บอร์ด กทค.ไม่รับร้องเรียนบริษัทมือถือไม่คืนเงินประกัน-ให้ไปฟ้องศาลเอง

ผู้บริโภคร้องเรียนทวงเงินประกันค่าใช้โทรศัพท์จากบริษัทมือถือ แต่กลับโยนภาระให้ฟ้องร้องเอาเอง ด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเผย กสทช. เดินเรื่องช้าทำผู้บริโภคเอือม

6 พ.ค. 2557 - กรณีเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการโทรคมนาคม เกิดขึ้นเนื่องจากนายวัฒน์ (นามสมมติ) ได้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์มือถือ หมายเลข 907-XXXX กับบริษัทผู้ให้บริการรายหนึ่งตั้งแต่ปี 2538 โดยได้ชำระเงินประกันการใช้โทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวจำนวน 3,000 บาท และค่าขอใช้เลขหมายอีก 1,000 บาท ต่อมานายวัฒน์ทำโทรศัพท์มือถือหาย กระทั่งภายหลังมีพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 58 ที่ห้ามเรียกเก็บเงินประกันหรือเงินอื่นที่มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บล่วงหน้า นายวัฒน์จึงได้ติดต่อกับบริษัทเพื่อขอเงินประกันคืน แต่ทางบริษัทปฏิเสธ โดยอ้างว่าได้คืนเงินให้กับเจ้าของหมายเลข ณ เวลานั้นแล้ว นายวัฒน์จึงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เพื่อเป็นหลักฐาน และดำเนินการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 เพื่อขอให้บริษัทคืนเงินประกันการใช้โทรศัพท์มือถือ เงินค่าขอใช้เลขหมาย พร้อมทั้งดอกเบี้ย

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงาน กสทช. พบว่า หลังจากที่นายวัฒน์ทำโทรศัพท์มือถือหาย มีการโอนลอยหมายเลขโทรศัพท์ไปยังผู้ใช้บริการรายใหม่ ซึ่งนายวัฒน์ไม่เคยรู้จักและไม่ใช่ผู้โอนสิทธิ์ แล้วเมื่อบริษัทมีนโยบายคืนเงินประกัน ก็ได้คืนให้กับผู้ใช้บริการรายใหม่ และปฏิเสธการคืนเงินแก่นายวัฒน์

ในการดำเนินการเรื่องร้องเรียน สำนักงาน กสทช. ได้นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมพิจารณา ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า บริษัทต้องคืนเงินประกันจำนวน 3,000 บาทให้กับผู้บริโภค พร้อมดอกเบี้ยจากการค้างชำระในอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนเงินค่าขอใช้เลขหมายจำนวน 1,000 บาท บริษัทไม่ต้องคืน เพราะมิได้มีลักษณะเป็นเงินประกันหรือเงินอื่นที่มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บล่วงหน้าตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่สำนักงาน กสทช. เสนอกรณีนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กทค. กลับมีมติให้บริษัทคืนเฉพาะเงินประกัน ส่วนดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องไปเรียกร้องเอง เพราะเป็นเรื่องทางแพ่ง กทค. ไม่มีอำนาจวินิจฉัย มีเพียงนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กทค. เสียงข้างน้อยที่ยืนความเห็นเช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการฯ และสำนักงาน โดยระบุว่า บริษัทต้องคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย เพราะเงินประกันดังกล่าวเป็นเสมือนค่าธรรมเนียมการใช้บริการโทรคมนาคม ดังนั้นไม่ว่าก่อนหรือหลังที่มีพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ก็ถือเป็นอำนาจของ กสทช. ที่ต้องกำกับดูแล เพียงแต่กรณีนี้ได้เก็บเงินของผู้บริโภคไปแล้ว ภายหลังมีกฎหมายห้าม บริษัทก็ต้องคืนเงิน ซึ่งเมื่อไม่สามารถคืนเงินได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับเวลาที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ผิดนัดชำระค่าบริการ

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า เรื่องนี้คล้ายกับการคิดค่าบริการพรีเพดที่บริษัทเก็บเงินล่วงหน้าไป 3,000 บาท ซึ่งบริษัทไม่มีสิทธิ์ยึดเงินของผู้ใช้บริการไป แล้วเมื่อบริษัทหยุดให้บริการ เมื่อคืนเงินให้กับผู้ใช้บริการในภายหลัง ก็ต้องจ่ายคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย เพราะแทนที่ผู้ใช้บริการจะสามารถนำเงิน 3,000 บาทไปใช้ประโยชน์ของตน แต่ก็ไม่ได้ใช้ ในขณะที่ผู้ใช้บริการรายอื่นๆ ได้เงินคืนกันไปแล้ว ดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ค่าเสียหายซึ่งอยู่นอกอำนาจ กทค.

“กรณีนี้ สมมติผู้บริโภคเรียกค่าเสียหาย 3 ล้านบาท อย่างนั้นถึงจะเข้าลักษณะว่าเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเอง ไม่ใช่หน้าที่ของ กสทช. ที่ต้องวินิจฉัย แต่ดอกเบี้ยเป็นส่วนของสิทธิที่เสียหายไปจากการจ่ายล่าช้า เวลาผู้บริโภคจ่ายค่าบริการล่าช้า กสทช. ยังรับรองสิทธิของบริษัทในการคิดดอกเบี้ยเลย นี่เป็นกรณีในทางกลับกัน จึงควรยืนหลักเดียวกัน

“อย่างไรก็ตามมติของ กทค. ถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้พยายามทำหน้าที่แล้ว ก็คงไม่โต้แย้ง แต่ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านผู้บริโภค ดิฉันไม่เห็นด้วยกับมติ กทค. ซึ่งหากผู้บริโภคไม่พอใจในมติ ก็สามารถฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองได้” น.ส.สารีแสดงความเห็น

นอกจากนี้ น.ส.ยังตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผู้บริโภคร้องเรียนกับสำนักงาน กสทช. ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2555 แต่กว่าที่สำนักงานจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ก็คือเดือนสิงหาคม ปี 2556 และใช้ระยะเวลาอีกกว่า 8 เดือนถึงมีการพิจารณาในที่ประชุมบอร์ด กทค. ซึ่งถือว่าล่าช้ามาก ดังนั้น กสทช. จึงควรปรับปรุงการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน ซึ่งไม่ควรล่าช้ามาก ถ้าหากล่าช้าก็ควรมีช่องทางพิเศษในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนหรือมีการนัดประชุมพิเศษ รวมทั้ง กทค. ควรให้หลักกับสำนักงานเพื่อลดขั้นตอนในการแก้ไขเรื่องร้องเรียน เช่นเรื่องร้องเรียนที่มีลักษณะแบบเดียวกัน ก็ให้สำนักงานแก้ไขได้เลย ไม่จำเป็นต้องเสนอ กทค. ตัดสินทุกกรณี เพราะถ้าแก้ปัญหาเป็นรายๆ ไป ก็จะล่าช้าและแก้ปัญหากันไม่จบ

“แม้การร้องเรียนจะฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ส่วนใหญ่ความเสียหายมีมูลค่าไม่มากนัก หรือไม่กี่ร้อยบาท เมื่อการแก้ไขเรื่องร้องเรียนมีความล่าช้า ทำให้ผู้บริโภคไม่อยากร้องเรียน หลายคนอาจมองว่าเป็นความเสียหายคนละไม่มาก แต่เมื่อรวมกันก็เป็นจำนวนมหาศาล” นางสาวสารีกล่าวในที่สุด

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง