บีบีซีวิเคราะห์ ผู้นำจีนน่าจะคิดอะไรอยู่เกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกง

แคร์รี เกรซี บก.ข่าวประเด็นจีนของบีบีซี วิเคราะห์สิ่งที่น่าจะอยู่ในความคิดของผู้นำจีน สีจิ้นผิง 10 ข้อ หลังมีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง เขาจะวางท่าทีและจัดการกับผู้ชุมนุมด้วยไม้แข็งหรือไม้อ่อน ขณะที่วันครบรอบสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์จีน 65 ปี กำลังใกล้เข้ามา

29 ก.ย. 2557 ในขณะที่การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบในฮ่องกงเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น แคร์รี เกรซี บรรณาธิการสำนักข่าวประเด็นจีนของบีบีซีได้เขียนบทความวิเคราะห์ว่าสีจิ้นผิงประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังคิดอะไรอยู่ โดยแบ่งเป็น 10 ข้อดังนี้

ข้อ 1 คิดว่า "ผมทำตัวเองแท้ๆ"

ทางการจีนทำให้ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยในฮ่องกงเห็นเจตนาอย่างชัดเจนจากการตั้งกฎว่าจะเป็นคนคัดเลือกผู้ลงชิงชัยในการเลือกตั้งแทน มีบางส่วนเตือนเขาแล้วว่าการตัดสินใจของทางการจีนอาจจะทำให้เกิดปัญหา แต่สีจิ้นผิงก็ยังคงเลือกเสี่ยงในเรื่องนี้ จนทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างที่เห็น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการท้าทายทางการเมืองต่อทางการจีนและเป้นบททดสอบการให้คำมั่นของจีนเรื่อง "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

ข้อ 2 คิดว่า "ผมต้องชนะ"

สองปีหลังจากที่สีจิ้นผิงขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาก็ได้รับอำนาจทางการเมืองที่ไม่มีใครเทียบชั้นได้และเขาก็ต้องการให้การตัดสินใจของเขาเป็นผล อย่างไรก็ตามโครงการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของสีก็ทำให้เขามีศัตรูภายในคอยจังหวะที่เขาพลาดท่าอยู่ ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นในฮ่องกงเป็นมากกว่าแค่เรื่องในฮ่องกง แม้ว่าผู้ประท้วงจะต้องการให้ทางการจีนยกเลิกกฎการคัดเลือกผู้แทนลงสมัครการเลือกตั้ง แต่สีจิ้นผิงก็จะไม่ยอมง่ายๆ หรือมิเช่นนั้นก็ไม่สามารถกระทำได้

ข้อ 3 คิดว่า "นักศึกษาจอมอุดมการณ์พวกนี้เป็นจุดอ่อนของเราอีกแล้ว"

นักวิชาการวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้นำ "ขบวนการยีดครองย่านใจกลาง" (Occupy Central) เป็นคนที่คาดเดาและรับมือได้ง่ายสำหรับทางการจีน แต่สิ่งที่ท้าทายต่อพวกเขาจริงๆ คือนักศึกษามหาวิทยาลัยที่บอยคอตต์ชั้นเรียนตั้งแต่ช่วงวันจันทร์สัปดาห์ที่แล้ว (22 ก.ย.) พวกเขาต้องการมีส่วนร่วมด้วยแม้ว่าทางการจีนจะทำเป็นหูทวนลมต่อข้อเรียกร้องของพวกเขา

แม้ว่าทางการจีนจะมีจุดยืนไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องการเป็นผู้คัดเลือกตัวแทนลงชิงชัยการเลือกตั้ง แต่ทางการจีนก็ได้พยายามกลั่นกรองว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านนี้มีวัตถุประสงค์ใด ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องทางอุดมการณ์ล้วนๆ จนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มนักเรียนนักศึกษายังคงทำให้คนได้รับทราบข้อเรียกร้องของพวกเขาได้ จนทำให้คนที่มีอายุในขบวนการคิดว่าพวกเขาต้องมีหน้ากากกันแก็สน้ำตาของตัวเองและร่วมสู้ด้วย

ข้อ 4 คิดว่า "กลุ่มฝูงชนที่ควบคุมไม่ได้ จะต้องไม่ส่งผลถึงแดนมังกร"

ทางการจีนได้ปิดกั้นไม่ให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่รับรู้ข่าวคราวการประท้วงในฮ่องกงนับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ก.ย.) พวกเขาไม่อยากให้ชาวจีนมีความคิดเรื่องการประท้วงขึ้นมาบ้าง มีประชากร 7.2 ล้านคนในฮ่องกง ขณะที่ในจีนแผ่นดินใหญ่มีประชากร 1,300 ล้านคน สีจิ้นผิงต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้กุมอำนาจอยู่

ถ้าหากมีการประท้วงเรื่องการเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ จะมีการสลายการชุมนุมภายในเวลาเพียงไม่นาน แต่ในฮ่องกงต้องคำนึกถึงหลักการแบบ "สองระบบ" ซึ่งระบุให้เสรีภาพในการปกครองตนเองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามภาพการเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นฝันร้ายที่สุดของทางการจีน และภาพการถือป้ายและโพกผ้าประท้วงของเยาวชนชาวจีนผู้มีอุดมการณ์ก็ทำให้รัฐบาลจีนตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะสร้างแรงกดดันให้กับตำรวจฮ่องกงให้มีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นแล้วเสี่ยงต่อการปลุกระดมให้มีประชาชนออกมาสนับสนุนนักเรียนนักศึกษามากขึ้นดีหรือไม่ หรือจะเล่นบทแบบไม่แสดงท่าทีโจ่งแจ้งมากแล้วจะเสี่ยงต่อการทำให้ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่ยังระมัดระวังตัวเข้าร่วมด้วยเพราะคิดว่าการเข้าร่วมนั้นปลอดภัย

ข้อ 5 คิดว่า "หากุญแจไขหัวใจชาวฮ่องกงให้ผมหน่อย"

มันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าทางการจีนควรใช้วิธีโน้มน้าว ข่มขู่ หรือใช้เสน่ห์จูงใจ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลักๆ คือสาธารณชน ทางการจีนจะใช้วิธีการทำให้ชาวฮ่องกงอยู่แต่ในบ้านโดยการป้ายสีว่าผู้ชุมนุมเป็นพวกใจร้อนอันตราย และเตือนเรื่องการทำให้เศรษฐกิจเสียหาย แต่ถ้าหากทางการจีนต้องการชนะในศึกนี้ด้วยการชนะใจประชาชน พวกเขาจะต้องยับยั้งชั่งใจและปล่อยให้การประท้วงดำเนินต่อไปโดยมีการควบคุมแบบเบาๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากสำหรับพวกเขา

ข้อ 6 คิดว่า "ตำรวจในฮ่องกงมีจำนวนห้องขังอยู่เท่าใด"

เกรซี ผู้เขียนบทวิเคราะหืเชื่อว่ามีห้องขังอยู่ราว 500 ห้องในฮ่องกง แต่สีจิ้นผิงคงรู้ดีกว่า การประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้มีการอนุญาตจากทางการและถือว่าผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะอ้างเรื่องนี้เพื่อจับกุมทุกคนได้ แต่ถ้าห้องขังเต็มแล้วจะเอาคนไปขังที่ไหน ทำให้การประท้วงในครั้งนี้มีจุดเปลี่ยนของจำนวนมวลชน จุดเปลี่ยนในทางแย่ลงคือช่วงที่มวลชนเหนื่อยล้า มีการใชัสเปรย์พริกไทยและการข่มขู่จะจับเข้าคุก ซึ่งอาจทำให้ผู้ประท้วงหลับบ้าน แต่ก็มีจุดเปลี่ยนในทางดีขึ้นคือช่วงที่มีจำนวนประชาชนเข้าร่วมมากพอที่จะรู้สึกปลอดภัยและมีผู้เข้าร่วมมาใหม่อาจจะทำให้เกิดวงจรการชุมนุมต่อเนื่อง ทำให้การประท้วงเข้มแข็งขึ้น

ข้อ 7 คิดว่า "พวกนั้นกล้าดียังไงเอา 'เติ้งเสียวผิง' มาขว้างใส่หน้าผม!"

ผู้ประท้วงยังได้อ้างถึงสิ่งที่ตกทอดมาจาก 'เอกบุรุษ' เติ้งเสี่ยวผิง หนึ่งในคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนผู้ที่เคยเจรจาขอให้อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ก็เสียชีวิตก่อนกำหนดการคืนเกาะฮ่องกงในปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกนับถือบูชาบุคคลที่แปลกเพราะเติ้งเสี่ยวผิงเป็นคนที่สั่งให้ทหารสังหารนักศึกษาในการประท้วงปี 2532 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

แต่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงก็อ้างว่าพวกเขาพูดถึงตัวเติ้งเสี่ยวผิงในฐานะผู้ริเริ่มแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ซึ่งทำให้ฮ่องกงมีเสรีภาพในบางด้านมาเป็นเวลา 50 ปีแล้ว ในตอนนั้นเติ้งเชื่อว่าจีนจะเปิดเสรีมากขึ้นและช่องว่างด้านแนวคิดอุดมการณ์จะแคบลง แต่เขาก็คาดการณ์ผิดเมื่อสีกำลังทำให้จีนเป็นอีกแบบคือการควบคุมภายใต้ระบบพรรคการเมืองเดียวเข้มงวดมากขึ้น และถ้าหากเติ้งเสี่ยวผิงมองเห็นการประท้วงนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาจะสนับสนุนผู้ประท้วง

ข้อ 8 คืดว่า "โทษพวกคนต่างชาติดีกว่า"

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงช่วงที่มีการประท้วงในฮ่องกง เหล่าผู้แทนจากจีนเริ่มพากันอ้างว่ากลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงได้รับการยุยงจากชาวต่างชาติซึ่งต้องการทำลายเสถียรภาพและเศรษฐกิจของฮ่องกงและใช้พื้นที่ฮ่องกงเป็น "ฐานที่มั่น" เพื่อทอนกำลังจีนแผ่นดินใหญ่

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงที่อยู่ฝ่ายทางการจีนได้เผยแพร่คำกล่าวหาว่าโจชัวร์ หว่อง นักศึกษาอายุ 17 ปี มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ทางการสหรัฐฯ และอังกฤษก็พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ นอกจากนี้ยังยากที่จะเข้าใจว่าการบั่นทอนรัฐบาลจีนจะส่งผลดีต่อพวกเขาอย่างไร ปัญหาที่แท้จริงสำหรับทางการจีนคือเรื่องแนวคิดต่างชาติมากกว่ารัฐบาลต่างชาติ

ข้อ 9 คิดว่า "ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้ได้ถ้าผมยอมถอย ผมจะไม่ถอย"

ดูเหมือนประธานาธิบดีจีนจะเคยพูดไว้ว่าสาเหตุที่สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 มาจากการที่ไม่มีใคร "กล้าพอที่จะยืนหยัดเพื่อมัน" นับตั้งแต่สีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 2 ปีที่แล้วเขาก็แสดงตัวชัดเจนว่าเขามองตัวเองแบบผู้เดินตามรอย 'เอกบุรุษ' และเชื่อว่าการเป็นผู้นำที่แข็งกร้าวจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ 'ความป่วยไข้' ของจีน ซึ่งทางการฮ่องกงก็ยอมตาม

ข้อ 10 คิดว่า "มันเริ่มกลายเป็น 'วันครบรอบ' ที่แสนวุ่นวายเสียแล้ว"

ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ภาพของเหมาเจ๋อตุงจะถูกแขวนอยู่ตามประตูของจัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค. และในปีนี้จะครบรอบ 65 ปีของการปฏิวัติเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาเจ๋อตุงประกาศว่า "ประชาชนชาวจีนได้ลุกขึ้นสู้" แล้วฝุงชนก็จะส่งเสียงเชียร์

65 ปีถัดมา สีจิ้นผิงได้นำพรรคการเมืองและประเทศที่มีความแตกต่างจากเดิมมาก มีความมั่งคั่ง มีอำนาจมาก แต่ในวันครบรอบปีที่ 65 สาธารณรัฐประชาชนจีนไม่มีข้อความแสดงความเป็นหนึ่งเดียวอื่นใดนอกจากชาตินิยมที่หวาดกลัวคนต่างขาติ สิ่งที่สีจิ้นผิงต้องรีบทำคือการให้นิยาม "ความฝันแบบจีน" ที่จะเป็นการให้แรงบันดาลใจต่อประชาชน ทั้งที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และที่อยู่ในฮ่องกง

เรียบเรียงจาก

Hong Kong: 10 things Xi Jinping might be thinking, BBC, 28-09-2014
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์