ความขัดแย้งของคนดี.....เรื่อง"ทวงคืน พลังงานไทย"

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

สองสามวันที่ผ่านมา ผมได้ไปเข้าร่วมเสวนา เรื่องของพลังงาน ในหลายเวที และติดตามการถกเถียงโต้ตอบในเรื่องนี้

อยากบอกว่า....ผมแน่ใจว่า ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ของกลุ่มผู้ที่ลุกขึ้นมา พยายาม"ทวงคืนพลังงานไทย" เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เข้าใจผิด ไม่ตรงข้อเท็จจริงอย่างมาก ซึ่งทำให้ประชาชนไม่น้อยพลอยเข้าใจคลาดเคลื่อนไปด้วย

อยากบอกว่า....ต่อให้ท่านหวังดี เจตนาดีแค่ไหน ...หากมีการดำเนินการตามที่ท่านเรียกร้อง เช่น ลดราคานำ้มันและก๊าซให้ได้อยากฮวบฮาบ ยึดคืน ปตท. เปลี่ยนวิธีการสัมปทานจัดหา(ไม่ว่าจะเปลี่ยนของเก่า หรือที่จะให้ใหม่) ....ผมมั่นใจว่า เราจะเจอหายนะทางศก.อย่างแน่นอน ถ้าอย่างรุนแรงก็เป็นวิกฤติในทันที ถ้าอย่างเบาหน่อย ก็จะทำให้การพลังงานของชาติมีปัญหา ศก.จะขยายตัวได้ตำ่ยาวนาน

อยากบอกว่า.... เรากำลังหลงประเด็นกันครับ ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดคือ เรามีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว(Proven Reserve)ของก๊าซธรรมชาติ เหลือใช้ไปได้อีกเพียง 9 ปี ของคอนเดนเสท 6 ปี ของนำ้มันดิบ 4 ปี ซึ่งทั้งคอนเดนเสท กับ นำ้มันดิบอาจไม่น่ากลัวมาก เพราะถ้าหมด เราก็นำเข้าในราคาตลาดโลกเหมือนทุกวันนี้ แต่ก๊าซนี่สิครับ ถ้าหมดลง เราต้องนำเข้าในราคาสูงกว่าเท่าตัวของราคาที่ผลิตเอง ค่าไฟฟ้าต้องเพิ่มทันทีกว่า 30% แถมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก คงต้องลำบากสุดๆ อาจจะล้มละลายไปเลยไม่น้อย แถมก๊าซที่แหล่ง Yadana ก็ดันเป็น Dry Gas ที่ทำPetrochemicalไม่ได้อีก

อยากบอกว่า....ถ้าไม่มีการขุดเจาะสำรวจเพิ่ม หรือต่ออายุสัมปทาน ก็จะไม่มีการลงทุน(เวลานี้ทุกอย่างหยุดชะงักเพราะข้อโต้แย้งทั้งหลาย) อีกไม่นาน แค่เจ็ดแปดปี(ผมยังอายุไม่ถึงเจ็ดสิบเลย) เราก็จะมีปัญหาพลังงาน และปิโตรเคมีครั้งใหญ่ ยุค"โชติช่วงชัชวาลย์"ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี2525 สมัยป๋าเปรมเป็นนายกฯ ก็คงจะสิ้นสุดอับแสงลง

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ที่เราขัดแย้งกัน มันเป็นเพราะ ...ความไม่รู้ ...ไม่ยอมฟัง ...ไม่ยอมเข้าใจ ซึ่งทั้งหมด ถูกกำกับด้วย..."ความไม่เชื่อ"

จริงอยู่ครับ ในประเทศไทย มีเรื่องไม่ควรเชื่อเยอะแยะมาก โดยเฉพาะข้อมูลราชการ ข้อมูลที่มาจากนักการเมือง (เห็นต้นทุนของ"ความไม่ไว้วางใจ"ไหมครับ)

แต่ในเรื่องพลังงาน....ผมขอยืนยันความเห็นที่เคยเรียนไว้แล้วว่า เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ผมมั่นใจว่ามีโครงสร้างที่ถูกวางไว้อย่างดีพอสมควร(ถึงแม้ว่าจะยังปรับปรุงพัฒนาได้ แต่ไม่ใช่รื้อถอน กลับหลังหันอย่างที่ตะโกนเสนอกันอยู่) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

- ตั้งแต่เรามีวิกฤติการขาดแคลนพลังงานครั้งสุดท้าย เมื่อสมัยพลอ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ปี 2521-2522 ปล้ว เราไม่เคยมีวิกฤติการขาดแคลนพลังงานเลย ทั้งๆที่ปริมาณการ้พลังงานเพิ่มขึ้นจาก 300,000 บาร์เรล(เทียบเท่า) ต่อวัน ในปี 2521 เป็น 2.2 ล้านบาร์เรลในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีการพบก๊าซธรรมชาติ และนำ้มันดิบ แต่ก็ผลิตได้เพียงประมาณครึ่งเดียวของการใช้เท่านั้น แต่ที่เหลือต้องนำเข้า สังเกตได้ว่า แม้เราจะเจอวิกฤติศก.ครั้งยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนพลังงาน (อินโดนีเซีย กับ ฟิลิปปินส์ มีวิกฤติพลังงานหลังวิกฤติการเงิน)

- ราคาที่บ่นกันว่าแพงแสนแพง (จริงๆบางชนิด เช่น เบนซิน มีส่วนของภาษีเยอะ) แต่เทียบจริงแล้วไม่แพงกว่าประเทศส่วนใหญ่ (นอกจากปท.ที่มีsubsidy) อีกอย่าง เราบริโภคพลังงานอย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีประสิทธิภาพ เราใช้พลังงานมากถึง 18.8% ของGDP ขณะที่ประเทศที่มีประสิทธิภาพเขาใช้กันแค่ไม่เกิน12.5% ถ้าลดราคา(ซึ่งก็คือต้องลดภาษี หรือ subsidy) ก็จะยิ่งฟุ่มเฟือยไปใหญ่ แล้วก็ในระดับราคาปัจจุบัน มันยังไม่ค่อยคุ้มทุนกับการทำพลังงานทดแทนอยู่เลย ยิ่งลดเลยยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่ ซึ่งเรื่องส่งเสริมพลังงานทดแทนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทั่วโลกเค้าทุ่มเท ของเรามัวมุ่งจะเอาถูก เอาง่ายวันนี้ วันผน้าลูกหลานจะใช้อะไรไม่ค่อยสนใจ

- ถ้าจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ต้องนับว่าเราโชคดี ที่เรื่องการวางรากฐานกลยุทธพลังงานของชาติในระยะเริ่มต้นนั้น ถูกวางไว้อย่างค่อนข้างดี โดย บุคคลที่มีความสามารถ และได้ชื่อว่า ซื่อสัตย์มีคุณธรรม ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ..คุณศุลี มหาสันทนะ เป็นรมต.ที่ดูแลด้านพลังงานตลอดยุคแปดปีของรัฐบาลป๋าเปรม ..คุณเกษม จาติกวณิชย์ที่ก่อตั้งและบริหารการผลิตไฟฟ้ามายาวนาน ..คุณศิววงศ์ จังคศิริ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ..ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่ดูแลด้านสัญญา ด้านกฎหมาย ..มรว.จัตุมงคล โสณกุล ที่ช่วยต่อรองเรื่องการซื้อก๊าซ วางรากฐานสัมปทาน และโรงกลั่น ..ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ที่ทำเรื่องพลังงานมากว่าสามสิบปี ..แม้แต่ข้าราชการปัจจุบันอย่าง ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ที่เป็นนักเรียนทุนคนแรกด้าน วิศวกรรมปิโตรเลียม ก็ครำ่หวอดมานาน ถ้ามีแต่เรื่องโกหกปิดบังชั่วร้ายตามที่หลายคนพยายามปลุกปั้นให้คนคล้อยตาม มันหมายถึงต้องมีกระบวนการความร่วมมือในวงกว้าง ตกทอดต่อกันมายาวนานเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเป็นไปไม่ได้แล้ว การระแวงอย่างไร้เหตุผล ยังเท่ากับเราเนรคุณไม่เห็นความดีของผู้ที่ทุ่มเททำประโยชน์ แล้วอย่างนี้ คนดีที่ไหนเขาจะอาสามาทำงานล่ะครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไขว้เขว ก็คือ มีการประโคมกันว่า เรามีก๊าซ มีนำ้มันดิบเยอะแยะไปหมด เจาะตรงไหนก็เจอ เรียกว่าเป็น "ซาอุแห่งตะวันออก" กันเลยทีเดียว แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เรามีปริมาณสำรองแค่จิ๊บจ้อย ใช้แค่ไม่เกินสิบปี ทุกอย่างก็จะหมด

พอเริ่มต้นผิดอย่างนั้น ก็เลยเดินต่อออกทะเลกันไปหมด อย่างสัมปทาน ที่ต้องรีบเอาออกมาประมูล สัมปทานที่ต้องรีบเจรจาต่ออายุ ก่อนที่ Proven Reserve จะหมดลง ก็เลยมีการขัดขวาง จะให้เรียกร้องเยอะๆ เปลี่ยนรูปแบบ ทั้งๆที่ แปลงที่จะเอาไปขายมันก็ไอ้พื้นที่เดิมที่เค้าแห้วมาแล้ว มันเหมือน ....ขอโทษนะครับ ลูกสาวขี้เหร่ นมกระเปาะเล็กๆ(หลุมก๊าซไทยเป็นกระเปาะกระจาย เจาะยาก ต้นทุนสูง) แถมไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วจะให้โขกสินสอดสูงๆ ใครเค้าจะมาขอครับ

นี่แหละครับ ก่อนที่จะปฏิรูปอะไร ข้อมูล ความรู้ต่างๆมันต้องตรงกับข้อเท็จจริงเสียก่อน

เหมือนกลัดกระดุมแหละครับ พอเริ่มเม็ดแรกก็กลัดผิดแล้ว ที่เหลือจะไม่ให้บิดเบี้ยวได้อย่างไร

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์