ศาลสั่งคดีชันสูตร 'เกรียงไกร คำน้อย' ตายเพราะเสียเลือดมาก วิถีกระสุนมาจากทหาร

4 ก.ค. 2557 มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดี 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อช.8/2556 ที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ นายเกรียงไกร คำน้อย อายุ 23 ปี โชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊ก ที่ถูกยิงเสียชีวิตเป็นศพแรกในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างกำแพงกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
 
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วรับฟังโดยสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 10  มีนาคม  ต่อเนื่องถึงวันที่ 19 พฤษภาคม  2553 กลุ่มนปช. ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ตามแนวถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2553 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. โดยมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.ศอฉ. กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลา 13.30 น. ศอฉ.สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ขอคืนพื้นที่และพื้นผิวการจราจรบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและบริเวณใกล้เคียง โดยกองพันทหาราบที่ 1 กรมทหาราบที่ 31 รักษาพระองค์(ร.31พัน1รอ.) ประมาณ 300 นาย 
 
โดยเจ้าหน้าที่มีอาวุธประจำกายคือโล่ห์ ปืนลูกซองยาว บรรจุกระสุนยาง ปืนเอ็ม 16 ปืนทาโวร์ ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีความเร็วสูง ผลักดันผู้ชุมนุมไปตามถนนราชดำเนินนอกจากแยกสวนมิสกวัน ผ่านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ผู้ชุมนุมไม่พอใจได้ขว้างปาขวดน้ำ สิ่งของ และเหล็ก ใส่เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ผู้ชุมนุม  
 
ต่อมาในเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงถูกนายเกรียงไกร ที่ยืนอยู่บนทางเท้าข้างกำแพงกระทรวงศึกษาธิการที่หน้าอกและลำตัวจนได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงนำตัวนายเกรียงไกร ส่งร.พ.วชิรพยาบาล ต่อมานายเกรียงไกรได้เสียชีวิตลงเนื่องจากเสียเลือดมาก ในวันที่ 11 เมษายน 2553  เนื่องจากหลอดเลือดใหญ่บริเวณอุ้งเชิงกรานฉีกขาดจากกระสุนความเร็วสูงที่ยิงมาจากทางเจ้าหน้าที่ทหาร
 
จากการสอบสวนพยานที่ร่วมชุมนุมกับผู้ตายยืนยันว่าผู้ตายถูกยิงจากกระสุนปืนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารขณะที่ช่างภาพสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่รายงานข่าวบริเวณสถานที่ชุมนุมให้การว่า เห็นมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับผู้ชุมนุม โดยเห็นเจ้าหน้าที่ทหารบางคนใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุมในลักษณะแนวราบกับพื้น 
 
ส่วนแพทย์ที่ชันสูตรศพผู้ตายให้การว่าจากการผ่าศพผู้ตายพบว่าผู้ตายถูกยิงที่หน้าอกด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง แนววิถีกระสุนที่ยิงนายเกรียงไกรมาจากทางเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ใดใช้อาวุธปืนร้ายแรงยิงนายเกรียงไกร แต่การขอคืนพื้นที่อยู่ในเวลากลางวัน และพยานทุกคนในที่เกิดเหตุยืนยันว่า กระสุนที่ยิงผู้ตายมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งจากหลักฐานคลิปวีดีโอในวันเกิดเหตุ เห็นเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนเล็งและยิงไปทางแนวราบข้างกำแพงรั้วกระทรวงศึกษาธิการ ไปยังจุดที่นายเกรียงไกรยืนอยู่บนทางเท้า ตรงกันที่พยานเห็นเหตุการณ์ 
 
ผู้เชี่ยวชาญอาวุธปืนยืนยันว่าอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ในวันเกิดเหตุเป็นอาวุธปืนทาร์โวที่มีใช้เฉพาะในกองทัพ สอดคล้องกับบาดแผลผู้ตายที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตามรายงานการตรวจ โดยทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ให้การว่ามีแต่การยิงปืนขึ้นฟ้า และไม่มีการใช้กระสุนปืนจริง แต่จากบาดแผลที่ผู้ตายถูกยิงที่หน้าอก และสะโพกซ้าย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุพบว่า มีผู้ชุมนุมถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน 
 
นอกจากนั้นจากการตรวจที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนปืน วิถีทางเข้าจากทางแยกถนนมิสกวัน วิถีทางของกระสุนปืนเข้าไปที่ถังน้ำสแตนเลสที่ผู้ตายหลบอยู่ มีทิศทางจากที่ทหารเคลื่อนกำลังพลเข้ามา และพบรอยกระสุนปืนบริเวณอาคารใกล้ที่เกิดเหตุ จากหลักฐานแสดงว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้กระสุนจริงในการขอคืนพื้นที่ด้วย เมื่อไม่ปรากฎว่ามีกองกำลังอื่นๆในที่เกิดเหตุ และวิถีกระสุนมาจากฝั่งทหารที่ใช้กำลังเข้ามาขอคืนพื้นที่ตามคำสั่ง ศอฉ.
 
จึงมีคำสั่งว่านายเกรียงไกร  เสียชีวิตที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553  ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดมาก จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งมีวิถีกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารในการปฎิบัติหน้าที่ขอคืนพื้นที่ จากทางด้านแยกสวนมิสกวัน ผ่านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ มายังสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตามคำสั่งของศอฉ. โดยไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำ