลางเมืองใกล้เข้ามาแล้ว

คาดการณ์สำหรับสิ่งที่จะเกิดต่อไปในอนาคตอันใกล้ ความวุ่นวายอันเกิดจาก มวลชน กปปส. ไปขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน ก็อาจจะเปิดให้มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ ถึงนาทีนี้  โปรดอย่าถามหาข้อกฎหมาย

และประเทศไทยจะน่าอนาถมากขึ้นอีกหากเจ้าของอำนาจอธิปไตยถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำอีก คือถูกขัดขวางโดย กปปส ที่กระทำการละเมิดกฎหมายและต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550  แล้วยังถูกทำให้การใช้สิทธิของตัวเองเป็นโมฆะไม่ว่าโดยทางใดก็ตาม

สำหรับองค์กรที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย บรรดาคนที่ต้องการรักษาสิทธิเลือกตั้งของตัวเอง ที่ออกมาเคลื่อนไหวจุดเทียนตามที่ต่างๆ เร็วๆ นี้คงต้องรวมตัวกันไปที่เดียว หรืออาจจะ 2 ที่ คือ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ

ทางออกที่พอจะทำได้คือ การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จะต้องเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องทำทุกวิถีทางให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ใช้สิทธิเลือกตั้งของตน เรามีมวลชนที่บ้าคลั่งปราศจากหลักการอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว อย่าให้มวลชนที่รักษาหลักการและพยายามแสวงหาทางออกด้วยวิถีทางประชาธิปไตยต้องคิดหาทางออกด้วยความรุนแรงอื่นใดเลย