แถลงการณ์เพื่อไทยต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง 2 ก.พ.

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ย้ำมีการใช้ทฤษฎีสมคบคิดของกลุ่มบุคคลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และมุ่งทำลายฐานอำนาจทางการเมืองฝ่ายที่นิยมประชาธิปไตย
 
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในวันนี้ว่า การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ นั้น
 
พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การกระทำของผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคจึงขอแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยและจุดยืนทางการเมืองของพรรคต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้
 
ข้อ 1. พรรคขอยืนยันในข้อกฎหมายว่า  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 (1) ไม่ได้ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ และไม่มีรัฐธรรมนูญ มาตราใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้เช่นกัน การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรมตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 197 และ มาตรา 3 วรรคสอง การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเสมือนเป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นใช้เองตามใจชอบ เป็นการเวนคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปเป็นของศาลรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ
 
ข้อ 2. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการสร้างปัญหา และมีผลกระทบต่อส่วนรวม เพราะการตัดสินว่าการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลต่าง ๆที่เกิดจากการขัดขวางการเลือกตั้งโดยคนส่วนน้อย จะเป็นบรรทัดฐานให้มีการดำเนินการในลักษณะนี้ต่อไป ตราบใดที่ผู้ขัดขวางยังไม่สมประโยชน์ของตน และสุดท้ายแม้จะออกพระราชกฤษฎีกาจัดการเลือกตั้งใหม่ ถ้ายังมีการขัดขวางการเลือกตั้ง ผลก็จะออกมาว่าการเลือกตั้งใหม่เป็นโมฆะอีก เมื่อเป็นเช่นนี้จะต้องใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชนอีกเท่าไหร่ถึงจะจัดการเลือกตั้งได้ และบ้านเมืองจะเดินไปได้อย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญจะรับผิดชอบอย่างไรต่อการตัดสินของตนศาลมีหน้าที่ยุติปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นใหม่พรรคจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กลับจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเป็นที่น่าเห็นใจประชาชนที่ต้องยอมฝ่าอันตรายเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
 
ข้อ 3. พรรคเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองในขณะนี้ เกิดจากความต้องการการเมืองนอกระบบของกลุ่ม กปปส.และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเห็นอยู่ตำตาว่าม็อบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส.ชุมนุมผิดกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์ต้องการสภาประชาชน และนายก มาตรา 7 อันเป็นวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องตาม มาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่รับวินิจฉัย มิหนำซ้ำกลับไปบอกว่าเป็นการชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ  ทั้งที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้อาวุธสงครามในหลายสถานที่ของผู้ชุมนุม ซึ่งหากศาลรับวินิจฉัยและมีคำสั่งห้ามมิให้ม็อบ กปปส.กระทำการโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการขัดขวางการเลือกตั้ง ปัญหาก็ไม่เกิดมาถึงทุกวันนี้ แต่พอผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งที่ไม่มีอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัย และตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ  จึงขอให้ประชาชนได้พิจารณาถึงมาตรฐานการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นไปด้วยความสุจริต และยุติธรรมหรือไม่
 
ข้อ 4. พรรคเห็นว่าที่มาและทัศนคติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ มีปัญหาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีกำเนิดมาจากการแต่งตั้งตามคำสั่งของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19  กันยายน 2549  ตุลาการหลายท่านไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หลังจากนั้นได้สร้างผลงานที่ส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อไปตั้งพรรคพลังประชาชนก็ถูกยุบพรรคอีกพร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด การตัดสินคดีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน่ากังขา มาถึงพรรคเพื่อไทยก็ตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่อาจทำได้ไม่ว่าทั้งฉบับหรือรายมาตราทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงคดีนี้ก็วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีกแล้ว ต่างกับคดีที่มีการร้องพรรคประชาธิปัตย์และนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะเรื่องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ คดีเงินบริจาค 258 ล้าน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องเพียงเหตุผลง่าย ๆ ว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ทำความเห็น ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามคำร้อง กกต.ระบุชัดเจนว่ามีการทำผิดจริง หรือคดีที่มีการร้องให้วินิจฉัยตาม มาตรา 68 กรณีม็อบ กปปส.ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รับวินิจฉัยรวมถึงคดีที่ร้องให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาล่าช้าจนมีการยุบสภา แล้วจำหน่ายคดีในที่สุด จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่
 
ข้อ 5. พรรคขอยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองว่า พรรคยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาโดยตลอด การทำงานของพรรคยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง  พร้อมรับฟังเสียงและการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน  พรรคไม่เคยปฏิเสธการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการใช้อำนาจนั้นอยู่ในกรอบแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย  ดังนั้น พรรคย่อมมีความชอบธรรมที่จะดำเนินการทุกวิธีทาง เพื่อรักษาไว้ซึ่งกติกาตามระบอบประชาธิปไตย
 
ข้อ 6. การเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของหลายฝ่าย ตั้งแต่การประกาศล้มรัฐบาลของ กปปส.และแนวร่วมโดยไม่ใช้วิธีทางตามรัฐธรรมนูญ การไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ การขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งของ กปปส. และแนวร่วม ความไม่เต็มใจจัดการเลือกตั้งของ กกต. การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องไปใช้สิทธิ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ 50 กว่าพรรค ตลอดจนประชาชน 20 ล้านคนเศษได้ใช้สิทธิและทำหน้าที่โดยสุจริต ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คนไม่สุจริตและไม่ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องการ จึงเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันศาล นำความเสื่อมเสียต่อสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง และเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจและรังแกจิตใจของผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างไม่ใยดีและไม่รับผิดชอบ
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อประมวลภาพของการมุ่งทำลายล้างพรรคเพื่อไทย และกลุ่มการเมืองฝ่ายพรรคเพื่อไทย จะเห็นได้ว่าการใช้ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ของกลุ่มบุคคลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และมุ่งทำลายฐานอำนาจทางการเมืองฝ่ายที่นิยมประชาธิปไตย โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายทางการเมืองได้ปรากฏภาพให้เห็นโดยประจักษ์ ทั้งกระทำโดยองค์กรเอง หรือรับลูกกันเป็นทอด ๆอย่างเป็นระบบ อันเดียวกันกับเมื่อปี 2549  พรรคจึงขอให้ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้กับการใช้อำนาจนอกระบบทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยวิธีการสันติ
 
พรรคเพื่อไทย 
21 มีนาคม 2557
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์