ผู้ตรวจการแผ่นดินยกคำร้องสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญค้าน 'ประยุทธ์' เป็นนายก

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ 2 เสียงยกคำร้องกรณีสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญยื่นสอบ สนช.แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ ระบุถือเป็นเรื่องของการกระทำของ สนช. ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะสามารถพิจารณาได้
 
19 ก.ย. 2557 นายเฉลิมศักดิ์  จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  ร้องขอให้ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่มีความหลากหลาย และเอื้อประโยชน์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557และกรณีที่ขอให้ตรวจสอบ สนช.ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงกรณีที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเข้าร่วมเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน และขัดต่อประมวลจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
 
โดยนายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาคำร้องดังกล่าวต้องเข้าใจว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญ 50 ได้ถูกยกเลิกไปแล้วและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวถูกประกาศใช้ ซึ่งการพิจารณาก็ต้องยึดตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเหตุที่ยกคำร้องเนื่องจาก ในประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ ตั้ง สนช.นั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่แต่งตั้ง สนช.เป็นหัวหน้า คสช. ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการ หรือบุคคลตามมาตรา 13 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนที่คำร้องอ้างว่าการกระทำของหัวหน้า คสช.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น  ก็เห็นว่า มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว กำหนดให้บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช. หรือคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ได้ประกาศในระหว่างวันที่ 22 พ.ค. จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะกระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและถือเป็นที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าประกาศแต่งตั้ง สนช.ของพล.อ.ประยุทธ์ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
ส่วนในเรื่องที่ สนช.มีมติเสนอพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ได้ให้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะกรณีบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่การแต่งตั้งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ของ สนช.ถือเป็นเรื่องของการกระทำของ สนช.ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจฯ จะพิจารณาได้  ขณะที่ในประเด็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.นั้น  ผู้ตรวจฯ เห็นว่าการเสนอชื่อดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหาสปช. ที่กำหนดให้นิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน และองค์กรภาครัฐมีสิทธิที่จะเสนอบุคคลเข้ารับการสรรหา  ดังนั้นกรณีนี้การที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเข้าเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการสรรหานั้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นปัญหาต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
 
“การที่ผู้ร้องในลักษณะนี้เพราะกลัวว่าบรรดาองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะใช้โอกาสนี้เข้าไปรักษาผลประโยชน์ของตนเอง จึงกลัวว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในการเสนอชื่อเป็นแค่ขั้นตอนเบื้องต้นของการสรรหา และไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสปช. เพราะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหา อีกทั้งตามกฎหมายก็ได้ระบุให้สมาชิก สปช.มีแค่ 250 คน การที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเสนอชื่อได้แค่ 2 คน คงไม่มีอำนาจที่จะไปกำหนดให้ใครทำอะไรอย่างไรได้  ในทางกลับกัน การที่มีบุคคลในองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้รับการสรรหาเข้าไปอยู่ในสปช.น่าจะเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ อย่างเช่น องค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีภาระหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็น่าที่จะเป็นองค์กรที่เข้าไปมีส่วนร่วม หรือมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาและอาจเข้าไปมีส่วนร่วมออกข้อเสนอในชั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่มีการกระทำหรือข้อเท็จจริงใดที่เรื่องดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ”
 
อย่างไรก็ตามมติของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้เป็นเพียงมติจากเพียง 2 เสียงเท่านั้นคือนางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจฯ และนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจฯ เนื่องจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ได้ลาออกไปก่อนและแม้ก่อนลาออกก็ได้แสดงตนว่าจะไม่ร่วมพิจารณาในคำร้องดังกล่าวเพราะถือว่ามีส่วนได้เสีย
 
 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์