8 เครือข่ายสุขภาพยื่นผู้ว่าการ สตง.สอบหมอสุวัชส่อทุจริต ทำชาติเสียหาย

8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานร้องตรวจสอบ ‘นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา’ผอ.อภ. เผยพบพฤติกรรมส่อทุจริต จัดสร้างโรงงานยารังสิตล่าช้า เอื้อประโยชน์ผู้รับจ้างทำผิดสัญญาการเช่าพื้นที่รพ.เอกชนของที่ปรึกษาเพื่อตั้งศูนย์ล้างไต แถมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส
 
7 ส.ค. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ประกอบด้วยมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา, กลุ่มคนรักหลักประกัน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, กลุ่มศึกษาปัญหายา, ชมรมเภสัชชนบท, มูลนิธิเภสัชชนบท และ ชมรมแพทย์ชนบท ขอร้องเรียนต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ตรวจสอบ นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.)
 
นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ตัวแทนจากชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ประเด็นที่ 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานขององค์การเภสัชกรรม ภายใต้การบริหารงานของ นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผอ.อภ. ด้วยปรากฎมีพฤติกรรมส่อทุจริตและทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ดังนี้
 
1.การก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ที่ได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2552 โดยกลุ่มกิจการร่วมค้าแอสคอน ทากาซาโก ผู้รับจ้างไม่ได้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จถูกต้องตามแบบที่กำหนด และนพ.สุวัช ก็มีพฤติกรรมส่อทุจริต ทั้งการไม่ปรับผู้รับจ้าง ไม่เร่งรัดให้เป็นผู้ทิ้งงาน และยังจ้างบริษัทในเครือกลับมาดำเนินการก่อสร้างใหม่ ถือเป็นการหน่วงเหนี่ยว ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออภ. เพราะโรงงานผลิตยาที่รังสิตไม่สามารถสร้างเสร็จตามกำหนด ส่งผลเครื่องจักร อุปกรณ์ราคาแพงจำนวนมากเสื่อมเพราะไม่ได้ใช้งาน และทยอยหมดอายุรับประกัน กระทบต่อการผลิตยาของประเทศ และยะงต้องเสียค่าสาธารณูปโภคที่โรงงานยารังสิตเดือนละหลายแสนบาทโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโรงงานเลย
 
2.การเช่าสถานที่รพ.มหาสารคามอินเตอร์ จ.มหาสารคาม เป็นเงิน 8 ล้านบาท ใน 18 เดือน เพื่อทำเป็นศูนย์สนับสนุนงานล้างไตและฟอกเลือดเพื่อผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ก็มีพฤติกรรมส่อทุจริต และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งการเช่าพื้นที่จากนพ.ดำรัส โรจนเสถียร ทั้งที่เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน CAPD หรือน้ำยาล้างไตของอภ. กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างงที่ไม่โปร่งใส หากจะอ้างว่าเป็นโครงการวิจัยจึงไม่ต้องมีการเสนอราคาแข่งขัน ก็ไม่เป็นตรงกับสิ่งที่ดำเนินการ เพราะ สิ่งที่นพ.สุวัชทำ เป็นการไปเช่าสถานที่ ไม่ได้เป็นการจ้างวิจัย
 
นพ.วชิระ กล่าวว่า นอกจากนี้ในการจ้างวิจัยของ อภ.ที่ผ่านมา เช่นการจ้างวิจัยความพึงพอใจของลูกค้า ก็มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส ให้มีหลายบริษัทเข้ามาเสนอราคา ขณะเดียวกันข้อบังคับของ อภ.ในการเช่าอสังหาริมทรัพย์ในส่วนภูมิภาค กำหนดให้ขอความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของสถานที่ และอัตราค่าเช่าจากจังหวัดนั้นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย แต่การนี้ อภ.ไม่ได้ดำเนินการ แสดงถึงความเร่งรีบและไม่สุจริต ที่สำคัญการตั้งศูนย์ดังกล่าวไม่เป็นภารกิจของอภ. โครงการนี้จึงนาจะส่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รพ.มหาสารคามอินเตอร์ ซึ่งเป็นรพ.เอกชน ที่มีนพ.ดำรัส เป็นกรรมการผู้จัดการ
 
“8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ เห็นถึงความไม่ชอบธรรมดังกล่าว จึงได้ยื่นหนังสือและหลักฐานเพื่อให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ดำเนินการตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต และเบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติมากกว่านี้ และขอเรียกร้องให้ นพ.สุวัช ผอ.อภ. หยุดพฤติกรรมทุจริตดังกล่าว พิจารณาตนเองได้แล้วว่าได้ทำลายระบบความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไปมากแค่ไหน ควรลาออกเพื่อรับผิดชอบปัญหาดังกล่าวได้แล้ว” นพ.วชิระ กล่าว
 
 
อภ.ยันเปิดศูนย์ล้างไตไม่ฮั้ว ช่วยลดตาย-งบประมาณ
 
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2557 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) แถลงข่าวกรณีแพทย์ชนบทออกมาเปิดเผยถึงการจัดตั้งโครงการศูนย์สนับสนุนงานล้างไตและฟอกเลือดเพื่อผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โดยให้เช่าพื้นที่ รพ.มหาสารคามอินเตอร์ ซึ่งเจ้าของโรงพยาบาลเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการ จึงเข้าข่าวฮั้วทุจริต ว่า สาเหตุที่เลือก รพ.มหาสารคามอินเตอร์ เพราะเป็นโรงพยาบาลที่เน้นรักษาโรคเฉพาะทาง คือ โรคไตวายเรื้อรัง และมะเร็ง จึงมีความพร้อมทั้งแพทย์ และเครื่องมืออุปกรณ์ ซึ่งรองรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังอีก 4 จังหวัด โดยรอบมหาสารคามด้วย คือ นครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และ กาฬสินธุ์ เนื่องจากภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมาก เฉพาะ 5 จังหวัดก็มีผู้ป่วยที่ต้องล้างไตผ่านช่องท้องราว 1,000 คน จึงเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีสำหรับโครงการ โดยที่ อภ. ลงทุนเพียงแค่ค่าเช่าพื้นที่อัตราตารางเมตรละ 500 บาท/เดือนเท่านั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นอีก
 
“โครงการนี้เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบชีวิตผู้ป่วยและสังคมของ อภ. และเป็นเจตนาดีที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพราะเป็นการเพิ่มการดูแลผู้ป่วยหลังรับน้ำยาล้างไต สามารถรับคำปรึกษาปัญหาตลอดเวลาในการรักษา เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการแพทย์ด้านโรคไตและการบริหารจัดการ กลไกทางการรักษา ยืนยันว่า การจัดเช่าพื้นที่ รพ.มหาสารคามอินเตอร์ และเชิญ นพ.ดำรัส โรจนเสถียร เจ้าของ รพ. ดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาโครงการ ไม่มีการทุจริต เพราะเป็นไปตามข้อบังคับ อภ. ว่าด้วยการพัสดุฯ และแนวทางปฏิบัติของ อภ. ทุกอย่าง” ผอ.อภ. กล่าว
 
นพ.สุวัช กล่าวอีกว่า ส่วนที่ อภ. หันมาดำเนินการเรื่องศูนย์ล้างไตนั้น เพราะ อภ. ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พัฒนาระบบการรักษาโรคไตวายเรื้อรัง และจัดหาน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง และยาที่เกี่ยวข้อง มาตั้งแต่ปี 2551 จึงมีโครงการเพื่อพัฒนาระบบการรักษาโรคไตวายเรื้อรังทุกปี แต่พบว่าโครงการติดตามการให้บริการน้ำยาทางช่องท้องปี 2556 ยังต้องปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพการรักษาและการบริหารจัดการของโครงการหลายด้าน เช่น อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยยังสูงอยู่ คือ มากกว่าปีละ 2,000 ราย หรือร้อยละ 25 สูงกว่าอัตราตายเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 5 รวมถึงปัญหาการบริหารอย่าง การส่งน้ำยาที่ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณและความต้องการใช้แบบเรียลไทม์ได้ อีกทั้งน้ำยาที่ใช้เป็นสินค้านำเข้ากว่าร้อยละ 80 จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำยาขาดแคลน
 
นพ.สุวัช กล่าวด้วยว่า หลังจากตนเข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นปีงบประมาณ 2557 เห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงต้องการพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามภาคกิจ อภ. ในการเป็นผู้จัดหาและให้บริการผลิตภัณฑ์ยาในระบบสาธารณสุข จึงเชิญ นพ.ดำรัส ซึ่งมีความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาการและการปฏิบัติด้านการรักษาและกลไกการบริหารจัดการรักษาผู้ป่วยโรคไต มีผลงานมากกว่า 20 ปี มาเป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน ซึ่ง นพ.ดำรัส ก็ได้ตอบรับและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ซึ่งตลอด 8 เดือน ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งคณะทำงานฯ เห็นชอบให้มีการจัดตั้งโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
 
นพ.สุวัช กล่าวอีกว่า ระยะแรกของโครงการเป็นโครงการนำร่องศึกษาวิจัยเพื่อสำรองน้ำยาล้างไต อุปกรณ์ต่างๆ ให้หน่วยบริการใกล้เคียง เพื่อไม่ให้น้ำยาล้างไตขาดแคลน และเป็นศูนย์การคัดกรองผู้ป่วยไต บูรณาการในการลดงบประมาณและความสูญเสียในระบบ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในกลุ่มผู้ไตวายเรื้อรังที่รักษาด้วยวิธีล้างไตผ่านช่องท้องเป็นสำคัญ หากได้ผลดีจะสามารถเป็นต้นแบบในการขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งยังใช้เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทดแทนไต และในระยะต่อไปจะมีการจัดตั้ง GPO Corner เพื่อแนะนำวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ อภ. และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคไต หากได้ผลดีจะช่วยให้รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายในระบบการรักษาผู้ป่วยโรคไตได้ปีละเกือบ 100 - 200 ล้านบาท และหากขยายไปยังภูมิภาคอื่นจะสามารถลดปัญหาและค่าใช้จ่ายต่างๆ มากขึ้น เกิดผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และลดอัตราการเสียชีวิตลง
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์