เลิกรัฐธรรมนูญ เลิกกฎหมายลูกด้วยหรือไม่

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

อนุสนธิการเสนอถอดถอนอดีตนักการเมืองต่อ สนช.ของ ปปช.โดยอ้างว่าเป็นการใช้อำนาจตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโต้แย้งว่าก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว ความผิดตามรัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้วก็ต้องหมดไปด้วยสิและบางท่านให้ความเห็นเลยไปอีกว่า พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วยเช่นกัน

จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย คือ

1) พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกยังมีสถานะเป็นกฎหมายอยู่หรือไม่

2) ความผิดตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้วจะสามารถนำมาถอดถอนตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกยังมีสถานะเป็นกฎหมายอยู่หรือไม่

ในประเด็นนี้มีความเห็นแบ่งได้เป็นสามฝ่าย ฝ่ายแรกยึดถือตามทฤษฎีของ Hans Kelsen นักกฎหมายชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลกเห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สถาปนากฎหมายขึ้นทั้งระบบ เพราะรัฐธรรมนูญก่อตั้งองค์กรที่ให้อำนาจในการออกกฎเกณฑ์ระดับต่างๆทุกประเภทที่มีผลผูกพันให้บุคคลในสังคมนั้นต้องปฏิบัติตาม ฉะนั้น หากมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญเมื่อใด นั่นคือระบบกฎหมายทั้งหมดถูกยกเลิกไปด้วย

แต่ฝ่ายที่สองเห็นว่าในประเด็นของกฎหมายทั่วๆไปที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับตัวรัฐธรรมนูญโดยตรง เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายภาษีอากร กฎหมายที่ดิน ฯลฯ รวมถึงกฎหมายอื่นๆที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญก็เป็นที่ชัดเจนในทางปฏิบัติมาโดยตลอดว่า กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพราะหากให้กฎหมายเหล่านี้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญด้วยก็เท่ากับปล่อยให้รัฐไม่มีกฎหมายใดๆใช้บังคับเลย บ้านเมืองก็จะเกิดความวุ่นวายถึงขั้นเป็นอนาธิปไตยได้ ฉะนั้น จึงมีเฉพาะกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญโดยตรงที่จะต้องสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกยกเลิกไปนั้น

ส่วนฝ่ายที่สามตามความเห็นของ Joseph Raz เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดเงื่อนไขความสมบูรณ์ของกฎหมายที่จะตราขึ้นใช้บังคับ ฉะนั้น เมื่อกฎหมายใดๆที่ถูกตราขึ้นแล้วตรงตามที่เงื่อนในรัฐธรรมนูญในขณะนั้นบัญญัติไว้ กฎหมายนั้นย่อมเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ในตัวของมันเองโดยไม่ต้องผูกพันความสมบูรณ์ของมันกับรัฐธรรมนูญอีกต่อไป แนวคิดนี้สามารถอธิบายให้เข้าใจโดยการเปรียบเทียบเหมือนกับความสัมพันธ์ของสายรกที่เชื่อมระหว่างผู้เป็นมารดากับทารกระหว่างที่อยู่ในครรภ์ เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ความมีชีวิตหรือลมหายใจของทารกนั้นย่อมเป็นอิสระจากมารดา แม้ผู้เป็นมารดาจะเสียชีวิตไปแล้วทารกก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้

ไทยเราเท่าที่ปฏิบัติมาภายหลังการรัฐประหารนั้นเป็นไปในแนวทางที่สามแต่ค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องอื่นเขา คือมีทั้งประกาศยกเลิก เช่น  ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการสิ้นสุดการปฎิบัติหน้าที่ ฯลฯ และหากต้องการเน้นว่ากฎหมายใดยังคงอยู่ก็จะประกาศเป็นกรณีๆไป เช่น ให้ศาลทั้งหลายยังคงอยู่ ให้ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยนั่นนี่ยังคงอยู่หรือให้วุฒิสภาคงอยู่แต่อีกไม่กี่วันถัดมาเกิดเปลี่ยนใจยกเลิกเสียดื้อๆงั้นแหล่ะ ฯลฯ ส่วนที่ไม่ได้ประกาศก็ให้ไปตีความเอาเองตามใจชอบ เช่น พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯที่ปัจจุบันทะเลาะกันจนศาลแทบแตก สำหรับกรณีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 นั้นก็ชัดเจนว่ามีประกาศ คสช.ฉบับที่ 5/2557 ว่าองค์กรอิสระ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงไม่จำต้องตีความอีก

ความผิดตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้วจะสามารถนำมาถอดถอนตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นนี้สามารถนำแนวความ Joseph Raz ที่ได้อธิบายถึงหลักนิติธรรมไว้ข้อหนึ่งว่ากฎหมายต้องมีผลไปข้างหน้ามากกว่ามีผลย้อนหลัง จริงอยู่ในขณะที่อดีตนักการเมืองกระทำความผิดรัฐธรรมนูญปี 50 ยังมีการบัญญัติว่าเป็นความผิด(ตามความวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ) แต่เมื่อขณะที่จะลงโทษซึ่งก็คือถอดถอนนั้นรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้วและรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว)ปี 57 ก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงเป็นการลงโทษโดยในขณะที่ลงโทษไม่มีกฎหมาย(รัฐธรรมนูญ)รองรับว่าเป็นความผิด ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ(nullum crimen sine lege, nulla poena sine lege  หรือ no crime or punishment without law)”นั่นเอง

กล่าวให้เข้าใจง่ายๆก็คือ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายยังคงอยู่ตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศยกเลิกซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2556 ที่ออกตามรัฐธรรมนูญปี 50 ด้วย ซึ่งจะเขียนถึงเป็นการเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง และต่อคำถามที่ว่าแล้ว สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่ก็ต้องตอบว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนได้แน่นอน แต่ต้องไม่ใช่ความผิดตามรัฐธรรมนูญฯปี 50 คงถอดถอนได้เพียงนักการเมืองซึงในที่นี้หมายถึง สนช. ครม.และข้าราชการระดับสูงตาม พรบ.ปปช.ประกอบมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญฯ(ชั่วคราว) ปี57 เท่านั้น

จากการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นมุมมองทางนิติศาสตร์ล้วนๆ ยังไม่รวมถึงมุมมองทางรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วยความชอบธรรมในการเข้าสู่ตำแหน่งของ สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แต่จะไปใช้อำนาจถอดถอนผู้ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยข้อหาที่นักวิชาการทั่วโลกพากันส่ายหน้า เช่น การแก้รัฐธรรมนูญให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นความผิดข้อหาล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

ผู้ปกครองมาแล้วก็ไป ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แต่คดีตามประมวลอาญามาตรา 157 นั้น มีอายุความยาวถึง 15 ปี  น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะครับ

 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์