Thai PBO วิเคราะห์ประชานิยม 'รถคันแรก' การคลังไม่รอบคอบ

9 พ.ค. 2557 นโยบายประชานิยมอย่างโครงการจำนำข้าวที่ขาดทุนมหาศาล ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่าโครงการประชานิยมอื่นๆจะมีผลกระทบหรือลงเอยอย่างโครงการจำนำข้าวหรือไม่ โจทย์คือในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะจัดการกับนโยบายประชานิยมที่มีต้นทุนสูงเหล่านี้กับสังคมได้อย่างไร และหากมีสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Thai PBO) เข้ามาช่วยวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง เสริมสร้างวินัยทางการคลังของการพิจารณาในระบบรัฐสภาจะสามารถถ่วงดุลการทำงานโดยเฉพาะด้านการคลังนโยบายประชานิยมได้มากน้อยแค่ไหน
 
ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล นักวิชาการ โครงการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา หรือ Thai PBO เปิดเผยถึง ตัวอย่างการวิเคราะห์ผลกระทบทางการคลังของนโยบายรถใหม่คันแรก โดยระบุว่า เป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมจากคนไทยจำนวนมาก ดูจากยอดผู้ร่วมโครงการสูงถึง 1.25 ล้านคน และจะสร้างผลกระทบต่อรายรับรายจ่ายงบประมาณของรัฐบาลค่อนข้างสูง ซึ่งการวิเคราะห์โครงการลักษณะนี้ถือว่าเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งของ Thai PBO ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในการเพิ่มข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายต่างๆของรัฐบาล
 
ในการวิเคราะห์โครงการดังกล่าว หากมองผลกระทบในเชิงทฤษฎีจะพบว่า ราคารถที่ถูกลงชั่วคราวหรือการลดราคาที่เกิดขึ้นจากการคืนภาษีในโครงการนั้น ทำให้เกิดอุปสงค์ใหม่ต่อรถ หรือก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายอุปสงค์ เช่น ผู้บริโภคเร่งปรับแผนการซื้อเร็วขึ้นเพื่อให้ทันรับสิทธิ์โครงการดังกล่าว ส่งผลให้รายได้ภาษีสรรพสามิตปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาการดำเนินโครงการมากกว่าระดับปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลไปถึงอนาคตที่จะทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตปรับตัวลดลงไปจากระดับปกติเช่นกัน โดยผลกระทบสุทธิที่ตามมาอาจรวมถึงผลกระทบต่อเนื่องไปยังเงินได้นิติบุคคลของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถ และผลกระทบต่อมูลค่าการบริโภคของภาคเอกชนในประเทศอีกด้วย
 
ในบทวิเคราะห์ของ Thai PBO ตัวแปรหลักที่นำมาใช้ในการพยากรณ์ คือ ข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ประเภท รย.1 หรือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ซึ่งมีการตอบสนองต่อโครงการรถยนต์คันแรกชัดเจนกว่ารถยนต์ประเภท รย. 3 หรือ รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหรือรถกระบะ  วิธีการประเมินของ Thai PBO แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ ขั้นตอนที่หนึ่ง ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลก่อนจะมีโครงการรถคันแรกตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปี 2554 แล้วสร้างสมการเพื่อพยากรณ์ไปในอนาคต ซึ่งค่าพยากรณ์ที่ได้จะถูกกำหนดให้เป็นค่าพยากรณ์จากพฤติกรรมปกติของการซื้อรถในอดีตซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรก ขั้นตอนที่สอง เป็นการปรับปรุงค่าพยากรณ์เพื่อให้สอดคล้องกับชุดข้อมูลแวดล้อมต่างๆ โดยข้อมูลแวดล้อมแรกจะเป็นข้อมูลจริงของรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนประเภท รย.1 ในช่วงปี 2555-2556 ข้อมูลแวดล้อมชุดที่สองเป็นข้อมูลตัวเลขของผู้ใช้สิทธิ์โครงการรถยนต์คันแรก โดยกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ตั้งใจจะซื้อรถยนต์ใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่แล้ว และได้รับสิทธิ์ไปด้วย 2.กลุ่มที่มีการเลื่อนซื้อรถยนต์มาจากอนาคต เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลในอนาคตมากที่สุด  เนื่องจากเป็นการเลื่อนซื้อรถยนต์ ฉะนั้นพฤติกรรมในอดีตจะถูกหักลบไปจากพฤติกรรรมการเลื่อนซื้อรถของคนกลุ่มนี้ ทำให้ค่าพยากรณ์ช่วงปี 2555-2556 จะมีค่าสูงกว่าปกติ ส่วนปี 2557-2558 จะมีค่าต่ำกว่าปกติ ซึ่งพฤติกรรมการซื้อรถที่ต่ำกว่าปกติก็จะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย  และ 3.กลุ่มผู้ซื้อรถใหม่ที่ยังไม่มีแผนซื้อรถยนต์มาก่อน
 
จากการวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2555 จนกระทั่งส่งมอบต่อเนื่องในปี 2556 พบว่า จำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ประเภท รย.1 ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ ตัวเลขจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ปีงบประมาณ 2557 รย.1 อยู่ที่ 690,000 คัน ปรับลดลงจากปีงบประมาณ 2556 คิดเป็น 36% ซึ่งหากนำจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ รย.1มาพยากรณ์เปรียบเทียบในเรื่องการการจัดเก็บภาษีสรรสามิตรถยนต์ในปีงบประมาณ 2557 พบว่าจำนวนตัวเลขปรับตัวลดลงราว  7 พันล้านบาท และส่งผลต่อเนื่องไปยังปีงบประมาณ 2558 ที่การจัดเก็บภาษีจะปรับตัวลดลงจากระดับปกติอีกราว 7 พันล้านบาทเช่นเดียวกัน
 
ขณะที่การทดสอบการพยากรณ์การจัดเก็บภาษีในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม กลับไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งผลกระทบของโครงการนี้ต่อการจัดเก็บรายได้สรรพสามิตรถยนต์ของรัฐบาลสร้างความแตกต่างจากตัวเลขประมาณการในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลค่อนข้างชัดเจน โดยค่าพยากรณ์ของ Thai PBO มูลค่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรวม ในปีงบประมาณ 2557 ปรับเพิ่ม 3.5% เมื่อเทียบกับปี 2556 ในขณะที่ตัวเลขในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.2%
 
อย่างไรก็ตาม ดร.ภาวิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถคันแรก จะขาดทุนสุทธิราว 2.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพสามิตจะมีรายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์เพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 5.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่รัฐบาลยังมีรายจ่ายที่ต้องตั้งงบคืนภาษีประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากการประเมินในภาพรวม Thai PBO มองว่าต้นทุนสุทธิของโครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท หรืออาจจะต่ำกว่านั้นหลังจากหักผลกระทบต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประเมินผลกระทบในเชิงบวกและลบของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในช่วงปี 2555-2557และการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทยแต่ประการใด
 
นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า การวิเคราะห์โครงการรถคันแรกเป็นตัวอย่างการทำหน้าที่ของ Thai PBO ในการช่วยวิเคราะห์ ติดตาม และตรวจสอบด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง  และจะทำอย่างนี้กับ โครงการที่มีผลกระทบต่องบประมาณ รายรับ รายจ่าย ของรัฐบาลโครงการอื่น ๆ  และสื่อสารผลการวิเคราะห์ให้ประชาชนได้ทราบด้วย ซึ่งจะช่วยป้องปรามหรือทำให้เกิดการบริหารการเงินการคลังที่สมดุลและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศต่อไป.