คนไทยขอลี้ภัยในต่างประเทศ สู้..เพื่อประชาธิปไตยให้แผ่นดินแม่ สู้..อย่างไร


การจะตอบคำถามที่ว่า “ทำไมต้องหลบลี้ หนีภัย ไปอยู่ต่างประเทศ” ของคนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขณะนี้น่าจะได้คำตอบและยอมรับตัวเองแล้วว่าเป็น “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อาจจะมึนงง สับสน ไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไรกับอนาคตหรือชีวิตของตัวเอง เมื่อไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย กับการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

คนไทยที่ออกไปลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของชาวต่างชาติ หรือรัฐบาลต่างประเทศมากนัก เพราะตลอดเวลากว่าร้อยที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยผ่านวิกฤติสงครามกลางเมือง หรือ สงครามระหว่างประเทศ ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนเป็นจำนวนมากมาก่อน

หากบอกว่า เป็นคนไทย จะขอลี้ภัยทางการเมือง สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้สนใจ หรือไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย ระยะ 7-10 ปีที่ผ่านมา อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย จึงต้องกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศอื่น

เพราะความรู้สึก หรือการรับรู้ของคนเกือบทั่วโลกที่ว่า ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม คนไทยรักสงบ ประเทศไทยไม่เคยมีความขัดแย้งรุนแรงกับใคร หรือไม่เคยขัดแย้งกันเองในหมู่คนไทยด้วยกัน

ต่างชาติไม่เคยเห็นภาพคนไทยต้องหอบลูกจูงหลานหนีตาย ไปพึ่งใบบุญประเทศอื่น มีแต่คนบ้านเมืองอื่นมาพึ่งใบบุญประเทศไทย ตามการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐไทยที่ผ่านมา

แต่ปัจจุบัน ประเทศไทย สังคมไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนแปลงไปแล้วด้วยหลายเหตุ หลายปัจจัย

ความจริงแล้ว ประเทศไทยและสังคมไทย เป็นสังคมปิดมาโดยตลอด จะด้วยความหวาดกลัวจากยุคล่าอาณานิคมที่ยังหลงเหลือติดค้างไม่ได้จางหายก็มีส่วนอยู่มาก ความหวาดกลัวนี้ถูกแทรกซึม เร้นแฝงอยู่ในระบบการศึกษา ค่านิยมและประเพณีวัฒนธรรมที่บ่มเพาะความเป็นคนไทยมาโดยตลอด

คนไทยยังไม่ไว้วางใจคนเชื้อชาติอื่น ศาสนาอื่น อาจจะมีความเป็นมิตรไมตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่จะให้ไว้ใจ เชื่อมั่นคงไม่ใช่

เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไป ความเป็นโลกาภิวัตน์เข้ามาแทนที่ การไหลทะลักเข้ามาของทุนนิยมเสรี หลักคิด ความเชื่อในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเจริญก้าวหน้าทางการสื่อสารของมวลมนุษยชาติ

ทำให้สังคมปิดแบบไทยๆ จึงถูกบีบคั้น ถูกกดดัน จากโลกภายนอกอย่างรุนแรงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และอย่างที่พวกเราคนไทยได้เห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วในขณะนี้

การต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย กลุ่มผู้มีอำนาจที่ควบคุมโครงสร้างสังคมไทยในเกือบทุกมิติ ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้ซึมซับการต่อสู้ของบรรพบุรุษที่เคยต่อสู้กับฝรั่งมาแล้วในยุคล่าอาณานิคม จึงปฏิเสธกระแสโลกยุคใหม่ กลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์และมีอำนาจที่ต้องรักษาไว้ ก็รวมกลุ่มกัน เพื่อต่อรองและต่อสู้ซึ่งกันและกัน

ส่วนประชาชนที่ถูกบังคับกล่อมเกลาให้อยู่กับความเป็นสังคมไทยแบบปิดก็ต่อสู้อยู่กับกลุ่มประชาชนคนไทยที่ต้องการปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับกระแสโลกยุคใหม่ ที่ให้โอกาส ให้สิทธิเสรีภาพในการดำรงชีพมากกว่าสังคมไทยในอดีต

ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้เอง จึงบังเกิดเป็นสี เป็นขั้ว เป็นพรรค เป็นสถาบัน เป็นภาค เป็นจังหวัด ลึกลงไปถึงเป็นครอบครัวเสียด้วยซ้ำ

แม้จะไม่ใช่สงครามกลางเมือง แต่ก็เริ่มส่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วงและน่ากลัว เชื่อว่าคนไทยทุกคน ทุกกลุ่มก็เห็นสัญญาณอันตรายนี้ แต่เพราะอะไร ถึงไม่ผนึกกำลังกันหยุดยั้ง ป้องกัน หนำซ้ำกลับแก้ปัญหา หาทางออกให้กับประเทศด้วยวิธีการที่สวนทางกับกระแสโลกยุคใหม่เข้าไปอีก นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาแล้ว กลับยิ่งสร้างปมปัญหาใหม่ ที่จะเพิ่มเชื้อไฟให้วิกฤติความขัดแย้งจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทย ณ เวลานี้อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “ฟ้าต่ำ หินแตก และแยกแผ่นดิน” เป็นประเทศที่ยังมองไม่เห็นอนาคต

คนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมอยู่กับอนาคตที่มืดมน ไม่เห็นแสงสว่างเลยต้องอพยพหลบหนี ทิ้งแผ่นดินของตัวเองกันออกมา

“เราพยายามเคลื่อนไหว เรียกร้องเพื่อกระตุ้นเตือนสังคมไทยแล้วว่า การจะแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องเป็นไปในแนวทางที่โลกเขายอมรับ เราไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร เพราะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม พวกเราจึงเคลื่อนไหวคัดค้าน เพื่อสะท้อนให้คนไทยได้เห็น แต่สุดท้ายก็ถูกกล่าวหา จึงไม่อาจจะที่อยู่สู้ที่เมืองไทยต่อไปได้” ความรู้สึกของนักศึกษาคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อต้านการทำรัฐประหารในประเทศไทย และได้หลบหนีมาอยู่ในอเมริกา และขณะนี้อยู่ระหว่างการขอลี้ภัยทางการเมือง

คนไทยที่หนีภัยทางการเมืองอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ ไม่มีใครทราบจำนวนที่ชัดเจน และส่วนใหญ่ไม่พร้อมที่จะเปิดเผยตัวเอง เพราะนอกจากอยู่ระหว่างการขอวีซ่าเพื่อลี้ภัยการเมืองแล้ว พวกเขายังมีพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เมืองไทย การเคลื่อนไหว หรือการให้สัมภาษณ์ใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองในประเทศไทย เกรงจะเกิดผลกระทบกับครอบครัว ญาติพี่น้องที่เมืองไทย

อาจจะเรียกได้ว่า ปี พ.ศ.2557 น่าจะเป็นปีที่มีกลุ่มคนไทยหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อขอลี้ภัยการเมือง อยู่ในต่างประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็ว่าได้ เพราะมีหลายกลุ่ม หลายคณะ หลายอาชีพ ทั้งทางตรง และทางอ้อม ทางตรงคือเข้ามาพร้อมๆ กับการยื่นเรื่องขอวีซ่าลี้ภัยทางการเมืองทันที (Asylum Visa)

ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ รัฐบาลของประเทศที่จะยื่นขอ จะต้องทำการพิสูจน์ทั้งหลักฐาน การสัมภาษณ์เจาะลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า หากบุคคลที่ยื่นขอ เดินทางกลับประเทศตัวเองแล้ว จะไม่ปลอดภัยถึงขั้นต้องเสียชีวิต ติดคุก หรือถูกทำร้ายทำร้ายหรือไม่

ขณะเดียวกัน บุคคลที่ยื่นขอจะต้องไม่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการใช้ความรุนแรง เป็นสมาชิกของกลุ่มองค์กรที่ใช้ความรุนแรง มีคดีอาญชกรรมติดตัว หากพิสูจน์ ตรวจสอบด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนแล้วก็ได้รับอนุมัติในเวลาเพียงไม่นาน

ส่วนกลุ่มที่ลี้ภัยการเมืองทางอ้อม ก็อาจจะหอบเงินเข้ามาทำธุรกิจ ลงทุนในจำนวนเงินที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ กำหนด หรืออาจจะมาเป็นโรบินฮู้ดไปก่อนแล้วค่อยๆ หาช่องทางเพื่อที่จะอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ขอลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ และอีกฐานะหนึ่งคือ เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Free Thai Organisation for Human Rights and Democracy) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วขณะนี้ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องหนีออกมาต่อสู้ในต่างประเทศว่า “หัวใจสำคัญที่ผมตัดสินใจหนีออกมาสู้ในต่างประเทศ เพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เราต้องการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม กี่ปี่มาแล้ว กี่ครั้งมาแล้ว ที่ประเทศไทยเกิดการทำรัฐประหาร แต่สุดท้ายประเทศก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แสดงว่ามันต้องมีอำนาจอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คนไทยเป็นเจ้าของอธิปไตยอย่างแท้จริง หรือไม่ต้องการที่ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ”

ความเป็นอดีตนักการเมือง ออกมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในต่างประเทศ อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ชอบธรรมในการเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพราะอาจจะถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

“ผมลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทยด้วยซ้ำ และตอนนี้ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว หรือแม้แต่กับกลุ่ม นปช. ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว ผมเคลื่อนไหวในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเท่านั้นเอง” นายจารุงพงศ์ กล่าวยืนยันจุดยืนและสถาภาพของตัวเองในขณะนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า หากเมืองไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ก็จะไม่เล่นการเมืองอีกต่อไปแล้วเช่นกัน

พร้อมทั้งย้ำด้วยว่า การถือกำเนิดขึ้นขององค์การเสรีไทยฯ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือใดๆ จากพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือตระกูลชินวัตร

“คุณทักษิณเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐประหาร มีชะตากรรมเดียวกับคนไทยที่ถูกยึดอำนาจไป ซึ่งคุณทักษิณ ไม่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรเสรีไทยเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านใด เราเป็นกลุ่มคนไทย ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ประชาชน นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ที่รักในประชาธิปไตย และมีเป้าหมายเดียวกันคือการคัดค้านรัฐประหาร ต้องการให้ประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เรารวมตัวกัน สนับสนุนช่วยเหลือกันเอง ดูแลกันเอง โดยได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญ” นายจารุพงศ์ชี้แจง

กลุ่มคนไทยที่ทำธุรกิจ ทำงาน เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว และมีหัวใจรักประชาธิปไตย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ที่คอยให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวขององค์การเสรีไทยฯ และกลุ่มคนไทยผู้ขอลี้ภัยทางการเมือง

“ไม่ชอบเผด็จการ ไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้เสียที ประเทศเรายังพัฒนาไปไม่ถึงไหนเพราะอะไร เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้เราออกมาต่อสู้” คุณศักดิ์ เครือข่ายเสรีไทยฯ จากประเทศเบลเยียมบอกกล่าวถึงความรู้สึก และให้ข้อมูลด้วยว่า มีคนไทยที่หนีออกมาอยู่ในประเทศเบลเยียมหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประมาณสิบคน บวกกับกลุ่มคนไทยที่มาก่อนหน้านี้อีกเป็นจำนวนหลายร้อยคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะแสดงตัว จะแสดงออกผ่านเฟซบุ๊ก หรือ โซเซียลมีเดียกันมากกว่า เพราะยังมีความกลัวและไม่มั่นใจ แต่เชื่อว่านับจากนี้ไป ก็จะมีการเคลื่อนไหวที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

คุณแพท เครือข่ายเสรีไทยฯ ในสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมาโดยตลอด และจะต่อสู้ต่อไป คนไทยในเบลเยียมมีเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศเผด็จการ แต่ยังรวมตัวกันไม่ได้ และไม่กล้าเปิดเผยตัว ที่เปิดเผยตัวมีเพียงแกนนำไม่กี่คน แต่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวจะได้รับการสนับสนุนจากคนที่ไม่พร้อมที่จะออกมา

คุณต้น เครือข่ายเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา บอกว่า ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาเป็นเวลา 14-15 ปีแล้ว เคยถูกจับกุม คุมขังในเมืองไทยมาแล้วด้วย การที่เข้าร่วมต่อสู้ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นครั้งสำคัญในชีวิต เพราะถือเป็นการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ต่อสู้กับความอยุติธรรมในประเทศไทยอย่างเป็นระบบครั้งแรก

“ผมอยู่ในต่างประเทศมาก่อน ผมเห็นประเทศอื่นเขาพัฒนาก้าวหน้าไปกว่าเรามากแล้ว ทั้งๆ ที่บางประเทศเคยล้าหลังกว่าเรามาก แต่ดูประเทศไทยของเราในวันนี้สิ ผมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือน้อยอกน้อยใจแทนคนไทยทั้งประเทศ ทุกครั้งที่เห็นพลเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีชีวิตอย่างสุขสบาย มีความมั่นคงในอาชีพการงาน ได้รับการดูแลในแง่สวัสดิการจากรัฐบาลเป็นอย่างดี เขาอยู่ในประเทศของเขา อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่คนไทยในประเทศไทย ทำไมถึงอยู่ในบ้านเมืองตัวเองอย่างไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและเกียรติยศในความเป็นเจ้าของประเทศมาโดยตลอด..ทำไม” คุณต้นเปรียบเทียบอย่างน้อยอกน้อยใจ

คุณต้นกล่าวว่า สิ่งที่เครือข่ายเสรีไทยจะต้องทำ คือการเปิดเผยความจริงให้ชาวโลกได้รับรู้ ให้สังคมโลกเห็นความอยุติธรรมในประเทศไทย การที่คนไทยถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะต้องร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหานี้ในประเทศไทย

“ประเทศไทยของเราในเวลานี้ ถูกควบคุม หรือยึดครองไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากร หรือโอกาสของการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของผู้มีเงินมีอำนาจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ คนส่วนน้อยควบคุมเกือบทุกอย่าง ดังนั้น คนไทยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งพลังของชาวต่างชาติที่เขารักประชาธิปไตย ต้องรวมเป็นพลังเพื่อแก้ปัญหานี้ในประเทศไทยให้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้ว เราจะเป็นฝ่ายชนะ” คุณต้นกล่าว

คุณลุงวู้ดดี้ อายุ 70 กว่าปีและเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เครือข่ายเสรีไทยฯ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ตนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 14 ตุลา 16 ความตั้งใจของคนไทยในอเมริกา คือการต่อต้านกับเผด็จการที่ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย อันนี้ชัดเจน ประเทศไทยเริ่มต้นเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสมัยคุณชาติชาย สมัยคุณทักษิณ แต่สุดท้ายก็ถูกรัฐประหารไปเสียทุกครั้ง

“คนไทย และประเทศไทย ไม่ควรจะตกอยู่ในวังวนนี้อีกแล้ว ผมสู้มาเยอะแล้ว ถึงตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว จะสู้จนชีวิตจะหาไม่ จะสู้กับมันจนวันตาย เพื่อให้คนไทยได้อิสรภาพ และเสรีภาพกลับคืนมา เมื่อเราได้เห็นความเจริญของประเทศที่พัฒนามาแล้ว ผมต้องการเห็นเมืองแม่ของเรา มีการพัฒนาประเทศให้เจริญเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขาพัฒนาแล้วบ้าง เราจะต้องไม่ให้ลูกหลานของเราต้องมามีชะตากรรมเหมือนกับเรา เราจะต้องต่อสู้เพื่อเขาและเพื่ออนาคตของเขา” คุณลุงวูดดี้กล่าว

คุณรัฐ เครือข่ายเสรีไทยจากประเทศไทย กล่าวว่า เห็นภาพการทำร้ายประชาชนครั้งแรกในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้เห็นความอยุติธรรมในประเทศไทย จากนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อเกิดการทำร้ายประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 และเห็นการต่อสู้ของประชาชนตัวเล็กๆ อย่างคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ รวมทั้งเมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ทำให้ตาสว่างขึ้น จึงเข้าร่วมที่จะเคลื่อนไหวให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

“การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารในประเทศไทยเวลานี้ ยังมีอยู่ และมีจำนวนมากด้วย แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน จะเคลื่อนไหวผ่านการใช้ไลน์ เฟซบุ๊ก เป็นหลัก เพราะถ้าออกมาแล้วจะโดนจับ ถามว่า อยากออกมามั้ย ก็อยากจะออกมา แต่ยังมีกฎอัยการศึก บางคนเมื่อออกมาแล้วก็ถูกจับกุม หรือโดนติดตามตัว มากๆ เข้าก็จะฝ่อไป หรือท้อไปกันเยอะ บางคนคิดว่า สู้ไปก็ไม่ชนะ ที่สำคัญขณะนี้ เราขาดแกนนำที่จะออกมาสู้ ถ้ามีแกนนำ จะทำให้เกิดเป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ได้มาก” คุณรัฐกล่าว

การพูดคุยกันของกลุ่มบุคคลที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ ที่เข้าร่วมเครือข่ายเสรีไทย และกลุ่มเคลื่อนไหวจากประเทศไทย หลายคน ไม่เคยร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ นปช.มาก่อน เพียงแต่เป็นผู้ติดตาม บางประเด็นก็เห็นด้วย และบางประเด็นก็ไม่เห็นด้วยกับ นปช. บางคนระบุชัดเจนว่าไม่ชอบ และไม่พอใจ พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ และ กลุ่ม นปช. อยู่หลายเรื่อง

สิ่งที่คนกลุ่มนี้รู้สึกร่วมกันคือ การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้กับแผ่นดินแม่ของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อ นปช. ไม่ได้รับใช้พรรคเพื่อไทย และไม่ได้เป็นทาส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่ถูกกล่าวหาจากคนไทยบางกลุ่ม และรัฐบาลเผด็จการทหารในประเทศไทย นี่เป็นประเด็นสำคัญ

ส่วนวิธีการและรูปแบบการเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มนั้น ก็จะเป็นอิสระจากกัน ไม่ติดยึดอยู่กับองค์การเสรีไทยฯ แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ การจะปลดแอกประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่กดหัว หรือ กดทับคนไทยอยู่ในขณะนี้