ส.ศิวรักษ์ ชี้ รปห.-112 ล้วนกระทบสถาบันกษัตริย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2557 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คืนความจริง’ ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’ ภายใต้ชื่อตอนว่า ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : หัวใจของประชาธิปไตยคือเสรีภาพของการแสดงออก’ ซึ่ง สุลักษณ์ ระบุว่าการรัฐประหารทุกครั้ง การล่าแม่มดคนเห็นต่างและการใช้กฏหมายอาญามาตรา 112 กระบทต่อสถาบันกษัตริย์ พร้อมชี้ว่าการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกเป็นหัวใจของประชาธิปไตยและความเป็นมนุษย์ การปกป้องศิลปินในฐานะผู้อุทิศตนให้เพื่อความงามเป็นสิ่งที่สำคัญ และความงามที่ประเสริฐคือความงามที่พูดถึงความจริงและความดี

สุลักษณ์ กล่าวว่า “มาตรา 112 มันเป็นเครื่องมือของทุกรัฐบาล ไม่ว่าเผด็จการทหารหรือยิ่งลักษณ์หรือพี่ชายเขาหรืออภิสิทธิ์ ใช้มาตรา 112 ทั้งหมด เพื่อที่จะเบียดเบียนข่มเหงราษฏร เพราะมาตรานี้ให้อำนาจกับรัฐบาลหรือคนมีอำนาจอย่างเต็มที่ และพวกนี้อ้างว่าจงรักภักดี ทั้งที่พระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งโดยตรงเลยว่ามาตรานี้ใช้มาจับคน ทุกครั้งที่จับคนเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ท่านบอกเป็นการรังแกพระองค์ท่าน และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่รับสั่งชัดเจนนะครับ ความข้อนี้เสธ.หนั่น พูดกับผมเลย ตอนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ท่านสั่งเสธ.หนั่นเลยว่าอย่าไปจับใครเป็นอันขาด แต่เสธ.หนั่นเป็นคนเดียวที่ทำอันนี้ หลังจากนั้นไม่ทำเลย เพราะฉะนั้นมาตรา 112 เป็นเครื่องมือของรัฐบาลทั้งหมด มาตรานี้ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่มีพระราชบัญญัติ แต่ทุกรัฐบาลที่อ้างว่าจงรักภักดี ลึกๆแล้วไม่ได้จงรักภักดี”

“การล่าแม่มด อันนี้เป็นวิธีการของเผด็จการทั้งหมดเลย เผด็จการมากเท่าไหร่ก็จะต้องล่าแม่มดมากเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องเผด็จการนะ สมัยแมคคาทีที่สหรัฐฯก็ล่าแม่มดเลยในนามของประชาธิปไตย ถ้าคุณสามารถสร้างอะไรให้คนกลัวแล้ว คุณก็สามารถใช้อันนี้ ให้เห็นใครต่อใครเป็นแม่มด ทำได้สบายเลย”

“คุณดูอย่างง่ายๆเลย เยอรมัน พระเจ้าวิลเลี่ยม ไกเซอร์ ที่ 2 จับคนมากที่สุดในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วสถาบันฯ ก็สิ้นไปก่อนพระองค์ท่านสิ้นพระชนไปด้วยซ้ำ ไม่ดูประวัติศาสตร์กัน”

“การล่าแม่มดจะต้องท้าทายทุกอย่างที่แสดงออก ไม่ว่าการแสดงออกในทางละคร แม้กระทั่งในทางจิตกรรม ต่างๆ เขาเล่นงานคุณทั้งนั้น ที่พม่าคนเล่นจำอวด คนหนึ่งเขียการ์ตูน ถูกจับเป็นแถวเลย และตอนนี้ไทยกำลังเดินแบบพม่า ทั้งที่ตอนนี้พม่าเขาเริ่มจะเดินไปในทางประชาธิปไตย เรากลับสวนทางกัน”

สุลักษณ์ กล่าวด้วยว่า “เป็นที่น่าเสียใจปัญญาชนส่วนใหญ่ของเมืองไทยไม่เห็นโทษนี้เลย ผมไม่เห็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยไหนเลย ออกมาปฏิเสธการไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ไม่มีใครปฏิเสธเลย แสดงว่าไม่มีกึ๋น ไม่เห็นเลยว่าหัวใจของประชาธิปไตยคือเสรีภาพในการแสดงออก แสดงออกทางจิตกรรม ปฏิมากรรม หรือนาฎดุริยางค์ พวกนี้ไม่เห็นเลย ไม่เห็นหัวใจของเสรีภาพ ก็ไม่เห็นหัวใจของประชาธิปไตย ถ้าไม่เห็นหัวใจของประชาธิปไตยก็ไม่เห็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ ก็เป็นปศุสัตว์เซื่องๆให้เขาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ดังที่เขาทำอยู่เวลานี้

“คนที่ทำศิลปะถูกจับนี่คนจะรู้สึกก็ต่อเมื่อคนเห็นว่าศิลปะเป็นของสำคัญ ศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็นของชีวิต แม้กระทั่งรัสเซียสมัยเผด็จการเลวร้ายที่สุด ศิลปินรัสเซียที่ถูกจับ คนรัสเซียเองออกมาต่อต้าน ไม่ต่อต้านเปิดเผยก็ต่อต้านทางลับ ผมว่าถ้าสังคมไม่รู้สึกอันนี้แล้ว สังคมก็ไม่เห็นความงาม ความดีและความจริงไปด้วยกัน นี่เป็นสังคมที่น่าอัปยศ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าใครก็ตามที่มีจิตสำนึกความเป็นคนต้องมาปกป้องศิลปินมากกว่าคนธรรมดาสามัญ แต่คนธรรมดาสามัญก็ต้องได้รับการปกป้อง แต่ศิลปินต้องปกป้องมากกว่าเพราะศิลปินเขาอุทิศตนเพื่อความงาม และความงามที่ประเสริฐคือความงามที่พูดถึงความจริงและความดี ไม่ใช่ละครน้ำเน่าไม่ใช่รายการทีวีทั้งหลาย แต่ว่าคนไม่รู้สึกเลยครับ คนก็ติดแต่น้ำเน่า ติดแต่สิ่งที่มอมเมา ตราบใดเราไม่ไปพ้นบริบทอันนี้ สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความหมาย” สุลักษณ์ กล่าว

 

ติดตามบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของ 'คืนความจริง' ได้ที่นี่ 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai