จอน อึ๊งภากรณ์: เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ทำไมเราไม่ทำสงครามกันละ?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ระยะหลังผมเพิ่งมารู้จักคำว่า “โลกสวย” และแปลกใจที่เสมือนเป็นคำด่า คำดูถูก คำต่อว่าคนอย่างผมซึ่งกำลังต่อต้านความเกลียดชัง ความรุนแรง การทำสงคราม ในท่ามกลางการต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย

ในขณะเดียวกันเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำให้นักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนเริ่มท้อแท้ เพราะหมดหวังโดยสิ้นเชิงกับกระบวนการยุติธรรมที่เอียงจนใกล้จะหงายหลัง หมดหวังกับตำรวจที่ถูกศาลถอนเขี้ยว (แต่ผมว่าไม่จริงนะ) หมดหวังกับการต่อสู้แบบอหิงสา จึงเริ่มคิดถึงการแบ่งแยกประเทศ คิดถึงการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เริ่มพยายามคำนวณดูว่า “พวกเรา” จะมีกำลังนักรบมาจากแหล่งใดบ้าง รวมพลได้ประมาณเท่าไร

ความจริงหากมีคนที่สมควรจะเรียกว่าเป็น “พวกโลกสวย” ก็น่าจะเป็นคนเหล่านี้ที่คิดเหมือนการแบ่งแยกประเทศเป็นเรื่องง่ายๆ การทำสงครามเป็นเรื่องโรแมนติก ผมขอแนะนำอย่างแรงนะครับ ใครสนใจเรื่องแยกประเทศขอให้ศึกษาในรายละเอียดการแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสตานเมื่อปีพ.ศ.2490 ซึ่งในชุมชนจำนวนมากมายได้เกิดการฆ่ากันอย่างโหดร้ายทารุณที่สุด เด็กทารกถูกฟาดหัวใส่กำแพง ผู้หญิงถูกทำลายอวัยวะเพศ ในหลายชุมชนมีการนำหัวของฝ่ายตรงข้ามมาปักโชว์

นักประวัติศาสตร์ Ian Talbot และ Gurharpal Singh ได้บันทึกไว้ว่าเป็นเสมือนสงครามที่ต่างฝ่ายพยายามล้างเผ่าพันธุ์ฝ่ายตรงข้าม:

“There are numerous eyewitness accounts of the maiming and mutilation of victims. The catalogue of horrors includes the disembowelling of pregnant women, the slamming of babies' heads against brick walls, the cutting off of victims limbs and genitalia and the display of heads and corpses. While previous communal riots had been deadly, the scale and level of brutality was unprecedented. Although some scholars question the use of the term 'genocide' with respect to the Partition massacres, much of the violence manifested as having genocidal tendencies. It was designed to cleanse an existing generation as well as prevent its future reproduction."

ส่วนใครที่สนใจเรื่องการทำสงครามกลางเมือง ผมขอแนะนำให้รีบหาเวลาไปศึกษาดูงานที่ประเทศซีเรีย เลบานอน หรือบอสเนียก็ได้

ผมใคร่อยากขอเตือนว่าใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนเสื้อแดง(หรือแม้แต่คนเสื้อขาว)อาศัยอยู่ในชุมชนของคนเสื้อเหลือง หากเกิดการปะทะกันระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงแบบนองเลือดครั้งใหญ่ในละแวกใกล้เคียงกันหรือทั่วประเทศ ขอให้เตรียมตัวย้ายครอบครัวออกไปทันที เพราะการอยู่ในชุมชนที่คิดต่างกันอาจไม่ปลอดภัยเสียแล้ว หรือถ้าเป็นคนเสื้อเหลือง(หรือแม้แต่คนเสื้อขาว)ที่อยู่ในชุมชนของคนเสื้อแดงก็ต้องเตรียมย้ายครอบครัวเช่นกัน

ขอให้ลองนึกภาพการทำลายเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นจากสงครามกลางเมือง กว่าจะรื้อฟื้นสภาพกลับมาใหม่ได้อาจใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ช่วงคน

ดังนั้นหากเราอยากรักษาวิถีชีวิตที่เราเคยชินไว้ให้คงอยู่ต่อไป และอยากให้ลูกหลานของเราอยู่ในสังคมที่สงบสุข เราจะต้องหลีกเลียงสงครามและการแบ่งแยกประเทศอย่างถึงที่สุดเลย

เราจึงต้องมีความอดทนในการต่อต้านและต่อสู้กับความอธรรมด้วยสติปัญญาและสันติวิธีเท่านั้น ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการรวมพลังกันขัดขืนต่อความพยายามที่จะคว่ำระบอบประชาธิปไตยและการชิงมวลชนไปจากพวกอำนาจอธรรม ซึ่งเราจะทำได้โดยการต่อสู้แบบอหิงสา แบบมีเหตุมีผล แบบมีอารยธรรม และแบบไม่มองผู้คิดต่างเป็นศัตรู

สงครามไม่สามารถนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเพราะสองอย่างนี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง สงครามคือการละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นอย่างร้ายแรงที่สุดโดยการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย แต่ประชาธิปไตยคือการเคารพสิทธิอย่างไม่เลือกหน้า และประชาธิปไตยแท้ๆก็เป็นวิถีชีวิตที่อหิงสาแบบหนึ่ง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์