ธวัชชัย ไทยเขียว: ทางออกประเทศยังมีหนทางที่เหลือให้เลือกเดินอีกหรือไม่..?..!!!

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

..โชคดี ประเทศไทย..!!!

ด้วยความเคารพและขอขอบคุณทุกฝ่ายที่พยายามหาทางออกให้ประเทศ ท้ายสุดดูเหมือนวุฒิสภา จะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เป็นความหวัง แต่จากถ้อยแถลงของท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา แถลงถึงทางออกสถานการณ์ความขัดแย้งว่า ขอเรียกร้องยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อ

ผมว่า แค่ข้อ 1 ที่ให้แก้ปัญหาความเรียบร้อยของชาติ โดยจัดให้ "มีการปฏิรูปประเทศทุกด้าน" และต้องมีนายกรัฐมนตรี และ ครม. ที่มีอำนาจเต็ม" เข้ามาดำเนินการ ก็มีประเด็นพิจารณาเสียแล้วว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 บัญญัติให้ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่ง "ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 (2) ครม. และรัฐมนตรี "จะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด"

และบัดนี้นายกรัฐมนตรี ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนั้นดังกล่าว ต้องมาถูกคำพิพากษาเฉพาะตนให้ต้องพ้นจากหน้าที่ซ้ำซ้อนเข้าไปอีก จึงทำให้ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ดังกล่าวได้ แต่ด้วยตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 41 กำหนดว่า "ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนตาม ม. 48 แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญเช่นเดิมครับ

ฉะนั้น สถานการณ์ทางการเมือง ณ วันนี้ หากไม่มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ทำอย่างไรจึงจะมี "มีนายกรัฐมนตรี และ ครม.ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาดำเนินการ" ตามที่วุฒิสภาต้องการได้ เมื่อคณะรัฐบาลที่อยู่ในปัจจุบันนี้ "ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ตามบทบังคับแห่งรัฐธรรมนูญ คงเหลือทางเดียว คือ ครม.ทั้งคณะ "สมัครใจลาออก" นั่นเท่ากับว่า ครม. ทั้งคณะและพรรคร่วมรัฐบาลยอมจำนนอย่างสิโรราบคาบแก้ว ไม่สนใจการต่อสู้ตามระบบประชาธิปไตยแล้ว และยอมเป็นผู้แพ้ตามเกมศูนย์ (Zero-Sum Game) ซึ่งเป็นเกมที่มีฝ่ายหนึ่งชนะได้ 100% และฝ่ายหนึ่งแพ้หรือเสีย 100%

แต่ผมเชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาเล่นงาน ครม. ดังกล่าวอีกแน่นอน เนื่องจากจะมีกลุ่มคนกลางๆ ที่ "ไม่เลือกฝ่ายใด แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ" ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ ครม. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อาญา ม.157 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งเป็นความผิดชัดแจ้งเพราะรัฐธรรมนูญมีบทบังคับให้ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่ง "ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ดังกล่าวข้างต้น และรวมถึงอาจมีการแจ้งความดำเนินคดีกับคณะวุฒิภา เป็นจำเลยร่วมด้วยในฐานะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือตัวการร่วมอีก ใครจะรับรองว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิด # ประเด็นคำถามต่อมาว่า พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ท่านจะไม่รับแจ้งความ และฟ้องคดีต่อศาลกับคณะบุคคลดังกล่าวหรือ? และศาลจะไม่รับฟ้องหรือ?

ผมว่าพนักงานสอนสวนไม่เสี่ยง ? คงโยนเผือกร้อนไปให้พนักงานอัยการแน่นอน ..!! พนักงานอัยการ บอกเพื่อชาติ อะไรจะเกิดขึ้นยอม..ขอทำเพื่อชาติ ท่านขอใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 21 วรรคแรกที่บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยสุจริตและเที่ยง ธรรม และท่านจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยเห็นว่า การฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดโดยความเห็นชอบของ กอ. ..!!! ท่านว่าพนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดกล้าไหม?

ถ้าพนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดไม่กล้า มีคำสั่งฟ้องต่อศาล เผือกร้อนนี้ก็จะตกไปสู่ในมือศาล ศาลเห็นและพิเคราะห์แล้ว เอาวะ..เพื่อชาติบ้านเมืองตายเป็นตาย อาศัยเหตุอันควรแก่การปรานีตาม ม.56 ป.อาญา จึงมีคำพิพากษาให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่โทษจำดังกล่าวให้รอลงอาญาไว้ก่อน เมื่อตามกฎหมายเดินให้มันสุดๆ ไปเลยดังกล่าวข้างต้น ถามจริงๆ สงครามการเมืองครั้งนี้จบไหม? ...เพราะรัฐบาลชั่วคราวที่ได้มาใหม่ หลังจากที่ ครม.รักษาการยอมลาออก และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางดังกล่าวข้างต้นมาแล้วนั้น ก็เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน "ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งจากเหตุยุบสภาที่ยัง "ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด" ตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ไม่สามารถมีอำนาจเต็มตามที่วุฒิสภาอยากเห็นอยู่ดี จบไหม?...!!

ไม่จบ..!!! มึนจังกึม... ดูแล้วมันไม่จบครับ..!!

เอาวะ ตายเป็นตายฝ่ายทหารยอมเสี่ยงออกมาทำการรัฐประหาร แล้วมวลชนจำนวนมากเท่าๆกัน ต่างประเทศก็จับตามอง ประสบการณ์ปี 2553 ก็มี มันไม่ง่ายอย่างที่คิดอีกแล้ว ทหารจะกล้าไหมครับ.??!!!

แล้วจะออกทางไหน ประเทศไทยคงหมดสิ้นซึ่งหนทางออกของชาติบ้านเมือง ชนิดที่ไม่ให้กระทบต่อเบื้องยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว หรือ..???

มีครับ..!!! กระบวนการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาคงให้ประสบการณ์มากพอกับทุกฝ่ายให้ได้ ตระหนักรู้แล้วว่า หากยังคงดำเนินการต่อไปแบบนี้ ก็ไม่มีใครได้อะไรทั้งหมดแบบทำเสร็จแล้วนั่งเสวยสุขดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ อย่างแน่นอน แต่มันกลับเพิ่งเป็นการเริ่มต้นของสงครามมากกว่า ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครได้อะไร มีแต่ประเทศชาติเสียหาย ดั่งพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวิกฤติการณ์การเมืองปี พ.ศ.2535

ดังนั้น ผมจึงเห็นควรทุกฝ่ายควรหันกลับมาใช้กระบวนการทางเจรจาเชิงสมานฉันท์ด้วย กระบวนการสุนทรีย์สนทนาสันติวิธีวัฒนธรรม แบบ "Positive-Sum Game" จะดีกว่าครับ เพราะมันทำทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ โดยได้มากบ้างหรือน้อยบ้างในบางเรื่อง แต่ทั้งหมดต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง มิใช่ประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มของตน ประเด็นการปฏิรูปทุกมิติที่อยากเห็น อยากมี อยากเป็นก็รับมาดำเนินการคู่ขนานไปเลยทั้งทำในทันที ระหว่าง และหลังได้รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรูปแบบใดที่ได้ตกลงร่วมกัน

หากหาคนจัดเวทีเจรจาไม่ได้ ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่เกี่ยวกับฝ่าย การเมืองก็ยินดีจะทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยให้ครับ

โชคดีประเทศไทย..!!

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์