จดหมายถึงน้องสาวเนื่องในวันสตรีสากล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

8 มีนาคม 2557

จดหมายถึงน้องสาว

ขออนุญาติใช้คำว่า "พี่" นะ

พอถึงวันสตรีสากลทีไร พี่ก็รู้สึกว่าต้องทำภารกิจที่รับมาจากผู้หญิงรุ่นอดีต เพื่อมามอบต่อให้กับหญิงรุ่นหลัง รุ่นปัจจุบัน เพื่อการทำหน้าที่สู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และเพื่อความสุขของผู้หญิงและครอบครัวกันต่อไป ... เป็นภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น ... ทั้งนี้ พี่เองก็ได้ทำกิจกรรมและเขียนถึงวันสตรีสากลมาหลายแง่มุมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในวันสตรีสากลปีนี้ สิ่งที่อยากทำอยากเขียนถึงคือจดหมายถึงน้องสาวทั้งหลายฉบับนี้นี่ล่ะ

มันก็เนื่องมาจากว่า เมื่อชีวิตของพวกเราเห็นกันและกันที่หน้าเฟซบุ๊คกันซะเป็นส่วนใหญ่ และในเกือบทุกวันจะเห็นเฟซบุ๊กของสาวๆ (และหนุ่มๆ) รุ่นน้อง รุ่นหลาน โพสต์สเตตัส ตัดพ้อ ต่อว่าต่อขานกับความอยยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และการไม่ได้รับความดูแลด้วยความรักและเอาใจใส่เช่นที่คาดหวังและปรารถนา

อืม ... เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเองในวัยสาว ที่มีสภาพไม่ต่างกัน และก็รู้สึกโชคดีที่ยามนั้นไม่มีเฟซบุ๊กให้ได้เขียนระบาย เพราะเพียงแค่การต้องหาที่ระบาย ทั้งการหาคนรับฟังปัญหา หาตักให้หนุนนอนและร้องไห้ หาอ้อมกอดอุ่นคอยปลอบใจ – กันอยู่บ่อยๆ - ก็ทำให้มารู้สึกมากขึ้นในตอนหลัง ในยามนี้ ในวัย 47 ปีนี้ว่า ชีวิตขบถเพื่อค้นหาตัวเองของตัวกูนี้ ก็ได้สร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง คนรัก และผู้คนรอบข้างกันไม่หยุดหย่อน ต้องรบกวนเพื่อนฝูงไปไม่ใช่น้อย รวมทั้งได้ปล่อยความโง่เขลาและความน่าอับอายขายหน้าประชาชีไปเยอะพอดู ...

และก็คงจะต้องมีเรื่องให้รู้สึกอับอายและรู้สึกแย่กับตัวเองกันต่อไปในชีวิตข้างหน้า ที่ความงี่เง่าและโงเขลาบางเวลา ก็ยังคงมาเยือนกันได้อยู่เรื่อยๆ จนแก่ตายลาลับจากโลกนี้ไปนั่นล่ะ

ก็มันจริงนี่น่าที่มันไม่ง่ายหรอกที่พวกเราหญิงสาว จะกุมชะตาชีวิตไว้ในอุ้งมือได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคงกันตลอดชีวิต ในสภาพสังคมที่ยังมีการเดียจฉันท์ทางเพศ ที่กดดันให้หญิงต้องพิสูจน์ตัว พิสูจน์ความสามารถมากมายเพื่อจะได้รับการยอมรับ ในขณะที่สังคมก็ยังตีกรอบประเพณีและคาดหวังกับหญิงดี หญิงเก่ง หญิงกล้าไว้สูงลิบ และยังล้าสมัยและหัวโบราณอยู่มาก ... และแม้แต่ในหมู่ประเทศที่ - สังคมยอมรับว่ามนุษย์เท่ากัน ที่ความเป็นเพศ การแย่งเพศ การต้องมีเพียง 2 อัตลักษณ์ทางเพศ ถูกสลายไปเยอะมากแล้วก็ตาม - เราก็ยังต้องมาทำใจ ทำความเข้าใจ และอดทนอดกลั้นกับความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างของแต่ละคนกันอยู่เช่นกัน

แน่นอนว่า ในการพยายามที่จะเข้าใจสถานการณ์และเดินไปข้างหน้าด้วยกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ไม่ใช่แบบช้างเท้าหน้าเท้าหลัง -  ผู้ชายจำนวนไม่น้อยก็เหน็ดเหนื่อย ก็สับสน ก็ไม่เข้าใจหญิง - หรือเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหญิงและชายนั่นแหละ ต่างก็ไม่เข้าใจถึงความอึดอัดคับแค้นกับสภาพการณ์และวิถีคิดเรื่องชีวิต เรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตของแต่ละเพศ และการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัวในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้น ที่ซับซ้อน มากชนชั้น และกดดันและเรียกร้องผู้คนสูงมากเช่นในปัจจุบัน ...

แค่เรื่องเพศของตัวเองก็เหน็ดเหนื่อยและยากที่จะเข้าใจแล้ว แทบจะไม่ต้องพูดเลยไปว่า เพราะเหตุใดผู้คนในสังคมจำนวนมาก แม้จะหัวสมัยใหม่พอดู ก็ยังไม่สามารถเปิดใจที่จะพยายามเข้าใจคนที่เลือกวิถีเพศที่แตกต่าง
แต่นี่ก็คือการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน ที่ผู้คนต้อง conscious ตระหนัก อ่อนไหว และระลึกถึงความเป็นอยู่และการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตรอบตัวกันมากขึ้น

โลกที่ผู้คนยิ่งตื่นตัวเรื่องสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายและการดำรงอยู่ของตัวเอง ของเพศตัวเองมากเท่าไร ก็เท่ากับเราก็ต้องตื่นตัว และตระหนักในสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น ของเพศอื่น ของการเลือกวิถีเพศอื่น กันมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

โลกที่การมีเสรีภาพมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจผู้ใดได้มากขึ้น ... ตรงกันข้ามเชียวล่ะ ... โลกที่มีเสรีภาพมากขึ้น คือโลกที่ผู้คนต้องพัฒนาความคิด ความรู้ ความรอบรู้เพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์คนอื่น สัตว์ร่วมโลกอื่นๆ พืชพันธ์ุแห่งชีวิตอื่นๆ มากขึ้น และใส่ใจต่อเรื่องการดำรงอยู่ของโลก ของ planet earth เพื่อคนรุ่นอนาคตกันมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องพยายามเตือนตัวเองให้ตระหนักถึง "ใจเขา-ใจเรา" กันมากขึ้นเป็น 2 เท่าเชียวล่ะ

น้องสาวหลายคนอาจจะบอกว่า ถ้างั้นเราจะพัฒนาทำไมล่ะ อยู่แบบเก่าอาจจะง่ายกว่านะ ใช้ความเป็นหญิง ความสวยงามของสรีระหญิง การบำรุงร่างกายของหญิงให้สวยงามและดึงดูดเพศตรงข้ามเพื่อแลกกับการได้รับการเลี้ยงดูกันต่อไป อาจจะเหนื่อยน้อยกว่าการที่ต้องไปอยู่ในโลกที่หญิงเองก็ถูกผลักให้ต้องคิดมากขึ้น เรียนรู้สรรพส่ิงรอบตัวมากขึ้น และต้องพึ่งตัวเองให้มากขึ้นเช่นนี้ มิดีกว่าหรือ?

พี่ได้ยินเรื่องราวของหญิงที่บอกว่า "ชอบก๊อปปี้ เพราะไม่ชอบใช้สมอง" “คิดมากแล้วปวดหัว" “จะลำบากไปทำไม หาผัวรวยเลี้ยงดูดีกว่า" หรือ "หาผัวต่างชาติเงินหนาดีกว่า" บลา บลา บลา ... ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หญิงต้องตัดสินใจแลกกันเอาเองล่ะนะ ...แต่ ... อืม ... อืม ...เอาเข้าจริง การจะอยู่ในวิถีสังคมเก่า มันก็ต้องแลกกับการอิสรภาพและเสรีภาพในบ้างด้านไปด้วยเช่นกัน และในความเป็นจริงมันก็ไม่มีเจ้าชาย - ไม่ว่าจะผิวเหลืองหรือผิวทอง - ให้สาวๆ ได้ฝันถึงเท่าไรนักในโลกปัจจุบัน

เข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่า ความอึดอัดขัดใจ คับข้องใจของน้องสาว(และน้องชาย) ทั้งหลายยามนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่อง "ความปราถนาความรัก ความเข้าใจ" เท่านั้น แต่มันเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากวิกฤตการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่านรัชสมัยและยุคสมัยที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี จนส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต กับโอกาสในการทำงาน ในการสร้างเนื้อสร้างตัว และในการลงหลักปักฐานของชีวิตผู้คนในสังคมไทยตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนต้องวางเรื่องตัวเอง เพื่อมาขับเคลื่อนทางการเมือง ด้วยความหวังว่า เมื่อวิกฤตการเมืองคลีคลาย คนรุ่นหนุ่มสาวจะสามารถปักหมุดฐานโครงสร้างทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคน ทุกเพศนั้นจะเท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริงเสียทีในประเทศไทย ... เป็นการเสียสละที่คนร่วมสมัยนี้ได้กระทำเพื่อคนรุ่นอนาคต โดยที่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม เมื่อตระหนักว่า คู่ต่อสู้ทางความคิดของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน ก็คือคนหนุ่มสาวในยุคอดีต ที่คิดว่าพวกเขาได้สู้เพื่อปักหมุดโครงสร้างการเมืองประชาธิปไตยให้กับคนรุ่นอนาคต -  ที่ดันเป็นปัญหาอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และให้คนรุ่นปัจจุบันได้หาทางแก้ไขกันต่อไป 

ความซ้อนทับของกงล้อแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่ นักสู้รุ่นใหม่ ที่ยังต้องดิ้นรนแสวงหาทั้งความรักส่วนตัวและสร้างสังคมในฝันจำนวนไม่น้อย ตกอยู่ในสภาวะที่เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว รู้สึกสิ้นหวัง สิ้นศรัทธา และหมดสิ้นกำลังใจกันไปตามๆ กัน

สภาวการณ์ของประเทศไทยยามนี้ ในการแสวงหานิยามและความหมายแห่งเสรีภาพและความมั่นคงของชีวิต ของหนุ่มสาวยุคใหม่ (และผู้คนทั้งสังคมกันใหม่) จึงเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทายและทั้งชวนให้ถดถอย และก็คงเช่นเดียวกับอดีตสมัย ที่จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยถอดใจและเลิกใส่ใจกับปัญหา "เสรีภาพที่กินไม่ได้" และสนใจเพียงแค่เรื่องเอาตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอด ซึ่งผู้คนจำนวนมากก็ยังคงอยู่กันไปในสภาวะ "ปากกัดตีนถีบ" และผู้คนจำนวนน้อย/จำนวนหนึ่ง ก็อาจจะประสบความสำเร็จจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราฟุ้มเฟือย

น้องสาวที่รัก โลกที่ตื่นรู้เป็นโลกที่เราต้องอ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวเอง และความรู้สึกของผู้คนรอบข้างกันสูงจริงๆ เป็นโลกที่ความเป็นเพศหญิงถูกตั้งคำถาม ความเป็นเพศชายถูกตั้งคำถาม เป็นโลกที่ความเป็น "มนุษย์" เพรียกหาความเข้าใจระหว่างกันของทุกเพศและทุกวิถีเพศกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อในท้ายที่สุดเราจะยอมรับกัน เคารพกัน และเห็นกันไม่ใช่ในฐานะเพศ แต่ในฐานะ "มนุษย์" ที่เท่าเทียมกัน

จดหมายจากพี่สาวฉบับนี้ จึงเขียนขึ้นเพื่อให้กำลังใจกับน้องสาวที่รักทุกคน ที่รู้สึกทดท้อ โดดเดี่ยว ไร้ค่า ไร้ตัวตน ไร้คนสนใจ และรู้สึกถูกเรียกร้องกดดันจากครอบครัวและสังคมจนสูงเกินจะทนแบกรับได้อีกต่อไป

ขอบอกกับน้องสาวทั้งหลายว่า ไม่ว่าจะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร เส้นทางชีวิตของหญิงสาวทุกผู้นามที่พี่ได้พบเจอ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกคนต้องทำงานกันอย่างหนัก ต้องเรียนกันอย่างคร่ำเคร่ง ต้องอดทนอดกลั้นกับความเจ็บปวดที่ไม่สมหวังและจากแรงบีบคั้นจากครอบครัวและเครือญาติ ต้องอึดอัดกับสภาพสังคมแวดล้อม (แบบไทยๆ ตัวดีนี่ล่ะ) และต้องพยายามเข้มแข็งและดูแลตัวเองให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีดุลยภาพ ... สภาพของหญิงสาวที่ชีวิตไม่เป็นดังฝันและยอมรับความจริงไม่ได้จนกลายเป็นคนบ้าเสียสติ ...เป็นภาพที่สะเทือนใจ

ไม่มีอะไรที่ได้มาด้วยการร้องขอ หรือการหยิบยื่นให้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามลำพังกันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าทั้งในเรื่องครอบครัว การงาน หรือแม้แต่ในเรื่องของความรัก ดังที่โบราณว่า "ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง" หรือ สุภาษิตฝรั่งว่า "take two to tango” ... การเต้นรำของชีวิต มันต้องสอดรับจังหวะกันไปทั้งสองคน ชีวิตมันจึงสวยงามและมีความสุข ... และมันก็ต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านการอดทนอดกลั้นต่อกัน และระหว่างกันของผู้คนในสังคมกันสูงมากๆ ด้วยเช่นกัน

ในวันแห่งการรำลึกถึงการต่อสู้ของผู้หญิงทั่วโลกที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ และก็ยังไม่หยุดสู้ -  เพื่อยืนยันตัวตนและเสรีภาพของเพศหญิงที่ไม่ได้ด้อยกว่าชายหรือกว่าใคร ที่ควรมีสิทธิมีเสียงทางการเมืองเช่นเดียวกันทุกเพศ และที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิงจากชนชั้นใดก็ตาม - วันสตรีสากลที่เริ่มถูกผู้คน (โดยเฉพาะชาย) หัวเราะเยาะและล้อเลียนกันมากขึ้น ถึงความไม่จำเป็น เพราะสังคมปัจจุบันมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ... แต่พี่ก็ขอเป็นคนล้าสมัยที่ขอรำลึกความเป็นมาของวันนี้ และใช้โอกาสของวันนี้เขียนถึงหญิงสาวรุ่นน้องทั้งหลาย

อาจจะเป็นข้อเขียนที่เชย ไม่จ๊าบ ไม่เท่ และไม่ใช้คำแสบสันตามยุคสมัย - ที่การจะเขียนอะไรให้เป็นที่สะดุดตาต้องใช้ภาษาจัดจ้านก็ตามที - แต่พี่ก็ใช้เวลาหลายวันไปกับการเขียนจดหมายถึงน้องสาวฉบับนี้ แม้อาจจะไม่ใช่คำปลอบโยนที่น้องหญิงหลายคนปรารถนา แต่ก็เพื่อส่งกำลังใจให้หญิงสาวที่ยังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพื่อความรัก เพื่อความสุข และเพื่อเสรีภาพ ให้คงยืนหยัดและสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งกันทุกคนนะจ๊ะ

จรรยา เล็ก ยิ้มประเสริฐ

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์