เดิมพันครั้งสุดท้ายของ ปชป.

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถือเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะนอกจากจะเป็นการเลือกตั้งอันมีฐานที่มาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้วยังเป็นเดิมพันอนาคตของพรรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติการเมืองไทยด้วย

ประเทศไทยกำลังก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เป็นการวัดพลังระหว่าง 2พรรคการเมืองใหญ่ แม้ 2 พรรคการเมืองใหญ่นี้จะเห็นควรที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปี แต่ 2 พรรคการเมืองใหญ่นี้มองเห็นแนวทางปฏิรูปแตกต่างกัน

ฝ่ายแรกเห็นว่าประเทศไทยควรปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นควรเลือกตั้งก่อนการปฏิรูปการเมือง ด้วยเหตุนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจึงอ้างมวลชนของตนเองเพื่อกดดันการเลือกตั้งครั้งนี้

ปชป.ซึ่งให้การสนับสนุนแนวทางของฝ่ายแรกตัดสินใจไม่ส่งผู้ใดลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มวลชนของตนเองเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาลรักษาการที่มีพรรคการเมืองฝ่ายหลังเป็นแกนนำลาออกและตั้งรัฐบาลกลางที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายตนเองเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปการเมืองแทน ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเรียกร้องให้มวลชนของตนเองคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งการพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.

ขณะที่อีกฝ่ายซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของฝ่ายแรกที่จะตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเป็นผู้ที่จะปฏิรูปการเมืองพยายามสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.รวมทั้งพยายามรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ให้มากที่สุด

นับเป็นภาระหนักอึ้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งจะต้องคิดเดินหน้าจัดการเลือกตั้งบนความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะหาก กกต.ไม่จัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ก็อาจถูกดำเนินคดีฐาน “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” แต่หาก กกต.จัดการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจถูกฝ่ายแรกฟ้องร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะซึ่งผลที่จะตามมาคือ กกต.ชุดนี้จะต้องถูกดำเนินคดีฐาน “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” เรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่องก็ว่าได้ จึงพยายามหาทางออกด้วยการร้องขอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นวันที่ 4 พ.ค.โดยหวังให้ความตึงเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลง รวมทั้งการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็คงไม่สามารถเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้เนื่องจากขัดรัฐธรรมมนูญ

ส่วนการไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของ ปชป.ในครั้งนี้ ก็ถือเป็น “เดิมพัน” ครั้งยิ่งใหญ่ของพรรค เพราะแม้ในอดีต ปชป.จะเคยไม่ส่งผู้สมัครรับการเลือกตั้ง 2 ครั้ง แต่ทั้ง 2  ครั้งกฎหมายไม่ได้กำหนดบทลงโทษแต่อย่างใด ต่างจากปัจจุบันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัครรับการเลือกตั้งติดต่อกัน 2 ครั้งต้องถูก “ยุบพรรค”

แน่นอนว่า ปชป.ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีรณรงค์ให้ประชาชนคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งนั่นก็หมายความว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ปชป.จะไม่สามารถส่งผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดห้ามผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงสมัครรับเลือกตั้งซึ่งจะส่งผลให้ ปชป.ไม่ได้ส่งผู้สมัครเลือกตั้งติดต่อกัน 2 ครั้งและถูกยุบพรรคในที่สุด

หลายคนอาจมองว่ารัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนการเลือกตั้งกำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้ามองในมุมกลับก็จะเห็นชัดว่า ปชป.และ กกต. ก็กำลังเดินมาถึง “มุมอับ” เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นองค์กรอิสระที่ดูเหมือนจะ “เป็นใจ” ให้กับ ปชป.ก็อาจต้องเลือกเชือดพวกเดียวกันเพื่อรักษา ปชป.ไว้

 

 

หมายเหตุ บทความเดินทางค่อนข้างล่าช้าจากเรือนจำ ทำให้ความเห็นบางส่วนไม่ทันต่อสถาการณ์ แต่ยังคงมีความน่าสนใจจึงนำเผยแพร่

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์