ความยอกย้อนของคนและเหตุการณ์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

หากจะพิจารณาว่าทำไมฝ่ายทักษิณ นปช. และพรรคเพื่อไทย จึงสงบนิ่งเหลือเกิน แรมโบ้ จากภาคอีสานประกาศหยุดเล่นการเมือง จตุพร พรหมพันธ์แกนนำที่มักจะเสียงแข็งกลับกล่าวให้ฝ่าย นปช.อยู่ในความสงบ จนทำให้นักข่าวฝรั่งที่ไม่ค่อยรู้ธรรมชาติของคนไทย ถึงกลับเขียนทำนองว่าเขาทรยศต่อประชาธิปไตยแล้วหรือ ( แปลกมากที่นักข่าวคนนี้มีชื่อเสียงในกลุ่มเสื้อแดงมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้อะไรนอกจากรายงานข่าวแบบใส่อารมณ์อินกับ ‘ขบวนการประชาธิปไตยของตู่และเต้น)

คนจำนวนหนึ่งตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นในการประชุมที่ถนนอักษะ ที่จตุพร พรหมพันธ์หรือณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประกาศเน้นทำนองว่า เขาไม่มีทางที่จะทรยศต่อพี่น้องประชาชนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ในวันนั้นยังไม่มีอะไรที่น่าจะต้องมาออกตัวแบบนั้นเลย

มีเพียงจาตุรนต์ ฉายแสงและจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เท่านั้น ที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวและยืยหยัดกับความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

กรณีจาตุรนต์ ฉายแสง ต้องเข้าใจในความเป็นตัวของตัวเอง เขาไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ลูกสมุนของทักษิณ เขาเป็นคนที่เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเชื่อมั่นในความเป็น ‘คนจริง’ และถูกทักษิณกับผองเพื่อนของเขาหยิบมาใช้เพื่อเกาะกุมคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังที่เห็นตอนหยิบให้มาเป็นหัวหน้าพรรคคนก่อนที่จะถูกยุบไปคราวที่แล้ว

ส่วนจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ วิเคราะห์ได้ในทางจิตวิทยาเหมือนกับจักรภพ เพ็ญแข คือเป็นคนที่ไม่เคยมี ไม่เคยได้อะไรสูงๆ เมื่อได้แล้วก็ยึดติด เผอิญท่านทั้งสองมีอะไรอยู่ข้างในจิตมากกว่าคนอื่นจึงแสดงแรงมากกว่าคนอื่น ขอโทษนะทั้งสองท่าน เราอ่านท่านทั้งสองได้แบบนี้จริงๆ เอาไว้วันหลังจะเขียนอธิบายให้ท่านทั้งสองเข้าใจตัวเองมากขึ้นเผื่อท่านยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง

ทั้งหมดชี้ให้เห็นไปในทางเดียวกันว่า พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ได้ตัดสินใจที่จะยุติบทบาทตนเองในลักษณะที่มวลชนของตนและนักวิชการ/คน ‘คลั่งประชาธิปไตย’ คาดหวังเอาไว้ว่า พรรคเพื่อไทย และนปช.จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษา ‘ระบอบประชาธิปไตย’

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทักษิณ ชินวัตร จึงควงสาวน้อยชาวไทยไปเดินเที่ยวที่ญี่ปุ่นอย่างสบายใจ รวมทั้งญาติพี่น้อง/ลูก/หลาน/เครือญาติชินวัตรต่างสงบหมด พระสงฆ์แดงที่เชียงใหม่ก็มุสาได้ว่า ที่กำแพงวัดเป็นสีแดงเพราะญาติโยม ไม่ใช่ความปรารถนาของอาตมา ( มุสาวาจานะท่านนะ)

ทักษิณน่าจะได้บอกกล่าวแก่เครือข่ายนำของพรรค /แกนนำนปช/ผู้ติดตามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหลายแล้วว่า การเล่นเกมการเมืองในลักษณะที่พรรคพวกทั้งหมดเล่นกันอยู่นั้น เล่นอย่างไรก็ไม่ชนะ และเล่นๆ ไปยิ่งจะเข้าเนื้อทักษิณมากขึ้นๆ เงินน่ะไม่เท่าไรหรอก เพราะคนๆ นี้เก่งเรื่องดึงเงินจากคนอื่นมาใช้ แต่โอกาสที่จะกลับบ้านจะเท่ากับสูญ

ทักษิณจึงอยากจะถอยออกจากเกมนี้ ตั้งแต่รู้ว่าแพ้ในการออกกฏหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง .แต่ก็แหยมๆ อยู่บ้างหวังฟลุคว่าจะต่อกรได้บ้าง แต่เผอิญอีกฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งเกินไป จึงต้องถอย เหมือนกับคนเล่นไพ่เก่งย่อมรู้ว่าตาไหนที่ควรจะ ‘หลบ’ เพื่อจะไม่ให้เสียมาก

ทักษิณและเครือญาติสนิทแจ้งแก่พรรคพวกทั้งหมดว่า ปล่อยให้ทหารเขาทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องต่อต้าน จะตั้งรัฐบาลใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ทำไป ทักษิณและพรรคพวกรอว่า มีเลือกตั้งเมื่อไรก็จะลงเลือกตั้ง การดำเนินแผนนี้ประหยัดเงินทักษิณและเครือข่ายเยอะมาก และไม่ต้องออกมาเสียหน้าเหมือนเมื่อคราวประกาศว่า ‘หากทหารยิงประชาชน ผมจะกลับมาเดินนำ’ ( จริงๆ ทักษิณไม่รู้สึกหรอก แต่หากเป็นคนธรรมดาจะรู้สึก)

ดังนั้น คนที่จะออกมาเคลื่อนต่อต้านการรัฐประหารทั้งหมดจึงไม่ใช่พวกที่เคยอยู่ภายใต้ นปช. หรือ อิทธิพลทักษิณ/พรรคเพื่อไทย แต่เป็นพวก ‘ประชาธิปไตยนิยม’ ที่มีความรู้ แต่ไม่สามารถที่จะจัดองค์กรให้กระชับได้ กลุ่มเคลื่อนไหวนี้ไม่มีพลังรูปธรรมมากพอที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านทหารได้ แต่จะทำได้ในกรณีที่เป็นการจุดประกายความคิดเท่านั้น ตอนแรกคนกลุ่มนี้คิดและหวังว่า พวก นปช. จะรักประชาธิปไตยเหมือนพวกเขา และพวกเขาจะมีเพื่อนเป็นแสน แต่อกหักรักร้าว ถูกพรรคเพื่อไทยและ นปช.ทิ้งเสียแล้ว

ทหารควรจะทำอะไร และอย่างไร

อันดับแรก อย่าแข็งกร้าวกับพวก ‘ประชาธิปไตยนิยม’ นี้เลย คนพวกนี้เป็นพวกซื่อตรงกับสิ่งที่เขาเชื่อมั่น จัดเวทีให้พวกเขาได้คุย ให้พวกเขาได้เห็นว่าไม่สามารถจะย้อนเวลากลับไปได้ ทนๆ กันหน่อยได้ไหม อะไรที่ทนไม่ได้ก็บอกมา ทำได้ก็จะทำให้ ยกเว้นจะให้เลือกตั้งเลยนั้นทำไม่ได้ ขอร้องให้คนพวกนี้มาช่วยปฏิรูปในบางเรื่อง (หากพวกเขายอมนะ)

อันดับสอง การได้รับชัยชนะในคราวนี้ ไม่ใช่เพราะทหารเตรียมตัวดีเพียงเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญ คืออีกฝ่าย ‘หลบ’ ต่างหาก และการ ‘ หลบ’ นี้เป็นการหลบทางยุทธศาสตร์ที่จะกลับมาสู่ความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตยการเลือกตั้ง ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ อย่าใช้หลักการ ‘อำมาตย์ : องค์กรอิสระ’ เป็นตัวควบคุมรัฐบาล เพราะมันจะตกไปในกรอบเดิมของรัฐธรรมนูญ 2550 จงพยายามคิดหาทางให้พวก ‘ประชาธิปไตยนิยม’ หรือ ‘ พลเมือง’ (พวกข้างต้นนี้แหละ) เข้ามามีส่วนควบคุมและกำกับรัฐบาล หรือทำอย่างไรให้เกิดการตรวจสอบง่ายๆ ในทุกระดับ

อันดับสาม อย่าคุกคามสังคมด้วยความพยายามติดต่อไปที่เฟสบุ๊ก ไลน์ และอื่นๆ ทหารจำเป็นที่จะต้องดึงสังคมมาเป็นพวกให้มากกว่านี้ จงยอมรับผิดหากมีใครด่าว่า ทหารทำผิดประชาธิปไตย จงบอกว่า ‘ไม่มีอุดมการณ์อะไรที่ดีเลิศจนทำให้คนต้องมาฆ่ากันหรอก’ จงบอกว่า ให้มาช่วยกันป้องกัน ‘วัฒนธรมคนอย่างทักษิณ ‘ ไม่ใช่แค่ทักษิณ จงบอกว่า ‘ไม่จำเป็นต้องรักกัน แต่มาร่วมกันเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่ไม่เหมือนเรา ‘

ความยอกย้อนของคนและเหตุการณ์เป็นเรื่องที่ผู้นำที่นั่งบน ‘ นาวาทหารไทย: นาวารัฐบุรุษ’ จะต้องคิดกันให้มาก เพราะไม่ใช่แค่ ‘ผู้นำ’ เท่านั้นที่จะเป็นคนทำ หากต้องการทำให้โลกจดจำว่าเป็น ‘รัฐบุรุษ’ ก็ต้องเป็นผู้ที่ทำให้สังคมเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน 

 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์