ผลวิจัยชี้ชิมแปนซีฆ่าพวกเดียวกัน ไม่ได้เป็นเพราะมนุษย์เข้าไปรบกวน

นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานแล้วในเรื่องที่ว่าลิงชิมแปนซีมีพฤติกรรมสังหารเพื่อนร่วมสายพันธุ์เดียวกันเองเนื่องจากมนุษย์เข้าไปรบกวน แต่ล่าสุดมีผลวิจัยจากการสำรวจนานหลายปีระบุว่า ลิงชิมแปนซีใช้ความรุนแรงต่อลิงกลุ่มอื่นโดยธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์มีอิทธิพลกับพวกมันน้อยมาก

19 ก.ย. 2557 นักวิทยาศาสตร์ 30 คน ใช้เวลาสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลเป็นเวลานานหลายปี เพื่อศึกษาสังคมลิงชิมแปนซีจำนวน 18 กลุ่ม แล้วนำมาพิจารณาปรับใช้เปรียบเทียบกับมนุษย์ว่ากลุ่มสังคมแบบใดที่มีโอกาสทำให้เกิดอัตราการใช้ความรุนแรงเช่นการฆาตกรรมที่สูง และพฤติกรรมรุนแรงของกลุ่มลิงเหล่านี้ เป็นเพราะมีมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่

จากผลการวิจัยล่าสุดจากนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศร่วมกันศึกษาระบุว่า พฤติกรรมการสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกันของลิงชิมแปนซีเกิดขึ้น "โดยธรรมชาติ" ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปยุ่งเกี่ยวของมนุษย์

โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่านอกจากมนุษย์แล้ว ลิงชิมแปนซีเป็นสัตว์จำพวกไพรเมทชนิดเดียวที่มีการยกพวกทำร้ายกันจนเกิดการสูญเสียชีวิต แต่ผู้ศึกษาด้านไพรเมทก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการกระทำของมนุษย์ เช่น การเข้าไปทำลายที่อยู่อาศัย หรือการให้อาหาร ทำให้ลิงชิมแปนซีมีความก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น

แต่เมื่อมีการศึกษาเปรียบเทียมกลุ่มลิงชิมแปนซีหลายกลุ่ม ทั้งจากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีคนเข้าไปยุ่งเกี่ยว กลุ่มตัวอย่างมีคนเข้าไปให้อาหาร กลุ่มตัวอย่างที่มีคนเข้าไปจำกัดอาณาเขตที่อยู่มัน ต่างก็พบว่ามนุษย์ส่งผลน้อยมากต่อพฤติกรรมการสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกันของชิมแปนซี

สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดการสังหารขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่มชุมชนลิงเป็นสำคัญ เช่น จำนวนของตัวผู้ที่อยู่ในกลุ่ม และความหนาแน่นของประชากรเทียบกับพื้นที่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อความรุนแรงในลิงเชื่อมโยงกับแนวคิดการคัดสรรของธรรมชาติ เช่นการสังหารคู่แข่งทำให้ลิงตัวผู้สามารถเข้าถึงทรัพยากรอย่างอาหารและขยายเขตแดน การใช้ความรุนแรงจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อมีการแข่งขันสูงกับกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงและเมื่อลิงตัวผู้สามารถรวมฝูงได้จำนวนมากทำให้เสี่ยงต่อความอยู่รอดของตัวเองน้อยลง

ซูซานน์ ชูลท์ซ นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าวถึงงานวิจัยนี้ว่าเป็นงานวิจัยที่เก็บข้อมูลได้กว้างขวางมีจำนวนกลุ่มประชากรหลากหลายทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ชูลท์ซยังได้กล่าวสนับสนุนผลการวิจัยว่าความรุนแรงในขิมแปนซีเป็นนิสัยตามธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มาจากการก่อกวนของมนุษย์

ในบทวิจารณ์ประกอบบทความงานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเผยแพร่ในนิตยสารเนเจอร์ โจอัน ซิลค์ ศาตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนากล่าวว่าผลการวิจัยฉบับนี้ควรจะทำให้คนเราเลิกคิดว่าความโหดร้ายของชิมแปนซีมาจากการเข้าไปก่อกวนของมนุษย์

ทางด้าน ฟรานส์ เดอ วาลล์ ศาตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเอมอรีกล่าวว่าบางทีก็มีการบิดเบือนมุมองเกี่ยวกับลิงซึ่งเป็นสิ่งที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงมนุษย์เพราะมนุษย์ต้องการจะเชื่อว่าพวกลิงมีพฤติกรรมที่น่ารักไม่ใช่สิ่งที่โหดร้าย ซึ่งเป็นเรื่องในเชิงวิวัฒนาการอย่างลึกซึ้ง แต่ซิลก์ก็โต้แย้งว่าแม้ชิมแปนซีจะฆ่าพวกเดียวกันก็ไม่จำเป็นว่ามนุษย์จะเป็นสัตว์ที่บ้าสงครามโดยธรรมชาติไปด้วย

ในกรณีนี้ จอห์น มิทานิ นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเสนอว่าแม้ชิมแปนซีในทุกกลุ่มประชากรจะมีการสังหารกันแต่ชิมแปนซีก็ไม่ใช่มนุษย์ เขาเชื่อว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมขณะที่ชิมแปนซีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเองได้

ก่อนหน้านี้ ประเด็นเรื่องความรุนแรงในชิมแปนซีมาจากการรบกวนของมนุษย์จริงหรือไม่นั้นมีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนมาก คนในวงการวิทยาศาสตร์หลายคนจึงรู้สึกขอบคุณงานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเน้นย้ำการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม ในด้านการเปรียบเทียบกับการนิสัยการใช้ความรุนแรงของมนุษย์แล้ว ผู้เขียนรายงานการวิจัยระบุว่า การฆาตกรรมสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันของชิมแปนซีจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปตามปัจจัยเรียบง่ายอย่างการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยเสนอว่าอัตราการสังหารของชิมแปนซีมีความใกล้เคียงกับมนุษย์ในกลุ่มสังคมผู้ล่าสัตว์และเก็บสะสมอาหาร (hunter-gatherer)

เรียบเรียงจาก

Murder 'comes naturally' to chimpanzees, BBC, 18-09-2014
http://www.bbc.com/news/science-environment-29237276

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์