พระสุเทพกับสวนโมกข์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุอย่างกะทันหัน จากนั้นจึงเดินทางไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลารามในทันที ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยจากสาธารณชนถึงสาเหตุของการบวชในครั้งนี้  พระสุเทพยืนยันว่าเขาปรารถนาจะเว้นวรรคกิจกรรมทางการเมือง เพื่อใช้เวลาแสวงหาความสงบและศึกษาพระธรรม ไม่ได้บวชเพราะเหตุผลทางการเมืองอย่างที่หลายคนตั้งข้อสันนิษฐาน

กระนั้นคำถามในทางพระวินัยยังคงมีอยู่ว่า ไฉนบุคคลผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและผอ.ศอฉ. ระหว่างเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 53 จึงได้รับการอนุญาตให้บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาได้

สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นนักการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับสวนโมกขพลารามมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยความที่เป็นคนใต้และมีฐานเสียงอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สุเทพกับครอบครัวจึงมักเดินทางแวะเวียนมาที่วัดแทบจะทุกปีและเป็นที่รู้จักดีในหมู่พระผู้ใหญ่ของสวนโมกข์ จึงไม่น่าแปลกใจที่พระสุเทพจะถือเป็นพระบวชใหม่วีไอพี ไม่ได้มีสถานะเป็นพระนวกะอย่างพระรูปอื่นๆ ที่เลือกมาจำพรรษาที่นี่

ในช่วงแรกของการบวช พระสุเทพยังคงต้องเดินทางไปให้การในชั้นศาล ภาพที่เห็นคืออดีต ผอ.ศอฉ. ในชุดจีวร เดินเคียงคู่มากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ไกลจากกลุ่มสหายทางการเมืองของเขา ปรากฏภาพพระครูใบฎีกามณเฑียร หรือหลวงพี่จ้อย พระมหาเถระของสวนโมกข์คอยทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงติดตามพระสุเทพไปศาล ส่วนภายในวัด นอกเหนือจากคนขับรถ บอดี้การ์ด (ทั้งในชุดดำและชุดขาว) เฝ้าคอยอารักขา ก็ยังมีพระอาจารย์ทวี พระมหาเถระอีกรูปหนึ่งของสวนโมกข์คอยทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยง ยามที่พระสุเทพต้องเดินทางไปไหนมาไหน


 

พระสุเทพได้รับการต้อนรับจากสวนโมกขพลารามอย่างอบอุ่น มีคนกล่าวว่าตั้งแต่ท่านอาจารย์พุทธทาสมรณภาพไป ก็มีช่วงเวลานี้ที่สวนโมกข์กลับมาคึกคักอีกครั้ง ในวันตักบาตรสาธิตหรืองานบุญใหญ่ประจำปี พุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมงานกันแน่นขนัด ยื้อแย้งใส่บาตรพระสุเทพจนแทบเบียดกันล้ม ญาติโยมเหมารถบัสมาจากทั่วทุกสารทิศ โดยมีเป้าหมายเฉพาะยิ่งกว่าการมาฟังเทศน์ฟังธรรมหรือศึกษางานท่านอาจารย์พุทธทาส  นั่นคือการมากราบและถ่ายรูปกับ “หลวงลุงกำนัน”

จากไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เดินสายปลุกมวลมหาประชาชนให้ลุกฮือขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อภารกิจทางโลกสำเร็จเสร็จสิ้น เขาก็หันมาสู่ภารกิจทางธรรม พระสุเทพกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างที่ไม่อาจหาใครมีบารมีเทียมเท่า เพียงไม่กี่เดือนที่บวชเป็นพระ เขาได้เขียนจดหมายหลายฉบับเชิญชวน “ญาติโยม กปปส.” มาร่วมปฏิบัติธรรมกับเขาที่สวนโมกข์นานาชาติและสถานปฏิบัติธรรมบนเกาะสมุย สร้างกระแสให้แก่การปฏิบัติธรรมตามแนวทางอานาปานสติอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทว่ากลับไม่มีใครในสวนโมกข์กล้าลุกขึ้นมาทักท้วงว่า การเชิญชวนแต่เฉพาะญาติโยมกลุ่ม กปปส. นั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับความเป็นพระ และเป็นมติที่สังฆะสวนโมกข์เห็นพ้องต้องกันว่าสมควรแล้วจริงๆ หรือไม่?

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พระสุเทพยังเดินหน้าสร้างผลงานผลักดันนโยบายด้านการศาสนาอย่างที่ไม่มีพระรูปใดในสวนโมกข์แม้แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล้าทำมาก่อน พระนวกะรูปนี้ดำริให้มีโครงการอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศล ถึงสองรุ่นภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน แต่ละรุ่นมีผู้เข้าร่วมอุปสมบทกว่าร้อยคน โดยมีการประสานงานกับทางเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้มาร่วมเป็นประธานพิธีอุปสมบทดังกล่าวด้วย

เพียงแค่การที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ นักการเมืองผู้เจนจัด ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เปลี่ยนสถานะของตัวเองมาเป็นแกนนำม็อบ กปปส. ผู้คนจำนวนหนึ่งก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่นักการเมืองอีกต่อไป และเชิดชูให้ “ลุงกำนัน” กลายเป็นวีรบุรุษผู้นำการปฏิวัติประชาชน  และเพียงแค่เขา เปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นสมมติสงฆ์เพียงไม่กี่เดือน ผู้คนจำนวนนั้นก็พร้อมจะเชื่อถือและยกย่อง “หลวงลุงกำนัน” ราวกับเป็นพระอริยเจ้า ปกนิตยสาร LIPS ฉบับล่าสุด ฉายภาพพระสุเทพในจริยวัตรอันงามงด เยื้องย่างอยู่ในสวนโมกขพลารามโดยมีดอกสาละบานสะพรั่งเป็นฉากหลัง พร้อมคำโปรย “ปภากโร แสงสว่างแห่งปัญญา” เพียงเวลาไม่นาน สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวที่สุดคนหนึ่ง สามารถถูกชุบตัวให้กลายเป็นอริยบุคคลผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยผ้าเหลือง ...และโดยสวนโมกข์... ราวกับเล่นแร่แปรธาตุ ราวกับเสกสังกะสีให้เป็นทองคำ

ความที่เขาสั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองระดับชาติมาอย่างโชกโชน สุเทพ เทือกสุบรรณ สามารถหาช่องทางต่อรองผลประโยชน์ในพื้นที่ทางการเมืองของศาสนาได้ไม่ยาก พระสุเทพได้กลายเป็นต้นแบบของพระนักการเมือง ซึ่งใช้ช่วงเวลาระหว่างการอุปสมบทในการรักษาฐานมวลชนของตนโดยใช้สวนโมกขพลารามเป็นฐานที่มั่น สร้างความสับสนจนยากจะแยะแยะข้อแตกต่างระหว่างศรัทธาต่อลุงกำนันกับศรัทธาต่อหลวงลุงกำนัน บารมีในทางโลกกับบารมีในทางธรรม มวลชนทางการเมืองกับผู้เลื่อมใสในพระศาสนา กระทั่งการเผยแผ่ศาสนากับการหาเสียง...  

พระสุเทพกำลังใช้สวนโมกข์เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือสวนโมกข์กำลังใช้พระสุเทพเป็นเครื่องมือทางการเมืองอยู่กันแน่? เป็นไปได้หรือไม่ ที่ทั้งพระสุเทพและพระในสวนโมกข์ต่างก็ได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายฐานของผู้มีจิตศรัทธา โดยมีเส้นแบ่งระหว่างทางโลกกับทางธรรมอยู่เพียงบางๆ เท่านั้น

หากพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ พระสุเทพจะได้รับอภิสิทธิเหนือพระนวกะรูปอื่นๆ อย่างที่เป็นอยู่หรือไม่? หากพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ พระสุเทพจะกล้าเชิญชวนญาติโยม เฉพาะฝั่ง กปปส. มาเข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือไม่? หากพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ พระสุเทพจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นเทศน์ อบรมสั่งสอนญาติโยมบนลานหินโค้งหรือไม่? หากพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะยอมให้มีการจัดอุปสมบทหมู่เสมือนพิธีการอันปราศจากแก่นสารเช่นนั้นหรือไม่?

สวนโมกขพลารามกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จิตวิญญาณและอุดมการณ์ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้วางรากฐานไว้ทำให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่อันมีอิสระปัญญาและไม่เคยตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มใดได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คณะสงฆ์ของรัฐ หรือระบบเส้นสายหลายมาตรฐาน แต่นับวันสวนโมกข์ดูจะกลายสภาพเป็นวัดธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแสงสว่างทางปัญญาใดๆ ให้แก่สังคมอีกต่อไป ยิ่งเจ้าอาวาสและคณะผู้บริหารวัดชุดใหม่ เลือกที่จะแยกวัดออกจากธรรมทานมูลนิธิ แล้วกลับเข้าสู่โครงสร้างการปกครองภายใต้คณะสงฆ์ของรัฐอย่างเต็มตัว ก็ยิ่งเห็นได้ชัดถึงการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและจุดยืนทางโลกุตรธรรมของสวนโมกข์

“พระสุเทพกับสวนโมกข์” นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของสังฆะสวนโมกข์ในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นปรากฏการณ์ที่จะถูกจดจำในฐานะส่วนสำคัญของของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นการเมืองอย่างยิ่งของพุทธศาสนาไทยภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ “พุทธศาสนาที่ไม่ (ควร) เกี่ยวข้องกับการเมือง” ทว่าในความเป็นจริง อะไรก็ตามที่ลอยตัวอยู่เหนือเกมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ ย่อมหมายความว่าอำนาจนั้นมีอิทธิพลและความเป็นการเมืองอยู่ข้างหลังฉากอย่างเหนือชั้นยิ่งยวด

อย่างที่สุเทพ เทือกสุบรรณแสดงให้เห็นถึงทักษะการห้อยโหนอำนาจนั้นอย่างหาตัวจับยาก ไม่ว่าจะเป็นในทางโลกหรือทางธรรม ไม่ว่าจะเป็นในความเป็นนักการเมืองหรือความเป็นพระ ไม่ว่าจะเล่นการเมืองหรือเล่นกับศรัทธาทางศาสนา เขาสามารถแสดงบทบาท กะล่อนลื่นไหล ได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว ครอบงำและกระชับทุกพื้นที่ความเป็นธรรม ดึงมวลชนมารับใช้ “การเมืองแบบพระ” ได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ

 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์