สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 82 ปีคณะราษฎร

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ในที่สุด โอกาสครอบรอบ 82 ปีประชาธิปไตยไทยก็ได้เวียนมาถึงอีกครั้ง ในบรรยากาศที่เหลือเชื่อจนผู้ก่อการคณะราษฎรไม่มีทางที่จะสร้างจินตนาการล่วงหน้าได้ว่า ประชาธิปไตยจะมีการพัฒนาลดเลี้ยวอย่างนี้ ในโอกาสนี้ก็อยากจะทบทวนเล่าถึงคณะราษฎร ซึ่งเป็นกองหน้าที่นำประชาธิปไตยมาสู่สังคมไทย แม้ว่าจะถูกฝ่ายขุนศึกและพวกอนุรักษ์นิยมสลิ่มทำลายเสียมากมายก็ตาม

คณะราษฎรเริ่มต้นโดยนักเรียนไทยในปารีส 2 คน คือ นายปรีดี พนมยงค์ นักเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม และ นายประยูร ภมรมนตรี นักเรียนทุนส่วนตัวที่ไปเรียนวิชารัฐศาสตร์ ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนกันเรื่องปัญหาการเมืองของประแทศสยามเสมอ วันหนึ่งในเดือนสิงหาคมของ พ.ศ.2467 ทั้งสองคนไปกินอาหารที่ร้านอังรีมาร์แตง นายประยูรจึงชักชวนนายปรีดีว่า “เราได้พูดเรื่องการเมืองมามากแล้ว สมควรจะลงมือเสียที” นายปรีดีก็ตอบตกลง แต่ต่อมาอีก 2-3 วันนายปรีดีเกิดความไม่แน่ใจ เพราะคุณประยูรเป็นนายทหารมหาดเล็กของรัชกาลที่ 6 มาก่อน อาจะเป็นสายลับมาลวงล่อ จึงมาถามคุณประยูรว่าที่คุยกันไว้จะเอาจริงหรือ คุณประยูรก็ยืนยัน เพราะเห็นว่าบ้านเมืองควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบรัฐธรรมนูญเช่นอารยประเทศ และถือเป็นการแบ่งเบาภาระของพระมหากษัตริย์

คนที่สามที่ได้รับการชักชวนเข้าร่วมคือ ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ นายทหารปืนใหญ่ ที่ได้มาศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่เพิ่มเติมที่ฝรั่งเศส จากนั้น ก็ได้ชักชวนกันจนได้สมาชิก 7 คนแรก จึงได้มีการเปิดประชุมที่บ้านของนายประยูร เลขที่ 5 ถนนซอมแมราด(Rue de Sommerad)ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 (ตามปฏิทินเก่า ซึ่งจะขึ้นปีใหม่ที่ 1 เมษายน) คนอื่นที่ร่วมประชุมอีก 4 คน ก็ได้แก่ หลวงศิริราชไมตรี(จรูญ สิงหเสนี) ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นายตั้ว ลพานุกรม และ นายแนบ พหลโยธิน ได้มีการกำหนดชื่อเรียกคณะก่อการนี้ว่า คณะราษฎร กำหนดให้เป็นการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ

เหตุผลอย่างหนึ่งที่นำมาสู่การคิดเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาจากความรู้สึกชาตินิยมแบบชนชั้นกลางที่เริ่มก่อตัวขึ้น ในภาวะที่มหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่เคยครอบโลกในระยะก่อนหน้านี้ เสื่อมอิทธิพลลงเพราะสงครามโลกครั้งแรก ปัญญาชนในดินแดนอาณานิคมและกึ่งอาณานิคมเช่นประเทศสยาม ได้เห็นความเพลี่ยงพล้ำของกองทัพอังกฤษและฝรั่งเศสต่อกองทัพเยอรมนี เห็นการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซีย เห็นการเติบโตของมหาอำนาจใหม่เช่น สหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ภายใต้สถานการณ์อันเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงเห็นกันว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่อาจแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ และเมื่อเห็นประเทศประเทศประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า เช่น สวิตเซอร์แลนด์ จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศสยามให้ก้าวหน้ามากขึ้น

จากนั้น คณะราษฎรก็ได้ชักชวนนักเรียนนอกอีกหลายคนมาเข้าร่วม เช่น ร.ท.สินธุ์ กมลนาวิน ทวี บุณยเกตุ ประจวบ บุนนาค บรรจง ศรีจรูญ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ เป็นต้น ต่อมาเมื่อคนเหล่านี้ กลับมาประเทศไทย ก็ได้ชวนเพื่อนฝูงจำนวนหนึ่งเข้าร่วมขบวนการ เช่น ร.ท.แปลก ซึ่งได้เลื่อนเป็น หลวงพิบูลสงคราม ก็ได้ชวน หลวงอดุลเดชจรัส(บัตร พึ่งพระคุณ) หลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) และ หลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเข้าร่วมในคณะราษฎร ส่วน ร.ท.สินธุ์ ซึ่งเลื่อนเป็น หลวงสินธุสงครามชัย ก็ได้ชักชวน ร.อ.สงวน รุจิราภา หลวงนาวาวิจิตร(ผัน อำไพวัลย์) หลวงศุภชลาศัย(บุง ศุภชลาศัย) และ หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) เป็นต้น การขยายสมาชิกของคณะราษฎรเป็นไปได้ช้า ต้องเริ่มจากผู้ที่ร่วมความคิดและไว้ใจกันได้ เพราะเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายมาก ถ้าหากข่าวรั่วไหลอาจจะถูกลงโทษขั้นกบฏ ซึ่งจะรุนแรงมาก

จนถึง พ.ศ.2474 คณะราษฎรก็ยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะสามารถทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ จนกระทั่ง นายประยูร สามารถชักชวนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ 4 คนเข้าร่วม คือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) พ.อ.พระยาทรงสุรเดช(เทพ พันธุมเสน) พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์(สละ เอมะศิริ) และ พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ(วัน ชูถิ่น) เข้าร่วม ที่น่าสังเกตคือ พระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช และ พระประศาสน์ฯ ก็เป็นนักเรียนนอก เรียนวิชาทหารมาจากเยอรมนีตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลก เมื่อชักชวนกันได้เช่นนี้ จึงได้เสนอให้ พระยาพหลฯ เป็นหัวหน้าคณะราษฎร พระยาทรงสุรเดช เป็นรองหัวหน้า แต่ก็เป็นบุคคลที่สำคัญ เพราะเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจ

เนื่องจากคณะราษฎรต้องอาศัยการดำเนินงานแบบองค์กรลับ ไม่สามารถที่จะชักชวนทหารจำนวนมาก หรือระดมมวลชนเข้าร่วมสนับสนุน ต้องอาศัยกำลังที่มีจำนวนน้อยไปก่อการ พระยาทรงสุรเดชจึงวางแผนลวงให้ทหารมาประชุมกัน แล้วใช้กำลังทหารนั้นเองยึดอำนาจ ที่ประชุมคณะราษฎรได้เลือกวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันลงมือก่อการเพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯไม่ได้ประทับอยู่ในพระนคร แต่ไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล ซึ่งจะเป็นลดการต้านทานจากทหารรักษาพระองค์

เช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน นายทหารฝ่ายคณะราษฎรได้ลวงกองทหารส่วนใหญ่ในพระนคร มาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในข้ออ้างให้มาดูการซ้อมรบตามยุทธวิธีใหม่ โดยมีฝ่ายทหารเรือ และนักเรียนนายร้อย ล้อมอยู่ด้านนอก ได้กำหนดรหัสติดต่อระหว่างผู้ก่อการคือ ถ้าถามว่า“ดาว” ให้ตอบว่า“หาง” หมายถึงเป็นฝ่ายเดียวกัน สำหรับฝ่ายพลเรือนให้ดำเนินการตัดโทรศัพท์เพื่อควบคุมการติดต่อภายในพระนคร และให้ไปลาดตระเวนจับตาตามบ้านของเจ้านายและนายทหารคนสำคัญ

เวลาหลัง 6 โมงเช้าเมื่อกองทหารส่วนใหญ่มาประชุมกันพร้อมแล้ว พระยาทรงสุรเดช ก็เข้าควบคุมการบัญชาการทหาร และให้พระยาพหลฯออกไปยืนหน้าทหารแล้วอ่านคำแถลงการณ์ยึดอำนาจ เมื่ออ่านเสร็จก็ให้ทหารทั้งหมดเปล่งเสียไชโยพร้อมกัน จากนั้นคณะทหารก็เข้ายึดพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นกองบัญชาการ แล้วจัดกำลังไปควบคุมบุคคลสำคัญมาไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม การยึดอำนาจในพระนครเสร็จเรียบร้อยในวันนั้น

เวลาเย็นวันที่ 24 มิถุนายน คณะราษฎรก็ได้มอบหมายให้ น.ต.หลวงศุภชลาศัย นำเรือหลวงสุโขทัย ไปยื่นคำขาดต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯที่พระราชวังไกลกังวล หลวงศุภชลาศัยนำเรือไปถึงหัวหินเวลาค่ำ จึงตัดสินใจนำคำขาดของคณะราษฎรไปยื่นต่อพระเจ้าอยู่หัวในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้รับหนังสือของคณะราษฎรที่ทูลเชิญพระองค์ให้เป็นกษัตริย์”ใต้”รัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ตัดสินใจตอบรับที่จะเป็นพระมหากษัตริย์”ตาม”รัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงลุล่วงไปได้ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคประชาธิปไตย และถ้ามองด้วนกรอบของชาตินิยม 24 มิถุนายน ก็คือจุดเปลี่ยนจาก”สยามระบอบเก่า” มาเป็น”ไทยระบอบใหม่”

ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2482 วันที่ 24 มิถุนายน ได้รับการประกาศให้เป็นวันชาติของประเทศไทย และมีการแต่งเพลงสำหรับวันชาติที่ขึ้นต้นว่า

“ยี่สิบสี่มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบแบบอา รยประชาธิปไตย
เพื่อราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญสำเริง บันเทิงเต็มที่
เพราะชาติเรามี เอกราชสมบูรณ์”

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 469 วันที่ 21 มิถุนายน 2557

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์