สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถอดชนวนการแบ่งแยกประเทศ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

ในที่สุดเรื่องกระแสการแบ่งแยกประเทศได้ถูกโหมกระพือจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยกองทัพ ฝ่าย กปปส. และ สื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่ง ได้สร้างเรื่องเพื่อใส่ร้ายและโจมตีขบวนการเสื้อแดงว่า เป็นพวกที่ต้องการแบ่งแยกประเทศ เป้าหมายของการดำเนินการเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าต้องการหาเรื่องที่จะเล่นงานขบวนการเสื้อแดงในทางกฎหมาย หรือมุ่งจะหาเหตุปราบปรามและสร้างเงื่อนไขการรัฐประหารนั่นเอง

ทั้งนี้เริ่มจากวันที่ 2 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้แถลงว่า ขณะนี้พบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนบางกลุ่มในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีการแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้ชื่อ สปป.ล้านนา ซึ่งฝ่ายความมั่นคง ประเมินว่า การแสดงออกในลักษณะดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ไม่สร้างสรรค์ และไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้แม่ทัพภาคที่ 3 เร่งดำเนินการทางด้านกฎหมายแล้ว ต่อมา พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ก็แถลงว่า มีคำสั่งให้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา (สปป.ล้านนา) ว่ามีความผิดฐานแบ่งแยกดินแดน

หลังจากนั้น สื่อมวลชนกระแสหลัก ก็นำเอาเรื่องไปประโคมจนเกินเลย และมุ่งโจมตีไปที่คุณเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเชียงใหม่ 51  ว่าเป็นตัวการสร้างขบวนแบ่งแยกดินแดนล้านนา จากนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กลุ่ม กปปส.ก็นำเอาเรื่องนี้มาโหมกระพือ โจมตีคุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. ว่าเป็นผู้มีส่วนผลักดันการแบ่งแยกประเทศ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ได้ออกมาแถลงสนับสนุนการดำเนินการของกองทัพ และชี้ว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นปช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนขบวนการนี้

คงต้องอธิบายในเบื้องแรกว่า การสร้างกระแสของฝ่ายกองทัพครั้งนี้ เริ่มต้นจากข้อมูลอันผิดพลาด เพราะความจริง สปป.ล้านนานั้น หมายถึง “สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา” ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นในวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา เพื่อร่วมในการรณรงค์สนับการเลือกตั้งและคัดค้านการเคลื่อนไหวล้มล้างประชาธิปไตยที่มี กปปส.เป็นแกนนำ ไม่ได้มีอะไรที่เป็น”สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน”เลย แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ประสานกับ สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย(สปป.) ที่จัดตั้งโดยนิติราษฎร์และกลุ่มนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ สปป.ล้านนาก็คือ การรณรงค์เรื่อง 1 สิทธิ 1 เสียง ให้คนเท่าเทียมกัน และสนับสนุนการเลือกตั้ง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน

ความจริงแล้วการมุ่งสร้างกระแสโจมตีคนเสื้อแดงและ นปช.ในลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเลย เพราะต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งและความแตกต่างทางความคิดระหว่างภูมิภาคนั้นมีอยู่จริง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีอยู่บ้างที่มีคนเสื้อแดงบางส่วนออกมากล่าวเรื่องการแบ่งแยกประเทศ แต่ก็เป็นเพียงกล่าวประชด หรือกล่าวด้วยความโกรธแค้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของฝ่าย กปปส. พวกเสื้อเหลือง-สลิ่มและชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่เสนอแนวคิดเรื่องคนไม่เท่ากัน และดูถูกคนภาคเหนือและภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงพรรคเพื่อไทยว่า โง่เขลา เป็น”ควายแดง” และยังเป็นการสะท้อนเรื่องสองมาตรฐานในสังคมไทยที่ว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงทำอะไรก็ผิดไปหมด ขณะที่ฝ่ายม็อบ กปปส.ทำอะไรก็ได้ ชนชั้นนำไทย ศาลและองค์กรอิสระให้การสนับสนุนและหนุนช่วยเสมอ จึงได้มีการเสนอว่า ถ้าฝ่ายประชาธิปัตย์และชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ไม่ยอมรับในเสียงของชาวชนบทในภาคเหนือและอีสานก็ต่างคนต่างอยู่ หรือแบ่งแยกประเทศกันเสียเลยจะดีกว่า

คุณอนุวัฒน์ ทินราช ประธาน นปช. อีสาน ได้อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนว่า กลุ่มคนเสื้อแดงอีสานไม่ได้ต้องการแบ่งแยกประเทศ แต่ต้องการให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่ากระบวนการประชาธิปไตยถูกขัดขวางโดยกลุ่ม กปปส. ที่ชุมนุมสร้างความวุ่นวาย และก่อให้เกิดการแตกแยก จนทำให้คนเสื้อแดงภาคเหนือและภาคอีสานไม่พอใจ ถึงได้เสนอกันว่า ถ้า กปปส.ยึดกรุงเทพฯแล้วขับไล่รัฐบาลที่ชอบธรรม ตั้งรัฐบาลของตัวเองตามอำเภอใจ ก็ขอให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ย้ายศูนย์กลางมาที่ภาคเหนือหรือภาคอีสานจะดีกว่า เพื่อจะได้รักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไว้ให้ได้

สรุปแล้ว การ การโหมกระพือกระแสในเรื่องการแบ่งแยกประเทศ และการหาทางดำเนินคดีกับฝ่ายเสื้อแดงด้วยข้อมูลผิด และเป็นเรื่องประชดแบบนี้ จึงเป็นเรื่องตลกเสียมากกว่า แต่จะมีผลอันสำคัญ เพราะจะยิ่งเป็นการขยายความขัดแย้ง และความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของประชาชนคนส่วนใหญ่ และไม่เป็นประโยชน์กับสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดกันระหว่างภูมิภาคอยู่แล้ว

และในอีกด้านหนึ่ง การดำเนินการเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำในสองมาตรฐาน เพราะการเคลื่อนไหวของม็อบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคพวก ที่เรียกร้องการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตั้งสภาเถื่อนขึ้นมาบริหารประเทศ ก็ถือว่า เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงอย่างยิ่ง และการเสนอนายกคนกลางของฝ่ายชนชั้นสูงและฝ่ายประชาธิปัตย์ ก็เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นกบฏมาตั้งแต่ต้น แต่เหตุใดกองทัพจึงไม่เคยที่จะเสนอผลักดันที่จะเล่นงานคนเหล่านั้น กลับอ้างว่าจะต้องขอวางตัวเป็นกลาง

ความจริงแล้วความขัดแย้งทางความคิดในสังคมเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของทุกประเทศในโลก ในระบอบที่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้เรียกร้องให้คนคิดเหมือนกัน เพราะนั่นต้องใช้อำนาจบังคับและเป็นเผด็จการ แต่ประชาธิปไตยก็คือ การเคารพในความแตกต่าง และตัดสินความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยผ่านการเลือกตั้ง ภายใต้กติกาที่กำหนดไว้แล้ว ต่างจากในเขตสามจังหวัดภาคใต้ ที่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดนอันชัดเจน แต่ในภาคเหนือและภาคอีสานไม่มีหลักฐานใด ที่ระบุว่ามีขบวนการเช่นนี้ ดังนั้น ถ้าจะเล่นงานกันในลักษณะนี้ความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคก็จะยิ่งเป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้น

กระบวนที่ถูกต้องที่ควรจะทำคือ การลดความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ ทำให้เป็นความขัดแย้งที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ และจัดการความขัดแย้งภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้ และต้องทำให้ประชาชนทุกภูมิภาคมีความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน สังคมไทยก็จะอยู่กันได้

อนึ่ง ถ้าหากการสร้างกระแสเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะสร้างความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ต้องอย่าลืมว่าคนเสื้อแดงและกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกที่สนับสนุน กปปส.และสนับสนุนการรัฐประหารจะเป็นเสียงส่วนน้อย ถ้าหากมีการกระทำเช่นนั้น ความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคจะรุนแรงมากขึ้น สถานการณ์จะก้าวไปสู่สงครามกลางเมืองและอาจนำมาสู่การแบ่งแยกประเทศอย่างจริงจัง

ในวันนี้ เรามาช่วยกันถอดชนวนการแบ่งแยกประเทศ โดยการเลิกโหมกระพือความแตกต่าง และดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย คืนความยุติธรรมให้ประชาชน สังคมไทยก็จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดอีกครั้ง

 

ที่มา: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 454 วันที่ 8 มีนาคม 2557

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์