องค์กรสืบสวนถูกฝ่ายติดอาวุธยูเครนห้ามเข้าเขตเครื่องบิน MH17 ถูกยิงตก

จากโศกนาฏกรรมเที่ยวบิน MH17 ที่ยังระบุเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าหลักฐานส่วนมากจะชี้ไปที่กลุ่มติดอาวุธในยูเครนที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ขณะที่ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้มีการสืบสวนหาความจริง แต่เมื่อองค์กรด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปหรือโอเอสซีอี (OSCE) เข้าไปสืบสวนกลับถูกกลุ่มติดอาวุธยิงเตือนไม่ให้เข้าพื้นที่เกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2557 องค์กรด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปหรือโอเอสซีอี (OSCE) ถูกกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนในยูเครนสั่งห้ามเข้าไปในพื้นที่เพื่อสำรวจซากเครื่องบิน MH17 ที่ถูกยิงตกในน่านฟ้าของประเทศยูเครน

หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเที่ยวบิน MH17 ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เรียกร้องให้มีการสืบสวนในเรื่องนี้อย่างอิสระ โดยทางการสหรัฐฯ และทางการประเทศตะวันตกอื่นๆ บอกว่าพวกเขามีหลักฐานชี้ว่าจรวดขีปนาวุธที่ยิงใส่เครื่องบินมาจากฝ่ายแบ่งแยกดินแดนในยูเครนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย

แต่ทีมสืบสวนทีมแรกคือโอเอสเอซีที่เข้าไปยังเมืองโดเนตสค์ที่เกิดเหตุก็ถูกกลุ่มติดอาวุธห้ามเข้าพื้นที่ที่มีซากเครื่องบินพวกเขายืนประจันหน้ากันอยู่ 1 ชั่วโมงก่อนที่ฝ่ายทีมสืบสวนจะออกจากพื้นที่ไป โดยผู้บัญชาการของกลุ่มกบฏได้ใช้ปืนยิงเป็นสัญญาณเตือน

แม้ว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ จะยอมรับว่าทางการสหรัฐฯ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรแต่ก็มีหลักฐานชี้ว่าน่าจะเป็นการโจมตีโดยไม่ได้ตั้งใจของกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนในยูเครนเข้าใจผิดว่ายิงเครื่องบินของกองทัพยูเครนตก

โอบามากล่าวอีกว่าสมรรถนะทางอาวุธของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในปัจจุบันมีไม่มากพอที่จะปฏิบัติการดังกล่าวได้และเป็นไปได้ว่าทางการรัสเซียจะสนับสนุนการฝึกฝนและการติดอาวุธให้แก่พวกเขา ขณะที่รัสเซียแม้จะไม่ได้แสดงท่าทีนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์นี้ แต่ทางการรัสเซียก็กล่าวกว้างๆ ว่า ทางการยูเครนเป็นผู้ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ และปฏิเสธว่ารัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีนี้

เดอะการ์เดียนระบุว่าถ้าหากมีการยิงขีปนาวุธมาจากฝ่ายกบฏจริงก็ยังไม่อาจชี้ชัดว่าแหล่งที่มาของอาวุธมาจากไหน โดยภาพวิดีโอในยูทูบที่อ้างว่ามีการเคลื่อนย้ายเครื่องยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานจำพวก 'บุ๊ค' (Buk) จากชายแดนรัสเซียแต่ก็ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเป็นภาพวิดีโอจริง ขณะที่ทางการยูเครนยืนยันว่าภาพวิดีโอที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนยอมรับว่าตนเป็นผู้ยิงเครื่องบินโดยสารตกเป็นภาพวิดีโอจริง

เหตุการณ์โศกนาฏกรรม MH17 มีผู้เสียชีวิตเป็นผู้โดยสาร 283 คน และพนักงานบนเครื่อง 15 คน โดยเครื่องบินมีเส้นทางโดยสารจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ 189 คน เป็นชาวมาเลเซีย 44 คน (รวมพนักงาน 15 คน) และนอกนั้นเป็นคนชาติอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซียและพิลิปปินส์

ในกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นชาวเนเธอร์แลนด์เป็นกลุ่มคนที่กำลังเดินทางเพื่อไปประชุมประเด็นโรคเอดส์และเชื้อเอชไอวี ซึ่งนักรณรงค์ด้านเอดส์ในเนเธอร์แลนด์ เมอโด บิจล์ และทางองค์กรยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเพื่อนร่วมงานและบุคลากรที่มีค่าทั้งนักวิจัยและนักรณรงค์

เว็บไซต์ข่าวรัสเซียทูเดย์ ตอบคำถามว่าทำไมเครื่องบินมาเลเซียถึงบินข้ามน่านฟ้าที่มีความขัดแย้ง

ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งคือเหตุใดเครื่องบินโดยสารพลเรือนของสายการบินมาเลเซียถึงบินไปบนน่านฟ้าที่กำลังมีความขัดแย้งระหว่างทางการยูเครนกับกลุ่มติดอาวุธ

เว็บไซต์รัสเซียทูเดย์ระบุถึงเรื่องนี้ว่าพื้นที่ขัดแย้งที่เกิดเหตุนั้น ตามปกติแล้วเป็นเขตที่เครื่องบินโดยสารของสายการบินต่างๆ สามารถบินผ่านได้โดยต้องบินในระดับสูงกว่า 7,900 เมตร เนื่องจากตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนประกาศห้ามบินผ่านน่านฟ้าด้วยระดับที่เท่ากับหรือต่ำกว่าระดับดังกล่าว ซึ่งเครื่องบิน MH17 เองก็บินในระดับสูง 10,600 เมตร

เดิมทีฝ่ายกลุ่มติดอาวุธในยูเครนมีอาวุธต่อต้านอากาศยานแค่เครื่องยิงจรวดจากพื้นดินสู่อากาศที่สามารถยิงได้ถึงแค่ความสูงระดับ 3,500 เมตร ทำให้สายการบินไม่เป็นห่วงหากต้องบินในระดับสูงผ่านน่านฟ้าเหล่านี้ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของมาเลเซียก็กล่าวว่าเส้นทางบินนี้มีความปลอดภัยมาโดยตลอดและมีสายการบินเอเชียแปซิฟิกและสายการบินจากยุโรปบางสายบินผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน ซึ่งการที่สายการบินนิยมเส้นทางนี้เนื่องจากมีระยะทางสั้นกว่าทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า

แต่ดูเหมือนว่าการโจมตีล่าสุดจะมาจากอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งจากเว็บไซต์ flightaware.com (เป็นเว็บไซต์ใช้ติดตามการขนส่งอากาศยานพลเรือน) ระบุว่าเที่ยวบิน MH17 ได้เบี่ยงเบนจากเส้นทางเดิม 200 กม. ทางทิศเหนือ โดยก่อนหน้านี้เครื่องบินที่ใช้เส้นทางเดิมคือโบอิ้ง 777 ของมาเลเซียแอร์ไลน์หนึ่งวันก่อนหน้านี้ การเบี่ยงทิศทางดังกล่าวทำให้ MH17 เข้าสู่น่านฟ้าของเขตโดเนตสค์ซึ่งกำลังมีความขัดแย้ง

จนถึงบัดนี้ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเหตุใดเครื่องบินถึงเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางเดิม แต่รัสเซียทูเดย์ตั้งข้อสันนิษฐานว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเรื่องความรับผิดชอบพื้นที่น่านฟ้าของเขตปกครองพิเศษไครเมียน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งองค์กรการบินพลเรือนนานาชาติ (ICAN) ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังภัยของยูเอ็นพิจารณาให้ทางการยูเครนมีส่วนรับผิดชอบการควบคุมจราจรการบินเหนือน่านฟ้าของไครเมีย แต่รัสเซียได้ทักท้วงข้อพิจารณานี้

รัสเซียทูเดย์สันนิษฐานว่าเที่ยวบิน MH17 ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดให้บินผ่านน่านฟ้าทะเลอะซอฟทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไครเมียได้เบี่ยงเบนไปจากเส้นทางเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในไครเมียและน่าจะได้รับคำแนะนำให้เบี่ยงไปทางทิศเหนือจากศูนย์ควบคุมการบินของยูเครน

อย่างไรก็ตามในตอนนี้สายการบินต่างๆ ได้ประกาศให้น่านฟ้ายูเครนเป็นเขตอันตรายห้ามเข้า (No go zone)

 

เรียบเรียงจาก

MH17: rebels block access to part of crash site as evidence against them grows, The Guardian, 18-07-2014
http://www.theguardian.com/world/2014/jul/18/mh17-crash-pro-russia-rebels-block-access-ukraine

UNAIDS in shock over tragic loss of life, UNAIDS, 18-07-2014
http://www.unaids.org/en/resources/presscentre/pressreleaseandstatementarchive/2014/july/20140718psmh17/

Questions over why Malaysian plane flew over Ukrainian warzone, RT, 18-07-2014
http://rt.com/news/173792-malaysian-plane-diverted-warzone/

MH17 crash: Passengers on Malaysia Airlines plane in Ukraine, BBC, 18-07-2014
http://www.bbc.com/news/world-asia-28360827

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์