นิธิ เอียวศรีวงศ์: คุณสมบัติใหม่ของนายกฯ ไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

ความโง่กลายเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของนายกรัฐมนตรีไทยไปเสียแล้ว อย่างน้อยตลอดเวลาเกือบสี่ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไทยก็ถูกกล่าวหาว่าโง่สืบมาจนถึงทุกวันนี้

"โง่" พจนานุกรมแปลว่า "ไม่ฉลาด" เลยไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงเมื่อคนไทยกล่าวหาใครว่าโง่นั้น หมายความว่าอย่างไรกันแน่ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

มีคำในภาษาอังกฤษคำหนึ่งคือ ignorant หมายถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร คงใกล้กับคำว่า "เขลา" ซึ่งพจนานุกรมท่านแปลว่าไม่รู้เท่าทัน แต่ก็ไม่ตรงทีเดียวนัก เพราะคนเราอาจรู้เรื่องรู้ราวอะไรมากมาย แต่ก็ยังรู้ไม่เท่าทันเขาอีกก็ได้ (ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด)

เป็นไปได้เหมือนกันที่ความหมายของคำโง่ที่ใช้ในภาษาไทยปัจจุบันจะหมายถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราว

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น ถูกกล่าวหาว่าโง่มาตั้งแต่เพิ่งรับตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่นาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกกล่าวหามาตั้งแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งนายกฯ ด้วยซ้ำ

ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าสองคนนี้มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง ยกเว้นอย่างเดียวคือไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน แต่นายกฯ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อนดำรงตำแหน่ง ก็ไม่เคยถูกกล่าวหาว่าโง่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทยในระยะสั้นมาก ก่อนจะถูกผลักดันขึ้นเป็นนายกฯ คุณอานันท์ ปันยารชุน ไม่เคยเยี่ยมกรายมาในการเมือง (ภายใน) ก่อนดำรงตำแหน่งเลย แต่ทั้งสองท่านที่กล่าวถึงนี้ก็ไม่เคยถูกใครกล่าวหาว่าโง่

จะว่านายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าโง่ทั้งสองท่านนี้เรียนหนังสือมาไม่มาก ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะที่จริงแล้วทั้งสองท่านเรียนหนังสือมามากกว่าคนไทยส่วนใหญ่ (คือจบระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า) ถ้าวัดกันด้วยปริญญา ก็สูงกว่านายกรัฐมนตรีไทยอีกหลายคน ซึ่งไม่เคยถูกกล่าวหาว่าโง่เลย เพียงแต่ท่านเหล่านั้นมีประสบการณ์ทางการเมืองมานานเท่านั้น

ฉะนั้น ความหมายของคำว่าโง่ที่คนไทยปัจจุบันใช้ จึงไม่น่าจะหมายถึง ignorant หรือไม่รู้เรื่องรู้ราว และถ้าว่ากันด้วยปริญญาและประสบการณ์ชีวิต ทั้งสองท่านก็น่าจะรู้เรื่องรู้ราวมากทีเดียว แม้ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ตาม (แต่หนึ่งในความรู้ทางการเมืองที่สำคัญคือการบริหารคน ทั้งสองท่านก็น่าจะรู้จักส่วนนี้ของการเมืองดีพอทีเดียว) ตกลงเลยไม่รู้ว่า "โง่" ที่ใช้กันนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่

ดังนั้น ความไม่รู้เรื่องรู้ราวอาจไม่ได้มาจากประวัติทางการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงาน แต่มาจากคำพูดและการกระทำของท่านเอง เช่นพูดอะไรที่ดูไร้เหตุผล พูดผิด หรือพูดแบบไม่ค่อยเข้าใจว่ากลไกทางเศรษฐกิจ, สังคม, การเมืองของไทยนั้นมันเป็นมาอย่างไร และกำลังเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

หากไม่นับการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวใส่ไคล้คุณยิ่งลักษณ์แล้ว ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า เคยมีนายกฯ คนไหนที่ไม่เคยพูดอะไรที่สะเหล่อแบบนี้ หน้าที่หนึ่งของโฆษกรัฐบาลทุกคนคือการแก้ต่างให้นายกฯ ว่า ท่านไม่ได้หมายความแบบนี้ แต่หมายความแบบโน้น ท่านไม่ได้พู้ด ไม่ได้พูด ท่านพูดในเงื่อนไขอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนู้น ฯลฯ แต่ไม่เคยมีนายกฯ ท่านใดที่ถูกกล่าวหาว่าโง่สักราย ยกเว้นสองคนท้ายนี้

ฉะนั้น การพูดอะไรสะเหล่อๆ จึงเป็นคุณสมบัติธรรมดาของนายกรัฐมนตรีไทย และว่าที่จริงของนักการเมืองทั้งโลก

ดังนั้น แม้ว่า "โง่" อาจเกิดขึ้นจากคำพูดและการกระทำ แต่เราก็เคยผ่านคำพูดและการกระทำที่ "โง่" ของนายกฯ มาเกือบทุกคน โดยไม่เคยประณามนายกฯ คนไหนว่าโง่สักที

ยังมีความหมายของคำว่า "โง่" อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเหมือนได้ยินแผ่วๆ แทรกมาทุกครั้งที่คนไทยปัจจุบันใช้คำนี้ นั่นคือเป็นข้อบกพร่องทางชีววิทยา เกิดมาก็โง่เลย (เช่นเดียวกับ "ฉลาด" ก็ดูเหมือนมีความหมายนี้แทรกอยู่ด้วย)

ความหมายนี้แรงนะครับ แรงขนาดที่เราหลีกเลี่ยงจะใช้คำนี้กับคนพิการ แต่ใช้ศัพท์วิชาการเช่นปัญญาอ่อน บกพร่องทางสติปัญญา พัฒนาการช้า ฯลฯ แทน ดังนั้น เมื่อเอามาใช้กับคนปรกติ จึงเชื้อเชิญให้ประกบด้วยไอ้-อี ข้างหน้าอย่างที่หลายคนอาจไม่ทันรู้สึกถึงความหยาบคาย

แต่จะบอกว่าคนไทยเห็นความโง่เป็นความพิการ ซึ่งควรได้รับการปกป้องดูแล ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะดูเหมือนคนไทยจะจัดคนโง่เข้าไปในช่วงชั้นทางสังคมที่ด้อยเสมอ โง่ได้แต่อย่าสะเออะ ตราบเท่าที่เป็นคนเล็กคนน้อยก็พึงได้รับความเอ็นดู

เมื่อผมมาอยู่เชียงใหม่แรกๆ ผมได้ยินคนเชียงใหม่ชอบเล่าเรื่องความ "โง่" ของขมุ ซึ่งเข้ามาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมป่าไม้ของอังกฤษจำนวนมาก (อย่างที่เล่าใน "ฟ้าบ่กั้น" ของ ลาว คำหอม) แต่เล่าเพื่อให้เห็นตลก มากกว่ารังเกียจเดียดฉันท์ ตรงกันข้ามรู้สึกเอ็นดูด้วยซ้ำ และมักชื่นชมกับความซื่อ (จนเซ่อ) ของขมุ

ก็ขมุเป็นแค่แรงงานในกิจการที่คนไทย (คนเมือง) ไม่คิดจะไปทำนี่ครับ ความ "โง่" ของเขาจึงน่ารัก (ความ "โง่" ที่น่ารักนี้คือภาพที่นักเรียนไทยในสหรัฐจำลองตนเองด้วย เมื่อเรียกกันเองว่าเป็น "กะเหรี่ยง")

แต่ความโง่ที่น่ารักของขมุจะหมดไปทันที เมื่อขมุไปเป็นคู่แข่งความรักกับ ม.ร.ว.ป่ายปีน ราชพฤกษ์ (ผมชอบชื่อตัวละครนี้จริงๆ ให้ตายเถอะ) อย่างใน "ฟ้าบ่กั้น" ต่างหาก ที่ขมุจะกลายเป็น "ไอ้โง่" ในสังคมไทยไป

ตลอดชีวิตของผมซึ่งเข้าใจว่ารวมถึงคนไทยอีกจำนวนมากด้วย ได้ยินผู้ใหญ่ดุเด็กว่า "โง่" อยู่เสมอ และเด็กที่ถูกดุอย่างนั้นก็มักเป็นลูกหลาน ซึ่งใช้อะไรไม่ได้อย่างใจผู้ใหญ่เท่านั้น ไม่ได้หมายถึง "ไม่ฉลาด" จริง

ทั้งหมดนี้แปลว่า "โง่" เป็นคำตำหนิที่มีช่วงชั้นทางสังคมแฝงอยู่ แม้เป็นคำแรง แต่ใช้ได้กับคนที่ต่ำต้อยในทางสังคมกว่า และไม่จำเป็นจะต้องมีความหมายไปในทางด่าว่าอย่างรุนแรงก็ได้ เพราะโง่อย่างน่าเอ็นดูก็มี

แต่ "โง่" ที่คนไทยแต่ก่อนมักซุบซิบถึงคนบางคนก็มีใช้ในภาษาไทย และมีความหมายที่แตกต่างจาก "โง่" แบบที่ผู้ใหญ่ดุเด็กแน่ ที่ต้องซุบซิบกันก็เพราะเป็นคำแรง จึงมักไม่พูดดังๆ เจ้าตัวได้ยินแล้วคงโกรธ ถึงไม่ได้ยินก็ดูหยาบคายแก่ผู้ฟัง และ "โง่" อย่างนี้แหละครับ ที่ผมคิดว่าเขาหมายถึงความบกพร่องทางชีววิทยา

ผมไม่ทราบหรอกว่า ความโง่เป็นความบกพร่องทางชีววิทยาจริงหรือไม่ แต่หากโง่ในที่นี้หมายถึงการเรียนรู้ได้ช้ากว่าคนทั่วไป ก็ให้น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าไม่เกี่ยวกับชีววิทยา เพราะปัจจัยที่ทำให้คนเรียนรู้ได้เร็วหรือช้านั้นมีมากกว่าปัจจัยทางชีววิทยาเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่การอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก ขึ้นมาถึงระบบการศึกษาที่ส่งเสริมแต่ความรู้ หากไม่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ หรือความจำเป็นในชีวิตการงานที่กีดกันการเรียนรู้ คิดไปเถอะครับ มีปัจจัยที่ทำให้คนเรียนรู้ช้าหรือไม่เรียนรู้มากทีเดียว

ผมขอยกตัวอย่างจากท่านนายกฯคนปัจจุบันก็ได้นะครับเมื่อท่านบอกนักข่าวว่าท่านพบคำถามในแบบเรียนของนักเรียน ป.1 แล้วตอบไม่ได้นั้น ผมไม่คิดว่าท่าน "โง่" มาแต่กำเนิดเลย หากเป็นเพราะไม่ได้เรียนรู้มากกว่า

ผมเองไม่เคยเจอคำถามอย่างนั้น แต่เชื่อว่าหากนั่งลงอ่านคำถามในแบบเรียน ป.1 ไปเรื่อยๆ ก็ต้องเจอเข้าจนได้ เพราะนักเรียน ป.1 ในปัจจุบัน เรียนอะไรที่แตกต่างจากสมัยที่ผมเรียนมากมายพอสมควร ทั้งด้านเนื้อหาและกระบวนการคิด (เช่นคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน) หากเป็นเนื้อหาที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ก็ไม่มีใครตอบได้หรอกครับ เว้นแต่ไม่หยุดการเรียนรู้ (เช่นดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลมีกี่ดวงกันแน่) หากเป็นกระบวนการคิดก็ต้องให้เวลาตัวเองในการคิดตามวิธีที่เราเคยชิน ซึ่งอาจงุ่มง่ามมาก

ฉะนั้น หากเจอคำถามในแบบเรียน ป.1 ที่ตอบไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าหลักสูตร ป.1 ยากเกินไป แต่อาจหมายความว่าเราต้องย้อนกลับไปดูการศึกษาหลัง ป.1 ทั้งหมดจนจบมหาวิทยาลัย ว่าอะไรทำให้เราหยุดการเรียนรู้หรือเรียนรู้ได้ช้า เพราะจะหวังให้สถาบันการศึกษาสอนเนื้อหาความรู้ที่งอกงามอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน ย่อมเป็นไปไม่ได้

ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ช้าแบบท่านนายกฯ นั้น ไม่ได้เป็นสมบัติของท่านนายกฯ คนเดียว แต่เป็นของคนไทยอีกมากทีเดียว คือก้าวตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและของสังคมไทยเอง ยังใช้แว่นเบอร์เก่ามองโลกและสังคมไทย หรือใช้รองเท้าเบอร์เก่าสวมเท้าที่เปลี่ยนรูปร่างไปแล้ว ทีแรกก็นึกว่าต้องเฉือนเท้าออกนิดหน่อย แต่นับวันก็ยิ่งต้องเฉือนลึกเข้าไปทุกทีจนจะทำให้ใช้เท้าเดินไม่ได้แล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ "โง่" (บกพร่องทางชีววิทยา) นะครับ แต่เพราะไม่เรียนรู้ หรือเรียนรู้ช้าต่างหาก

กลับมาถึงคุณสมบัติความโง่ซึ่งมีแก่นายกรัฐมนตรีไทยสืบมา ผมออกจะเชื่อว่าคนที่ด่านายกรัฐมนตรีว่า "อีโง่" หรือ "ไอ้โง่" ไม่ได้คิดจริงๆ ว่าหญิง-ชายคู่นี้ "โง่" หรือ "ไม่ฉลาด" ตามนิยามของพจนานุกรม แต่เพราะรู้ว่าคำนี้เป็นคำแรงในภาษาไทย จึงตั้งใจใช้คำนี้ให้สะใจ

แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นผลมาจากโทสวาทหรือ hate speech ที่แพร่หลายในเน็ต อันที่จริงในเน็ต เขาใช้คำแรง (และหยาบคาย) กว่านี้เสียอีก แต่ไม่ติดตลาดเท่ากับ "โง่" ทั้งนี้ ก็เพราะที่สำคัญกว่าความแรงของคำที่ใช้ ก็คือการข้ามช่วงชั้นทางสังคมต่างหาก

นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐ พูดแบบเก่าคือเป็นผู้ใหญ่ที่สุดของประเทศ เราจะตำหนิผู้ใหญ่ขนาดนี้อย่างไรก็ได้ (ท่ามกลางเสรีภาพของสื่อซึ่งสื่อไม่ให้ความสำคัญ) แต่ต้องมุ่งโจมตีแต่ตัวบุคคลคือนายกฯ ไม่ได้มุ่งหมายจะประกาศการข้ามกำแพงแห่งช่วงชั้นทางสังคม เพราะผู้ตำหนิเองก็ยังอยากรักษากำแพงนั้นไว้สำหรับความปลอดภัยของตนเอง

ไม่ว่าจะน่าเอ็นดูหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เด็ก

การโจมตีนายกฯ ว่า "โง่" จึงสะท้อนความปั่นป่วนของสังคมไทยซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปั่นป่วนอย่างไร้ระเบียบเสียเลยนะครับ แต่ปั่นป่วนเพราะรากฐานสำคัญอย่างหนึ่งของระเบียบคือช่วงชั้นทางสังคม หรือรองเท้าเก่าที่เราใช้มาสักร้อยปีที่ผ่านมา กำลังถูกตั้งคำถาม หรือกำลังถูกถอดทิ้งไป แม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็หาความมั่นคงในช่วงชั้นไม่ได้

ช่วงชั้นทางสังคมมันรวนไปหมดแล้วล่ะครับแต่คนไม่เรียนรู้เองจึงพากัน "โง่" ในความหมายนี้กันอย่างกว้างขวาง

ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่านายกฯ สองคนนี้เท่านั้นที่ถูกกล่าวหาว่าโง่ นายกฯ คนต่อไป ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย, เลือกตั้งแบบเผด็จการ หรือแต่งตั้งกันหน้าตาเฉย ก็จะถูกกล่าวหาว่าโง่เหมือนกัน เพราะเขาหรือเธอต้องเป็นนายกฯ ท่ามกลางความแปรปรวนของช่วงชั้นทางสังคมที่มีมาตามประเพณีอย่างแน่นอน

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์  3-9 ตุลาคม 2557

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์