นิธิ เอียวศรีวงศ์: อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ของคำพิพากษา

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

คําพิพากษายกฟ้องคดีที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล จนทำให้เกิดบาดเจ็บล้มตายใน พ.ศ.2553 มีทั้งอดีตและอนาคต และก็เหมือนอดีตทั้งหลายไม่อาจแยกออกจากอนาคตได้

คำพิพากษาไม่ได้ปลดเปลื้องจำเลยทั้งสองไปจากคดีอาญานี้เท่านั้นแต่ปลดเปลื้องผู้ปฏิบัติคือทหารทั้งหมดจากข้อหาทางอาญาเดียวกันอีกด้วย จริงอยู่ทหารปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ก็มีกรณีที่เชื่อได้ว่าปฏิบัติเกินคำสั่งหรือเกินความจำเป็นอีกมาก ทหารทั้งหมดเหล่านี้ นับตั้งแต่ผู้ปฏิบัติในภาคสนาม ไปจนถึงผู้บังคับบัญชาซึ่งออกคำสั่งให้ใช้กระสุนจริง ใช้สไนเปอร์ หรือยิงกราดเข้าไปในฝูงชนโดยไม่เลือกเป้า ฯลฯ ล้วนเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบทางกฎหมายทั้งสิ้น แม้แต่คำสั่งอาจมีเงื่อนไข เช่นในสถานการณ์ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น จึงสามารถทำได้ ก็ยังไม่พ้นความผิดทางวินัยเป็นอย่างน้อยว่า ได้พิจารณารอบคอบหรือยังว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น โอกาสที่ทหารจะลั่นไกปืนโดยไม่จำเป็นเกิดขึ้นได้ง่าย ได้ป้องปรามเรื่องนี้ไว้อย่างรัดกุมเพียงไร หากไม่ได้ทำก็เป็นการออกคำสั่งที่สะเพร่า

เมื่อจำเลยหลักคือผู้มีอำนาจสูงสุดได้รับการยกฟ้องจากศาลอาญา(ศาลสถิตยุติธรรม) เพราะถือว่าปฏิบัติงานในตำแหน่งทางการเมือง (ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ผิดพลาดทางนิติศาสตร์อย่างไร ผมจะไม่กล่าวถึง เพราะมีผู้กล่าวไว้มากแล้ว รวมทั้งความเห็นต่างของอธิบดีศาลอาญาดังปรากฏในคำพิพากษาแล้ว) คดีนี้ก็น่าจะถูกระงับเพียงเท่านั้น มากกว่าจะขยายลงมาถึงผู้ปฏิบัติ

โดยไม่ต้องอาศัย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแต่อย่างไร ไม่ว่าจะเหมาเข่งหรือไม่ ทหารซึ่งออกปฏิบัติการในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ทั้งหมด รอดพ้นจากการถูกไต่สวนพิจารณาความผิดต่อการกระทำทุกประการ นับตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงมาถึงผู้ปฏิบัติในภาคสนาม

เมื่อโอนคดีจากศาลอาญาไปสู่ศาลคดีอาญาทางการเมืองก็หมายความว่า ความผิดฐานฆ่าคนตายกลายเป็นความผิดทางการเมือง หากผู้กระทำมีตำแหน่งทางการเมืองในขณะนั้น คดีอาญาทางการเมืองมีโทษทัณฑ์ที่มุ่งจะจำกัดสิทธิทางการเมืองของผู้ผิดเท่านั้น ในทรรศนะของศาลอาญา การสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นความผิดทางการเมืองเท่านั้น และเมื่อเป็นคดีทางการเมือง ก็ไม่เกี่ยวกับทหารผู้ลงมือปฏิบัติการแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านี้ ยังจะฟ้องซ้ำคดีนี้ในศาลสถิตยุติธรรมอีกไม่ได้ จึงเหลืออยู่ทางเดียวที่คดีจะดำเนินต่อไปได้คืออุทธรณ์ ผู้ที่จะอุทธรณ์แน่นอนคือญาติของผู้ตายและบาดเจ็บ แต่ก็ถูกวินิจฉัยจากคำพิพากษาในศาลชั้นต้นนี้แล้ว ว่าไม่มีสิทธิจะเป็นโจทก์ร่วม ฉะนั้นก็ไม่แน่ว่าคำอุทธรณ์จะเป็นผลหรือไม่อย่างไร

ทางฝ่ายกรมอัยการซึ่งไม่ถูกกีดกันจากคำพิพากษาในการอุทธรณ์ก็ย่อมเข้าใจดีว่านัยยะในทางการเมืองของคำพิพากษานี้หมายความว่าอย่างไร ภายใต้อำนาจของ คสช.ดังที่เป็นอยู่ หากกรมอัยการไม่อุทธรณ์ก็เข้าใจได้ แต่หากปฏิกิริยาของสังคมเป็นไปในทางรับไม่ได้อย่างกว้างขวาง กรมอัยการจึงต้องตัดสินใจอุทธรณ์ ก็เข้าใจได้อยู่ดี

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า การใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงทางการเมืองใน พ.ศ.2553 ก็จะเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา กล่าวคือนักการเมือง (ไม่ว่าจะมาจากหีบบัตรเลือกตั้งหรืออาวุธ) ซึ่งเลือกใช้ความรุนแรงก็จะลอยนวลเหมือนเดิม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการสังหารหมู่ศัตรูทางการเมือง โดยไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างไร ก็ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองไทยที่ทรงประสิทธิภาพสืบไป

นี่คือการให้ความหมายแก่อดีตของคำพิพากษาแต่ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตเป็นสามช่วงเวลาที่แยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้น ความหมายใหม่ของอดีตตามคำพิพากษาจึงให้ความหมายแก่ปัจจุบันด้วย

นั่นก็คือ ไม่มีภาระรับผิดชอบทางกฎหมายใดๆ ขวางกั้นคณะรัฐประหาร คสช. ที่จะใช้ความรุนแรงกระทำต่อผู้ประท้วง หรือผู้ไม่เห็นชอบกับการยึดอำนาจ ปัญหาไปอยู่ที่อนาคต กล่าวคือจะมีกรณีการประท้วงใดที่ คสช.จะเลือกการใช้ความรุนแรงหรือไม่ ผมคาดเดาไม่ถูก แต่หากมี ก็จะเป็นการนองเลือดที่เลวร้ายกว่าที่ผ่านมาทุกครั้ง เพราะไม่ต้องรอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมใดๆ ทั้งสิ้นอีกแล้ว

ความหมายของคำพิพากษาต่ออนาคตอันยาวไกลข้างหน้าของการเมืองไทยก็คือ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยซึ่งดำเนินมาสอง-สามทศวรรษแล้ว ระบบการเมืองแบบเดิมซึ่งอยู่ในกำกับของชนชั้นนำจำนวนน้อย ไม่อาจตั้งอยู่ต่อไปได้ ถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับการกำเนิดของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จะเปลี่ยนในลักษณะใดนั้นไม่แน่ คงไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน แต่ความไม่ราบรื่นนี้จะแทรกด้วยการนองเลือดตลอดไปหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ควรวิตกทั้งแก่ชนชั้นนำที่รู้คิดและคนทั่วไป เพราะหากการเปลี่ยนผ่านทำได้ด้วยความรุนแรง การรื้อทำลายโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ก็จะเป็นการถอนรากถอนโคนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การเปลี่ยนผ่านในลักษณะนี้ทำให้หลีกหนีความรุนแรงไม่ได้ ซึ่งจะกระทบถึงทุกเรื่องและทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน

และเพราะคำพิพากษานี้ทำให้ รัฐบาลใดๆ สามารถสังหารหมู่ประชาชนได้โดยไม่ใช่ความผิดทางอาญาปกติ จึงเป็นการง่ายที่รัฐบาลซึ่งครองอำนาจอยู่จะเลือกใช้วิธีนี้ หากได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ

ด้วยเหตุดังนั้น ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะมีลักษณะอย่างไร กองทัพจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาอำนาจทางการเมือง เพราะเป็นเครื่องมือของความรุนแรงที่ไม่มีขีดจำกัดและมีประสิทธิภาพ ไม่มีกองทัพอะไรในโลกที่ดำรงความสำคัญขนาดนี้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซงกำกับการเมือง หรือเข้ามาคุมการเมืองโดยตรงด้วยการรัฐประหาร ส่วนหนึ่งของสถานะเช่นนี้ของกองทัพได้มาจากคำพิพากษานี้ด้วย

พื้นที่ทางการเมืองในทุกสังคมเป็นพื้นที่สำคัญอันหนึ่งที่เอื้อให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้หากพื้นที่นี้ถูกครอบงำด้วยความรุนแรงนองเลือด ผู้คนจำนวนมากจะไปสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่ซึ่งให้ความปลอดภัยแก่ตนเอง แต่ไม่ปลอดภัยแก่ฝ่ายตรงข้าม การแข่งขันระหว่างพื้นที่การเมืองของสองฝ่ายจึงไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากใช้ความรุนแรงเข้ากระทำต่อกัน ในปัจจุบัน ไม่มีป่าเหลือให้ใครไปตั้งกองกำลังติดอาวุธได้อีกแล้ว และไม่มีมหาอำนาจใดต้องการแทรกแซงประเทศไทยด้วยเครื่องมือรัฐบาลพลัดถิ่น สนามแข่งขันแห่งความรุนแรงจึงเหลืออยู่ที่การก่อการร้าย ดังที่เราพบในภาคใต้และอีกหลายประเทศ

ทั้งหมดนี้คืออนาคตของคำพิพากษาดังกล่าว เท่าที่จะพอคาดเดาได้จากปัจจุบัน

ในฐานะคนที่ไม่เคยเรียนกฎหมายเลย แต่เคยรู้มาว่า การตีความกฎหมายอาญานั้น ต้องตั้งอยู่บนหลักว่า หากตีความอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว จะมีผลอย่างไรต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต คนผิดบางคนอาจลอยนวลได้ เพราะความไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม แต่หลักการว่าการกระทำนั้นผิด เพราะเป็นอันตรายต่อสังคมโดยรวมในระยะสั้นและยาว จะต้องไม่ถูกทำลายไปเพราะบางคนลอยนวล

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนรายวัน8 กันยายน 2557
ที่มา: มติชนออนไลน์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์