ชำนาญ จันทร์เรือง: อำนาจคือสิ่งเสพติด

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

"Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men."(อำนาจนำมาซึ่งการฉ้อฉล อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้ฉ้อฉลได้อย่างเบ็ดเสร็จ มหาบุรุษทั้งหลายเกือบทั้งหมดมักเป็นคนเลว)               Lord Acton (ลอร์ด แอกตัน )

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงวิชาการรัฐศาสตร์แล้วว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจ” ไม่ว่าการจัดสรรอำนาจนั้นจะโดยวิธีการใด จะมาโดยการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจาการเลือกตั้งเช่นในไทยเราปัจจุบันนี้ก็ตามต่างก็ต้องถือว่านี่คือการเมือง เพราะไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือสถาบันทางการเมืองใด เช่น คสช.,ครม.,สนช.,สปช. ฯลฯ ก็คือการจัดสรรอำนาจที่มาจากการยึดอำนาจนั่นเอง

อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงวิชาการรัฐศาสตร์อีกเช่นกันว่า “อำนาจคือสิ่งเสพติด” หลายคนปรารถนาอำนาจ หลงเสน่ห์ของอำนาจ บางคนเสพติดอำนาจจนเสียคนไป ผู้ที่อยู่ในอำนาจรู้สึกมีความสุข มีความรู้สึกดีที่มีคนอยู่ใต้อำนาจของตน เขามีความรู้สึกดีเป็นพิเศษในการที่มีคนคอยพินอบพิเทา แต่ทันทีที่เขาสูญเสียอำนาจ เขาจะเหมือนคนที่ติดยาเสพติด เขาจะกลายเป็นคนละคน เพราะการเสพติดอำนาจนั้นสร่างยากกว่าการเสพติดอย่างอื่น ผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันทั้งหลายจึงต่างมุ่งแสวงหาอำนาจ เพราะอำนาจทำให้คนเสพติดนั่นเอง

หลายๆคนที่เคยเป็นคนที่เข้าท่าหรือมีประวัติดีเด่นมาโดยตลอดกลับต้องมาเสียผู้เสียคนเมื่อมีอำนาจเพราะคนข้างเคียงที่สรรเสริญเยินยอเกินกว่าเหตุ ดังเช่น สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามที่หลวงวิจิตรวาทการลงทุนกราบเท้าแล้วบอกว่าเห็นแสงออกมาจากลำคอของจอมพล ป.เหมือนฉัพพรรณรังสี หรือในสมัยนี้ก็มีผู้คนรอบข้างต่างพากันสรรเสริญเยินยอผู้นำว่ามีความสามารถเกินคนธรรมดามากขึ้นทุกวี่ทุกวัน เช่น แต่งเพลงก็เก่ง ทำงานก็เก่ง  พูดก็เก่ง พูดได้ทุกเรื่องเป็นชั่วโมงๆฯลฯ จนผมเกรงว่าท่านผู้นำของผมจะเสียผู้เสียคนไปปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

กอปรกัปคำกล่าวของลอร์ด แอกตัน ชาวอังกฤษที่ผมยกขึ้นมาเป็นปฐมบทว่า"Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men."(อำนาจนำมาซึ่งการฉ้อฉล อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้ฉ้อฉลได้อย่างเบ็ดเสร็จ มหาบุรุษทั้งหลายเกือบทั้งหมดมักเป็นคนเลว) นั้น ก็ยิ่งทำให้เกิดโอกาสที่เกิดการเสพติดและฉ้อฉลได้มาก เพราะท่านควบตำแหน่งที่สำคัญๆมากมาย

บทเรียนในประวัติศาสตร์ชาติไทยมีให้เห็นเป็นบทเรียนมาแล้วมากมาย อาทิ กรณีจอมพล ป.ที่จบด้วยการต้องไปเสียชีวิตที่ญี่ปุ่น/ จอมพลสฤษดิ์ที่ตายคาตำแหน่งแล้วทรัพย์สมบัติก็ถูกยึด /จอมพลถนอม จอมพลประภาสก็นักศึกษาประชาชนขับไล่จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 แล้วก็ถูกยึดทรัพย์อีกเช่นกัน/ พล.อ.สุจินดาก็ต้องออกจากตำแหน่งเพราะถูกขับไล่เพราะไป “เสียสัตย์เพื่อชาติ”/ พล.อ.สนธิ ก็ถูกประณามหยามเหยียดจากวงการเดียวกันว่าทำให้เสียชื่อเสียงกองทัพและทำให้เสียของ ฯลฯ

ประเทศไทยเราตอนนี้อยู่ในสภาวการณ์ที่เสี่ยงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเลยก็ว่าได้ ที่กล่าวเช่นนั้นไม่ใช่ด้วยเหตุเพียงเพราะที่มาของรัฐบาลมาจากการรัฐประหารซึ่งประเทศไทยเราในอดีตก็ผ่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ผิดจากในอดีตมากมาย ที่ผิดแผกแตกต่างนั้นมิใช่รูปแบบของการยึดอำนาจที่เราเห็นมาจนชินตาแล้วก็ว่าได้ การควบตำแหน่งหลายตำแหน่งในอดีตก็เคยมี เช่นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่เป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ(ที่ถูกต้องคือรัฐประหาร)และนายกรัฐมนตรีหรือจอมพลสฤษดิ์ก็เคยมีมาตรา 17 ซึ่งเหมือนกับมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57

แต่ที่แตกต่างกันลิบลับก็คือยุคสมัยในปัจจุบันก็คือโลกมันเปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสารถึงกันทั่วโลกสามารถทำได้ภายในอึดใจเดียว ความสำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมีมากมายกว่าแต่เดิมหลายเท่าพันทวี ที่สำคัญการเมืองระหว่างประเทศมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศจนไม่อาจอยู่เฉยหรือปิดประเทศอยู่ตามลำพังได้

อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออกเพราะยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข ประเด็นแรก คือ ประเด็นของการเสพติดอำนาจนั้นยังอยู่ในระยะเวลาที่ยังไม่ถลำลึกจนเกินไปนัก ยังสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ผู้ที่ใกล้ชิดต้องให้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะที่ผิดพลาดเห็นๆมีอยู่หลายเรื่อง เช่น การสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นและให้ฝ่ายประจำรักษาการกรณีฝ่ายบริหารว่างลงจนวุ่นวายไปทั่ว ซึ่งผมยังนึกภาพไม่ออกว่า หากท้องถิ่นทั้งหลายพากันลาออกเพื่อประท้วงพร้อมกันทั้งประเทศ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรถ้าประชาชนไม่ยอมรับคนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามา ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุดที่ต้องรีบป้องกันมิให้เกิดขึ้นก็คือการเสพติดอำนาจจนต้องมีการวางแผนตั้งพรรคการเมืองไว้รองรับการสืบทอดอำนาจ เพราะบทเรียนในอดีตก็มีตัวอย่างให้เห็นชัดแล้วว่าจบลงอย่างไม่สวยงาม คือพรรคเสรีมนังคศิลาและพรรคสามัคคีธรรม เป็นต้น

ประเด็นต่อมาคือการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียวนั้นต้องแก้ให้ได้โดยการกระจายอำนาจหรือกระจายตำแหน่ง ไม่ผูกติดไว้แต่เพียงเฉพาะตนเองและเหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลาย เพราะบทเรียนในประวัติศาสตร์มีให้เห็นเยอะแล้ว อยู่ที่ว่าท่านผู้นำจะเลือกเดินทางสายใดระหว่างการเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนคนตาบอด แต่ถ้ารู้ประวัติศาสตร์แล้วไม่นำมาเป็นบทเรียนและไม่เชื่อฟังใครก็เหมือนคนที่เคยตาดีและหูดี แต่กลับมาตาบอดและหูหนวกภายหลังเพราะสิ่งเสพติดที่เรียกว่า “อำนาจ”นั่นเอง

 

 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 17 กันยายน 2557

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์